สำหรับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นครูบาอาจารย์ของวงการฟุตบอลอย่างอาร์แซน เวนเกอร์ สิ่งสุดท้ายที่เราคาดหวังว่าจะเห็นคือภาพของเขาที่กำลังสติขาดผึงพร้อมใช้กำลังมากกว่าปัญญา
แต่เพราะบนโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ แม้แต่นักปราชญ์เมธีชาวฝรั่งเศสก็มีวันที่จิตหลุดกับเขาเหมือนกัน!
เมื่อปี 2014 ในเกมระหว่างอาร์เซนอลกับเชลซี เหตุปะทะกันหนักหน่วงที่แกรี เคฮิลล์ เข้าอัดใส่อเล็กซิส ซานเชซว่าร้อนแล้ว แต่ที่ข้างสนามกลับร้อนยิ่งกว่า เมื่อเวนเกอร์ในสีหน้าที่บ่งบอกถึงเส้นอารมณ์ที่ขาดผึงยืนประจัญหน้า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน กับกุนซือคู่แข่งก่อนที่จะมีการผลักอกกันเล็กน้อย ร้อนถึงผู้ตัดสินที่ 4 ต้องพยายามออกมาเบรกทันที
คนอย่างเวนเกอร์เนี่ยนะ?
ใช่คนอย่างเวนเกอร์เนี่ยแหละ แต่เชื่อเถอะบนโลกใบนี้ไม่มีคนที่สามารถทำให้เขานอตหลุดขนาดนี้ได้เยอะนักหรอก
มันมีแค่ ‘The Special One’ โชเซ มูรินโญ คนเดียวเท่านั้นแหละ!
และนี่คือสองกุนซือคู่ปรับในระดับหน้าไม่อยากมอง มือไม่อยากจับ (จับแล้วอาจจะรีบไปล้าง) กับเรื่องราวที่ผ่านมานานพอให้คิดถึง

ถึงแม้ว่าในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษแล้ว ไม่อาจมีสองผู้จัดการทีมคู่ไหนที่จะแข่งขันกันในเชิงของความยิ่งใหญ่ไปมากกว่าคู่ระหว่างเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือแห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับอาร์แซน เวนเกอร์ นักปราชญ์ลูกหนังผู้เกิดมาเพื่อเป็นคู่แข่งกันแล้ว
ทั้งสองถือว่าเป็นคู่ต่อกรที่สมศักดิ์ศรี และแม้ในวันที่ต้องปะทะกันในเชิงของฝีไม้ลายมือแบบไม่ยอมลดราวาศอก แต่สำหรับทั้งเฟอร์กีและเวนเกอร์แล้วลึกๆในใจต่างฝ่ายต่างเคารพกันและกันอย่างสุดหัวใจ
มันเป็นความสัมพันธ์ที่คลาสสิกในแบบของ ‘รุ่นใหญ่’
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเวนเกอร์กับมูรินโญนั้นแตกต่างกัน มันเต็มไปด้วยสงครามน้ำลาย คำพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรย และเกมจิตวิทยาที่ใส่กันแบบไม่ยั้งตลอดระยะเวลาที่ประมือกันมาในหลายช่วงเวลา
เรื่องนี้ต้องปูพื้นให้เข้าใจกันสักเล็กน้อย อย่างแรกคือเวนเกอร์และมูรินโญมีความห่างและความต่างในเรื่องของวัยรวมถึงประสบการณ์
พูดแบบบ้านๆคือ ‘คนละรุ่น’
โดยเฉพาะในช่วงที่มูรินโญเข้ามาประกาศศักดาในฟุตบอลอังกฤษด้วยการรับข้อเสนอคุมทีมเชลซีในปี 2004 พร้อมเรียกตัวเองแบบมั่นใจว่า “ผมนี่แหละคือ The Special One” คนพิเศษหนึ่งเดียวคนนี้
มันเป็นช่วงเวลาฤดูกาล 2004/05 ซึ่งในปีก่อนหน้าอาร์เซนอล เพิ่งจะสร้างตำนานคว้าแชมป์แบบไร้พ่าย ‘The Invincibles’ ได้เป็นทีมแรก (และทีมเดียว) ในประวัติศาสตร์พอดี

บวกกับแนวทางของเชลซี ซึ่งอยู่ในยุคของการลงทุนมหาศาลหลังได้เจ้าของใหม่อย่าง โรมัน อบราโมวิช นักธุรกิจระดับอัครมหาเศรษฐีที่อัดฉีดงบประมาณให้ทีมอย่างไร้ขีดจำกัดในการปรับทัพเสริมทีม ซึ่งเป็นแนวทางที่สโมสรอื่นในอังกฤษไม่ปลื้มสักเท่าไรนัก รวมถึงอาร์เซนอลของเวนเกอร์ ที่กำลังอยู่ในช่วงของการรัดเข็มขัดประหยัดงบเพื่อนำไปใช้สำหรับการลงทุนสร้างสนามแข่งแห่งใหม่ในย่านแอชเบอร์ตัน โกรฟ
ด้วยเรื่องนี้บวกกับความพูดเยอะของกุนซือชาวโปรตุเกสที่มาถึงก็เบ่งไม่น้อย มันอาจจะสะกิดความรู้สึกบางอย่างของกุนซือชาวฝรั่งเศสเข้า
และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการเปิดก่อนของเวนเกอร์ (ใช่ครับ เวนเกอร์เปิดก่อน!) โดยครั้งหนึ่ง ที่ถูกถามถึงการจัดทีมลงสนามโดยไม่มีผู้เล่นอังกฤษใน 11 ตัวจริงแม้แต่คนเดียว แทนที่จะพูดถึงเรื่องของทีมตัวเอง ครูใหญ่แห่งกันเนอร์สกลับบอกว่า
“ผมไม่เห็นว่าเชลซีจะส่งผู้เล่นอังกฤษลงสนามไปมากกว่าเราเลย พวกเขามีนักเตะท้องถิ่นใครบ้างนะ? คนเดียวมั้ง จอห์น เทอร์รี”
หลังจากนั้นซึ่งมูรินโญเพิ่งพาเชลซีผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกของสโมสร และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดหนแรกในรอบ 50 ปี เวนเกอร์ก็พูดถึงแท็กติกการเล่นของทีมคู่ปรับร่วมเมืองลอนดอนอีกรอบ
“ผมรู้แหละว่าเราอยู่ในโลกที่มันตัดสินกันด้วยการชนะและความพ่ายแพ้ แต่ถ้าวงการกีฬาสนับสนุนทีมที่ปฏิเสธจะเป็นผู้ริ่เริ่ม ผมว่าวงการเราจะตกอยู่ใต้อันตราย”
ถึงตานี้มูรินโญชักตะหงิดๆ และออกมาโต้ตอบแบบตรงไปตรงมา
“ดูเหมือนเวนเกอร์จะมีปัญหากับพวกเราจริงนะ ผมคิดว่าเขาคงเป็นพวกแบบที่พวกคุณเรียกกันว่าพวกถ้ำมองน่ะ” แน่นอนว่าเรื่องฝีปากไว้ใจได้อยู่แล้ว ใช่ไหมมู “เขาเป็นพวกคนที่ชอบแอบดูคนอื่น เป็นคนที่เวลาอยู่บ้านจะเอากล้องส่องทางไกลคอยส่องดูว่าบ้านอื่นเขาทำอะไรกัน เวนเกอร์เป็นพวกแบบนี้แน่ นี่มันเป็นอาการป่วยนะ เขาเอาแต่พูดถึงเชลซีตลอดเวลา”
อ้าวมาว่าแบบนี้ครูใหญ่จะปล่อยไปได้ไงจริงไหม?
“ผมว่าเขามากไปแล้ว พูดโดยไม่ยึดตามความจริงและขาดความเคารพ เวลาที่เราให้คนโง่ประสบความสำเร็จ มันก็จะยิ่งทำพวกเขาโง่มากขึ้นไปอีก ไม่ได้ช่วยให้ฉลาดขึ้นเลย”
นี่แค่ยกแรกๆ นะ!

หลังจากนั้นต่างฝ่ายต่างก็พร้อมสาดน้ำลายใส่กันในทุกจังหวะที่มีโอกาส ไม่เว้นแม้แต่ในวันที่มูรินโญอำลาเชลซีไปแล้วหลายปี ผ่านมาจนถึงวันที่กุนซือคนพิเศษมาคุมเรอัล มาดริดในช่วงปี 2010 เวนเกอร์เองก็ยังไม่ยอมรามือง่ายๆ
ครั้งหนึ่งที่มูรินโญ สั่งให้ชาบี อลอนโซ กับเซร์จิโอ รามอส เรียกใบเหลืองในเกมที่มาดริดพบกับกาลาตาซารายเพื่อจะได้ถูกโทษแบนในช่วงท้ายของรอบแบ่งกลุ่มแชมเปียนส์ ลีก จะได้ไม่เสี่ยงโดนแบนในเกมรอบน็อกเอาต์ซึ่งสำคัญกว่า กุนซือชาวฝรั่งเศสก็ออกมาเหน็บทันที
“เวลาเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในทีวี มันคือตัวอย่างที่ดีที่สุดที่จะคิดถึงการอย่าหาทำอะไรแบบนี้อีก พูดตรงๆมันดูแย่มาก แย่มากที่เห็นสโมสรใหญ่ทำแบบนี้”
ได้ยินแบบนี้มูผู้โอหังก็ไม่ทนเหมือนกัน “แทนที่จะมาพูดถึงเรอัล มาดริด คุณเวนเกอร์ควรจะไปพูดเรื่องอาร์เซนอลแล้วอธิบายนะว่าทำไมเขาถึงแพ้ให้กับทีมที่เพิ่งลงแข่งแชมเปียนส์ ลีก เป็นหนแรก นักบอลที่บอกว่าเด็กๆ กันน่ะเริ่มแก่กันแล้ว ซาญา กลิชี วัลค็อตต์ ฟาเบรกาส ซง นาสรี ฟาน เพอร์ซี อาร์ชาวิน พวกนี้ไม่เด็กแล้ว พวกนี้เป็นนักเตะระดับท็อป”
จนมูรินโญ วนกลับมาคุมเชลซีในปี 2014 ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองก็กลับมาลุกลามใหม่และมันดูจะหนักขึ้น
เวนเกอร์ไม่พอใจการที่มูรินโญและเชลซีขายฮวน มาตา ให้กับแมนฯ ยูไนเต็ดเพราะอาจจะส่งผลต่อการแข่งขันและอันดับในตารางได้
“เชลซีลงเตะกับยูไนเต็ดไป 2 นัดแล้ว พวกเขาควรจะขายไปตั้งแต่อาทิตย์ก่อน ผมคิดว่าถ้าจะเคารพเรื่องของความยุติธรรมสำหรับทุกคน เรื่องนี้มันไม่ควรเกิดขึ้น”

แน่ละว่ามูรินโญไม่ยอมโดนข้างเดียวอยู่แล้ว “เวนเกอร์จะโวยวายก็เป็นเรื่องปกติเพราะเขาทำตลอด ปกติแล้วเขาควรจะดีใจด้วยซ้ำนะที่เชลซีขายนักเตะอย่างฮวน มาตา แต่ว่ามันก็คงเป็นเพราะธรรมชาติของเขานั่นแหละ ผมคิดว่าเรื่องที่มันไม่ยุติธรรมจริงๆ คือการที่ทีมของเขามักจะได้ลงเล่นในวันที่ดีที่สุดเสมอ”
มันเป็นเหมือนกับการปูพรมไปสู่จุดไคลแมกซ์ของเรื่องในปี 2014
ในเดือนกุมภาพันธ์ เวนเกอร์พูดกระทบถึงมูรินโญว่า “เขากลัวจะล้มเหลว”
จุดนี้มูรินโญออกมาโต้ตอบด้วยคำพูดระดับตำนาน
“ผมเนี่ยนะกลัวที่จะล้มเหลว? เขาน่ะสิผู้เชี่ยวชาญด้านความล้มหลวเลย” ก่อนจะต่อว่า “ถ้าใครคิดว่าเขาพูดถูกว่าผมกลัวความล้มเหลว มันก็อาจจะเป็นเพราะปกติแล้วผมไม่ค่อยล้มเหลวนะ ซึ่งเขาอาจจะพูดถูกก็ได้ ผมไม่ชินหรอกกับความล้มเหลว แต่ความจริงก็คือเขาน่ะเป็นผู้เชี่ยวชาญเลย เพราะนี่ก็ 8 ปีแล้วนะที่เขาไม่ได้ถ้วยแชมป์อะไรเลย นี่น่ะคือความล้มเหลว”
ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ประจันหน้าในเดือนตุลาคม 2014 ที่อาจจะยังไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือ แต่การที่เวนเกอร์น็อตหลุดถึงขั้นผลักอกมูรินโญ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่แค่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วย
แต่ในอีกทางมันก็คือผลลัพธ์ของความไม่พอใจระหว่างกันที่สะสมมาเป็นระยะเวลายาวนานนับสิบปีของคนทั้งสอง
หลังเกมจบลงในวันนั้นมูรินโญ ออกมาชี้แจงเหตุการณ์ว่า “มันเกิดในพื้นที่เทคนิค ผมก็มีที่ของผม เขาก็มีที่ของเขา เขาไม่สามารถจะมาในพื้นที่ของผมเพื่อกดดันให้ผู้ตัดสินให้ใบเหลืองกับผู้เล่นของผม (แกรี เคฮิลล์ ในจังหวะปะทะกับอเล็กซิส ซานเชซ)”
ก่อนที่มูรินโญจะยืนยันด้วยสีหน้าที่เหยเกสวนทางกับคำพูดของเขาว่า “ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีปัญหา”
แล้วเวนเกอร์ว่าไง? “ไม่หรอก ไม่อะไรทั้งนั้น มันอาจจะดูไม่ดีผ่านหน้ากล้อง แต่ผมก็แค่เดินไปดูเฉยๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น”

จากจุดพีกของเรื่องในเกมนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองยังเป็นแบบเหม็นเปรี้ยวกันต่อเนื่องยาวนาน
เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็คล้ายจะค่อยๆ บรรเทาลงบ้าง
ในวันที่เวนเกอร์ได้รับรางวัลเกียรติยศ Laureus Awards ในฐานะยอดโค้ชผู้ทำอะไรให้แก่วงการฟุตบอลมากมาย มูรินโญเป็นคนที่ออกมากล่าวคำสรรเสริญถึงยอดกุนซือชาวฝรั่งเศส (ถึงแม้หลายคนที่ได้ดูจะบอกว่าเหมือนโดนบังคับให้มานั่งพูดมากกว่า)
ขณะที่เวนเกอร์เองก็เคยออกรายการ Graham Norton Show ซึ่งพูดถึงหนังสืออัตชีวประวัติเล่มใหม่ของเขา ‘My Life in Red and White’ ด้วย แล้วโดนยิงคำถามเกี่ยวกับความเป็นอริกันของผู้จัดการทีม
พิธีกรชงคำถามถึงเซอร์อเล็กซ์ก่อน ซึ่งเวนเกอร์ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “เขาเป็นคู่ปรับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมถึง 10 ปี แต่เราแข่งกันจริง ไม่ผมก็เขา”
ไม่น่าเชื่อว่าเมธีลูกหนังจะไม่รู้ตัวว่าโดนล่อซื้อเข้าเสียแล้ว เพราะโดนถามต่อว่า “แต่ในหนังสือเล่มนี้คุณไม่พูดถึงมูรินโญเลยนะ”
“No” เวนเกอร์ตอบด้วยสีหน้านิ่ง ก่อนที่พิธีกรจะชงต่อถึงภาพเหตุการณ์ผลักอกกันข้างสนามที่แม้จะพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่กุนซือผู้ยิ่งใหญ่ก็ยอมรับ
“มันมีบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ เหตุการณ์นี้ผมเป็นคนเริ่มก่อน”
ส่วนมูรินโญเมื่อรู้ว่าเวนเกอร์ไม่เขียนถึงชื่อเขาสักคำในหนังสือน่ะเหรอ? “เขาจะเขียนทำไม ในเมื่อเขาไม่เคยชนะผมเลยสักครั้งใน 14 นัดแรกที่เจอกัน”
เวนเกอร์ ซึ่งขณะนั้นอำลาอาร์เซนอลไปแล้ว ได้แต่ถอนหายใจ
“กับเขานี่ผมรู้สึกเหมือนผมอยู่ในโรงเรียนอนุบาลเลย…”
ไม่ว่าระหว่างทั้งสองจะขัดกันเพราะวัย การวางตัว คำพูดคำจา ไปจนถึงสิ่งที่หลายคนแอบคิดว่ามันมีความอิจฉาเกิดขึ้นกันหรือเปล่านะ โดยเฉพาะกับเวนเกอร์ที่มีต่อคนรุ่นหลังอย่างมูรินโญ ที่ก็ห้าวและปีนเกลียวพอสมควร
แต่นี่แหละครับ ‘คู่กัด’ ของวงการฟุตบอลอังกฤษ
คิดถึงเหมือนกันนะ ว่าไหม


