องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) แห่งสหประชาชาติออกมาเตือนว่า โลกอาจเผชิญอุณหภูมิสูงสุด จนอาจทำลายสถิติภายในปี 2030 หลังวิกฤตสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
วันนี้ (28 พฤษภาคม) WMO ปล่อยรายงานพิเศษจากกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร โดยการเป็นทำนายสภาพภูมิอากาศรายปีและทศวรรษจากสถาบัน 13 แห่งทั่วโลก รวมถึงศูนย์แบบจำลอง 4 แห่ง ได้แก่ Barcelona Supercomputer Centre, Canadian Centre for Climate Modelling and Analysis, Deutscher Wetterdienst และ Met Office
ทั้งนี้ รายงานระบุว่า อุณหภูมิโลกอาจสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในปี 2030 ซึ่งมีโอกาสถึง 86% ที่อุณหภูมิในช่วงระหว่างปี 2026-2030 จะสูงจนทำลายสถิติในปี 2024 หรือปีที่อุณหภูมิค่าเฉลี่ยโลกสูงที่สุด ขณะที่รายงานยังตั้งข้อสังเกตว่า มีความเป็นไปได้ถึง 91% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วง 5 ปีดังกล่าว จะพุ่งสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ย 1.5 องศาเชลเซียส
ตามการคาดการณ์ อุณหภูมิโลกอาจทำลายสถิติสูงสุดภายในปี 2027 เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นในปลายปี 2026 ซึ่งมีหลักฐานสนับสนุน คือ พื้นที่แถบอาร์กติกกำลังร้อนเร็วกว่าส่วนอื่นของโลก 3.5 เท่า ขณะที่อากาศแปรปรวน เช่น ยุโรปเหนือและไซบีเรียมีฝนตกหนัก ส่วนป่าแอมะซอนแห้งแล้งผิดปกติ
ทั้งนี้ ไซมอน สตีล (Simon Stiell) หัวหน้าด้านสภาพภูมิอากาศของ UN ชี้ว่า คลื่นความร้อนในยุโรปเป็นเครื่องเตือนใจอันโหดร้าย โดยเฉพาะผลกระทบที่ลุกลามจากวิกฤตโลกเดือด ทั้งในด้านที่เกี่ยวกับมนุษย์และเศรษฐกิจ รวมถึงหลายพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกก็กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน เช่น อินเดียและเอเชีย
“การปกป้องชีวิตมนุษย์ ธุรกิจ และเศรษฐกิจจากความร้อนจัด รวมถึงต้นทุนอื่นๆ ที่พุ่งสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นภารกิจหลักสำหรับทุกประเทศ โดยต้องเริ่มต้นด้วยการเลิกเสพติดเชื้อเพลิงฟอสซิลให้เร็วยิ่งขึ้นมาก” เขากล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบัน พลังงานสะอาดมีราคาถูกกว่าและผลิตได้เร็วกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล
ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จะทำให้โลกตกอยู่ในวิกฤตรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง พายุ และน้ำท่วม แต่ก็เน้นย้ำว่า ทุกอุณหภูมิที่ลดลงจะสามารถช่วยลดความเสียหายได้
ภาพ: Adnan Abidi / Reuters
อ้างอิง:


