×

จาก ‘ฝน’ ที่เคยเป็นศัตรู สู่ ‘Heat Wave’ ที่เล่นงานวิมเบิลดัน

28.06.2026
  • LOADING...
โนวัค ยอโควิช นักเทนนิสชายชาวเซอร์เบียใช้ผ้าขนหนูประคบน้ำแข็งระหว่างการแข่งขันวิมเบิลดัน

หากพูดถึงวิมเบิลดัน ภาพจำของแฟนเทนนิสทั่วโลกมักมีอยู่ไม่กี่อย่าง

 

สนามหญ้าสีเขียวเข้ม เสื้อผ้าสีขาว สตรอว์เบอร์รีแอนด์ครีม และอาจจะรวมไปถึงฝนที่ตกลงมาเป็นระยะ พร้อมกับหลังคาปิดของเซ็นเตอร์คอร์ตที่ถูกใช้งานอยู่เสมอ

 

แต่ในปี 2026 สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก่อนการแข่งขันกลับไม่ใช่สายฝน หากเป็นคลื่นความร้อน หรือ Heat Wave ที่กำลังปกคลุมทวีปยุโรป และอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของวิมเบิลดันครั้งนี้

 

อุณหภูมิในกรุงลอนดอนพุ่งแตะ 33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่รอบคัดเลือก ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักร ออกคำเตือนระดับสูงสุด พร้อมคาดการณ์ว่าหลายพื้นที่อาจร้อนถึง 37-40 องศาเซลเซียส ถือเป็นตัวเลขที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในอังกฤษ

 

สำหรับประเทศที่เคยถูกจดจำด้วยอากาศเย็นและฝนตกบ่อย นี่ไม่ใช่แค่ “อากาศร้อน” แต่คือสภาพอากาศสุดขั้วที่กำลังกลายเป็น New Normal

 

ผลกระทบของคลื่นความร้อนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับนักกีฬาระหว่างการแข่งขันรอบคัดเลือกที่โรแฮมป์ตัน การแข่งขันทั้งหมดต้องหยุดลงนานกว่าหนึ่งชั่วโมง หลังเกิดไฟฟ้าขัดข้องจนระบบตัดสินลูกเข้า-ออกอัตโนมัติ หรือ ELC ไม่สามารถทำงานได้

 

ระบบดังกล่าวถูกนำมาใช้แทนผู้กำกับเส้นเต็มรูปแบบเมื่อปีที่ผ่านมา และถือเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินในยุควิมเบิลดันไร้ไลน์แมน

 

ฝ่ายจัดการแข่งขันยืนยันว่าเกิดการสูญเสียกระแสไฟฟ้าชั่วคราวในบางส่วนของสนามแข่งขัน แม้จะยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ แต่ก็ยอมรับว่าอุณหภูมิที่สูงผิดปกติอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ระบบล้มเหลว

 

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า Heat Wave ไม่ได้กระทบเฉพาะร่างกายมนุษย์ แต่ยังส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานของการแข่งขันกีฬาในยุคที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ในอดีต วิมเบิลดันลงทุนหลายร้อยล้านปอนด์เพื่อแก้ปัญหาฝน การติดตั้งหลังคาปิดของเซ็นเตอร์คอร์ตในปี 2009 รวมถึงคอร์ตหมายเลข 1 ในเวลาต่อมา ช่วยให้การแข่งขันดำเนินต่อได้แม้ฝนตก

 

แต่ปัจจุบัน ความท้าทายกลับเปลี่ยนไป จากการรับมือกับ “น้ำ” สู่การรับมือกับ “ความร้อน”

 

และปัญหานี้ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกปี ยกตัวอย่างเมื่อปีที่ผ่านมา วิมเบิลดันทำสถิติวันเปิดการแข่งขันที่ร้อนที่สุด ปีนี้สัญญาณยิ่งน่ากังวลกว่าเดิม เพราะคลื่นความร้อนเริ่มตั้งแต่ก่อนแข่งขันอย่างเป็นทางการ นี่อาจเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนกีฬากลางแจ้งทุกชนิด

 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการแข่งขันไม่ได้รอให้เกิดปัญหาก่อนจึงค่อยแก้ไข ปัจจุบันวิมเบิลดันมีกฎการรับมือกับความร้อนแบบสุดขั้ว ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อดูแลสุขภาพของนักกีฬา

 

การใช้งานไม่ได้อิงจากอุณหภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ค่าที่เรียกว่า Heat Stress Index ซึ่งคำนวณจาก อุณหภูมิอากาศ, ความชื้น, อุณหภูมิพื้นสนาม และปริมาณรังสีจากแสงแดด

 

หากค่าดังกล่าวสูงกว่า 30.1 องศา นักกีฬาสามารถร้องขอพักการแข่งขัน 10 นาที สำหรับประเภทหญิงจะพักระหว่างเซตที่ 2 และ 3 ส่วนประเภทชายจะพักระหว่างเซตที่ 3 และ 4

 

แม้มาตรการนี้จะดูคล้าย Cooling Break ในฟุตบอลโลก แต่รายละเอียดแตกต่างกัน เพราะเป็นสิทธิ์ที่นักกีฬาสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

 

ไม่ใช่แค่นักกีฬา แต่แฟนเทนนิสก็ได้รับผลกระทบ เพราะคลื่นความร้อนไม่ได้เลือกเฉพาะคนในสนามแข่งขัน ผู้ชมหลายหมื่นคนที่ต้องนั่งกลางแดดหลายชั่วโมงก็เผชิญความเสี่ยงเช่นเดียวกัน

 

วิมเบิลดันจึงเพิ่มมาตรการหลายด้าน ทั้งมีจุดเติมน้ำดื่มฟรีมากกว่า 100 จุดทั่วบริเวณสนาม, อนุญาตให้นำขวดน้ำใสเข้าไปเติมได้ แม้กระทั่งร่วมมือกับแบรนด์เวชสำอาง La Roche-Posay แจกครีมกันแดดกว่า 500,000 ซอง รวมถึงเพิ่มการสื่อสารให้ผู้ชมดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดนานเกินไป

 

ขณะเดียวกัน เด็กเก็บบอลในรอบคัดเลือกก็ไม่ได้ลงปฏิบัติหน้าที่ โดย All England Club เปลี่ยนให้ทีมงานผู้ใหญ่เข้ามาทำหน้าที่แทน เพื่อลดความเสี่ยงจากอากาศร้อนจัด

 

ฤดูกาลแกรนด์สแลมปี 2026 แทบไม่มีรายการใดหนีผลกระทบจากอุณหภูมิสูง

 

ออสเตรเลียนโอเพ่นแข่งขันท่ามกลางอุณหภูมิสูงถึง 46 องศาเซลเซียส

 

เฟรนช์โอเพ่นก็เผชิญคลื่นความร้อนเช่นกัน โดยหนึ่งในนักกีฬาที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดคือ ยานนิก ซินเนอร์

 

แชมป์เก่าวิมเบิลดันเคยมีอาการเวียนศีรษะและร่างกายล้มเหลวระหว่างเฟรนช์โอเพ่น จนต้องใช้น้ำแข็งประคบหลายครั้ง และสุดท้ายพลิกล็อกแพ้อย่างน่าตกใจ

 

ก่อนวิมเบิลดันปีนี้ ซินเนอร์เปิดเผยว่า ทีมงานต้องเข้ารับการตรวจวิเคราะห์ร่างกายเพื่อหาสาเหตุของอาการดังกล่าวโดยเฉพาะ

 

แม้เจ้าตัวยืนยันว่าปัจจุบันมีสภาพร่างกายที่ดี แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า การแข่งขันระดับสูงในยุคปัจจุบันไม่ได้วัดกันแค่ทักษะ หากยังวัดกันที่การรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี

 

เหตุการณ์ที่วิมเบิลดันไม่ใช่เรื่องเฉพาะของเทนนิส ตลอดไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟุตบอลโลกที่กาตาร์ต้องย้ายไปแข่งขันช่วงฤดูหนาว โอลิมปิกโตเกียวต้องปรับเวลาแข่งขันหลายชนิดกีฬา ส่วนฟุตบอลโลก 2026 ในสหรัฐฯ ก็เริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันช่วงกลางวันจนต้องมีการพักดื่มน้ำทุกสนาม ขณะที่หลายลีกฟุตบอลในยุโรปเริ่มหารือเรื่องการปรับเวลาเตะในช่วงฤดูร้อน

 

Heat Wave จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสภาพอากาศ แต่กำลังกลายเป็นตัวแปรใหม่ของการจัดการแข่งขันกีฬาโลก

 

วิมเบิลดันเคยเป็นแกรนด์สแลมที่ผู้จัดกังวลเรื่องฝนมากที่สุด

 

วันนี้ ความกังวลนั้นกำลังเปลี่ยนเป็นเรื่องของอุณหภูมิ หากแนวโน้มของสภาพภูมิอากาศยังดำเนินต่อไป คำถามสำคัญคือ มาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบันจะเพียงพอหรือไม่

 

อาจถึงเวลาที่ผู้จัดต้องพิจารณาประเด็นใหม่ ๆ ตั้งแต่การเลื่อนเวลาแข่งขันไปช่วงเย็น การเพิ่มพื้นที่หลบร้อนสำหรับผู้ชม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับอุณหภูมิสูง ไปจนถึงการออกแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ทนต่อสภาพอากาศสุดขั้วมากกว่าเดิม

 

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบคัดเลือกปีนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความร้อนไม่ได้ส่งผลแค่กับร่างกายของนักกีฬา แต่สามารถหยุดการแข่งขันได้ทั้งทัวร์นาเมนต์

 

และหากสภาพอากาศยังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง วิมเบิลดันในอนาคตอาจต้องนิยามตัวเองใหม่ จากแกรนด์สแลมที่ต่อสู้กับสายฝน สู่แกรนด์สแลมที่ต้องรับมือกับคลื่นความร้อนอย่างเต็มรูปแบบ

 

เมื่อถึงวันนั้น ความท้าทายของนักเทนนิสอาจไม่ได้อยู่แค่การเอาชนะคู่แข่งฝั่งตรงข้าม แต่รวมถึงการเอาชนะสภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับโลกทั้งใบ

 

 

ภาพ: Clive Brunskill / Getty Images

อ้างอิง

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising