ขณะนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในซิมบับเว เมื่อรัฐสภาได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญ (Constitutional Amendment Bill No 3) ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งและการขยายวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี เมื่อวานนี้ (18 มิถุนายน) โดยร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และกำลังเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาเพื่อลงมติรับรองเป็นขั้นต่อไป
วิกฤตประชาธิปไตยในซิมบับเว เกิดอะไรขึ้นบ้าง
วิกฤตประชาธิปไตยในซิมบับเวเกิดขึ้นจากความพยายามในการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จและสืบทอดอำนาจของผู้นำและพรรครัฐบาล โดยมีการทำลายกลไกการตรวจสอบและลิดรอนสิทธิพื้นฐานของประชาชน หนึ่งในนั้นคือ ร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดให้ ‘ยกเลิกการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยประชาชนทั่วไป’ และเปลี่ยนให้รัฐสภา เป็นผู้ลงมติเลือกประธานาธิบดีแทน
กระบวนการผ่านร่างกฎหมายในสภาเต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องการทุจริตและการใช้อิทธิพลมืด มีรายงานว่าพันธมิตรใกล้ชิดของประธานาธิบดี ได้เสนอเงินสูงถึง 3.6 ล้านดอลลาร์ รวมถึงการแจกรถยนต์และเงินสด เพื่อจูงใจให้สมาชิกรัฐสภาโหวตสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ ซึ่งส่งผลให้มี ส.ส. พรรคฝ่ายค้านมากกว่า 30 คน หันไปลงมติเห็นชอบในที่สุด
นอกจากนี้ พรรครัฐบาล ZANU-PF ยังใช้ยุทธวิธีให้ ส.ส. ลงมติแบบเปิดเผย ซึ่งนักวิจารณ์มองว่า เป็นการข่มขู่ทางอ้อม เพื่อปิดกั้นไม่ให้ ส.ส. ลงคะแนนเสียงโหวตได้อย่างอิสระ
อีกทั้งยังมีการข่มขู่และการใช้ความรุนแรง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แม้คณะกรรมาธิการรัฐสภาจะอ้างว่าประชาชนกว่า 99.4% สนับสนุนร่างกฎหมายนี้จากการรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ แต่ในความเป็นจริง กระบวนการดังกล่าวเต็มไปด้วยการข่มขู่และการใช้ความรุนแรง ผู้ที่พยายามออกมาคัดค้านถูกปิดกั้นไม่ให้แสดงความเห็น และมีนักเคลื่อนไหวรวมถึงกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายรายถูกหน่วยความมั่นคงของรัฐลักพาตัว ซ้อมทรมาน และทำร้ายร่างกาย
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่รัฐบาลเคยใช้มาแล้ว เช่น การใช้กำลังทหารปราบปรามการประท้วงผลเลือกตั้งในปี 2018 จนมีผู้เสียชีวิต
ทำไม ‘ประธานาธิบดี’ อาจครองอำนาจได้นานขึ้น
เอ็มเมอร์สัน มนังกากวา ประธานาธิบดีซิมบับเววัย 83 ปี ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหาร โรเบิร์ต มูกาเบ อดีตประธานาธิบดีเผด็จการในช่วงปลายปี 2017 หลังจากที่มูกาเบครองอำนาจนำทางการเมืองมานานเกือบ 30 ปี
ส่วนเหตุผลที่ทำให้ มนังกากวา อาจนั่งเก้าอี้ผู้นำซิมบับเวได้นานยิ่งขึ้นนั้น ปัจจัยสำคัญมาจาก ร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีการขยายวาระการดำรงตำแหน่งจาก 5 ปีเป็น 7 ปี ซึ่งจะเปิดทางให้ มนังกากวา สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้จนถึงปี 2030 แทนที่จะหมดวาระในปี 2028 ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
นอกจากนี้พรรคของ มนังกากวา อย่างพรรค ZANU-PF ยังครองเสียงข้างมากได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา การนำอำนาจการเลือกตั้งประธานาธิบดีไปผูกติดไว้กับรัฐสภา จึงเป็นการรับประกันว่าพรรครัฐบาลจะสามารถสืบทอดอำนาจให้ผู้นำของตนเองต่อไปได้อย่างไร้รอยต่อ
มีการใช้ข้ออ้างเพื่อการพัฒนา โดยกลุ่มผู้สนับสนุน รวมถึงสมาชิกรัฐบาลอ้างว่า การยืดขยายวาระของผู้นำและเปลี่ยนระบบเลือกตั้งนี้ จะช่วยลดต้นทุนการจัดการเลือกตั้ง สร้างเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ผู้นำมีเวลาสานต่อนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง
อีกทั้ง ปัจจัยเรื่องฝ่ายค้านและกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ มนังกากวาสามารถกระชับอำนาจได้สำเร็จ โดยระบบการคานอำนาจในซิมบับเวเข้าสู่ภาวะอ่อนแออย่างหนัก พรรคฝ่ายค้านอยู่ในสภาพแตกแยกและขาดศักยภาพในการต่อกรกับพรรครัฐบาล ZANU-PF ที่ผูกขาดอำนาจมาตั้งแต่ปี 1980 ทำให้นักสิทธิมนุษยชนกังวลว่า ซิมบับเวกำลังเดินหน้าสู่การเป็น รัฐพรรคการเมืองเดียวที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนและผู้มีอำนาจเพียงหยิบมือ
ในขณะเดียวกัน เมื่อประชาชนพยายามหันไปพึ่งพาศาลเพื่อยับยั้งกฎหมายนี้ พวกเขากลับพบว่า ศาลขาดความเป็นอิสระและมักปัดตกคดีด้วยข้ออ้างทางเทคนิค ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมซึ่งควรจะเป็นปราการด่านสุดท้ายของประชาธิปไตยไปแล้ว
แม้ว่า มนังกากวาจะเคยพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็น ‘นักปฏิรูป’ ในตอนแรก แต่ยุคสมัยของเขากลับเผชิญกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างหนัก เช่น อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงติดอันดับโลกถึง 243% ในปี 2023 ตลอดจนการใช้กำลังทหารปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง
วิกฤตประชาธิปไตยในซิมบับเวครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง และยืดวาระตำแหน่งผู้นำประเทศ แต่คือ ‘ความพยายามอย่างเป็นระบบ’ ของกลุ่มผู้มีอำนาจในการตัดช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสืบทอดอำนาจและปกป้องผลประโยชน์ของตนเองท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและความยากจนของคนในประเทศ
แฟ้มภาพ: Per-Anders Pettersson / Getty Images
อ้างอิง:







