ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดำเนินต่อเนื่องมาเกินกว่าหนึ่งเดือน จนเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 นำไปสู่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัวตามราคาน้ำมันดิบโลก (Brent) ที่พุ่งแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมกับความเสี่ยงเรื่องอุปทานหยุดชะงักที่อาจกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม
แต่ในมุมมองของ UOB อิงจากสถิติในอดีตที่ผ่านมา ความผันผวนที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นโอกาสมากกว่าความเสี่ยง
ราคาน้ำมันพุ่งสูงครั้งนี้ กำลังนำไปสู่อะไร?
ช่องทางหลักที่ส่งผ่านผลกระทบจากสงครามไปยังเศรษฐกิจและตลาดโลกยังคงเป็นราคาพลังงาน ราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงขึ้นทันทีในช่วงแรกจาก 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะย่อตัวลดลงมา
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจากภาวะ supply shock UOB จึงปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ Brent ในไตรมาส 2 เป็น 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดลงมาสู่ 100 ดอลลาร์ ในไตรมาสที่ 3 และลดลงสู่ 90 ดอลลาร์ ในไตรมาสที่ 4 ต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2027
แต่ยังต้องจับตาความเสี่ยงระยะสั้นที่ราคาน้ำมันดิบ Brent จะพุ่งสูงกว่าระดับสูงสุดเดิมที่ 130 ดอลลาร์ ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022
ยิ่งช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวนานเท่าใด ความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเติบโตของโลกและสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ (EM) ก็ยิ่งมากขึ้น ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางและการคุกคามต่อช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่องถือเป็นปัจจัยลบระดับมหภาคที่สำคัญสำหรับเอเชีย
น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของโลกไหลผ่านช่องแคบนี้ โดยเกือบ 80% มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เอเชีย ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับว่าการหยุดชะงักนั้นยาวนานเพียงใด ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค, อัตรากำไรบริษัท, เงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอาเซียนที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์เป็นเวลานานกว่า 6-12 เดือน จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้น 0.2% และกดดันการเติบโตเศรษฐกิจราว 0.7%
ถอดรหัสประวัติศาสตร์ Geopolitical Shock มักเกิดขึ้นเร็วและจบไว
แม้ความขัดแย้งในแต่ละครั้งจะสร้างความตื่นตระหนกและนำไปสู่การเทขายสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้น แต่ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าแรกเทขายที่เกิดจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ มักสร้างการปรับตัวลงที่สั้นและรุนแรง มากกว่าจะเป็น ‘ตลาดหมี’ ที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะสำหรับหุ้นสหรัฐฯ
งานวิจัยของ UOB พบว่าเหตุการณ์ช็อกตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปรับฐานเฉลี่ยประมาณ 8% หากมองย้อนไปตั้งแต่ปี 1973

อย่างไรก็ตาม หากดูจากข้อมูลตั้งแต่ปี 2001 ดัชนี S&P 500 จะปรับตัวลงเฉลี่ยแค่ประมาณ 6% และจะใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 12 วันทำการ ในการฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับเดิมก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งขึ้นในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 9/11 ที่ดัชนีฟื้นตัวใน 14 วัน สงครามอิรัก ฟื้นตัว 15 วัน หรือแม้แต่ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2022 ที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิมใน 15 วัน
สำหรับความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านในปัจจุบัน UOB ประเมินว่าเป็นเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจถาวร โดยกรณีฐาน (Base Case) คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายใน 4-6 สัปดาห์ ซึ่งหากตลาดมีการปรับฐานลง 4-8% ตามค่าเฉลี่ยในอดีต นั่นคือจังหวะที่ดีในการสะสมสินทรัพย์ที่คุณภาพดีเมื่อราคาย่อตัวและมุมมองการลงทุนไตรมาส 2 นี้ UOB ยังคงให้น้ำหนัก overweight สำหรับหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นเอเชีย
โอกาสลงทุนท่ามกลางความขัดแย้ง
หุ้นสหรัฐฯ ยังมีโอกาสเติบโตโดยมีปัจจัยสนับสนุน 3 ด้าน ได้แก่
- ปัจจัยพื้นฐานด้านกำไรบริษัท โดยคาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 จะเติบโต 12–14%
- นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของ Fed เรายังคงมุมมองการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ จากตลาดแรงงานที่ชะลอตัว แม้ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจกดดันให้ Fed ตัดสินใจได้ยากขึ้น แต่เรายังไม่เห็นสัญญาณของการกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ย
- การเติบโตและการลงทุนด้าน AI ที่ช่วยเพิ่ม productivity ให้กับธุรกิจมากขึ้น
ในขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตได้ UOB คาด GDP สหรัฐฯโต 1.7% ในปีนี้ เราแนะนำลงทุนในหุ้นคุณภาพดี งบการเงินแข็งแกร่ง กระจายการลงทุนที่หลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมไม่กระจุกตัวเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่
กองทุนแนะนำ KF-US-PLUS-A ลงทุนในกองทุนหลัก JPMorgan Funds – US Select Equity Plus Fund ความเสี่ยงระดับ 6 กองทุนวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อคัดเลือกหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีและเป็นผู้ชนะ ผสานกลยุทธ์ long-short เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม บนความผันผวนที่ใกล้เคียงดัชนี
และกองทุน UUSA ลงทุนในกองทุนหลัก JPMorgan Funds – US Growth Fund ความเสี่ยงระดับ 6 เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตสูง กระจายหลากหลายอุตสาหกรรม คัดเลือกหุ้นจากดัชนี Russell 1000 Growth
หุ้นเอเชีย เริ่มมี fund flow กลับเข้ามา โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน หลังตลาดซึมซับข่าวสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านไปแล้ว ตลาดหุ้นเอเชียยังมีแรงหนุนจากกำไรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาพลังงานที่สูงขึ้น ยังมีการคาดการณ์การเติบโตของกำไรใน 12 เดือนข้างหน้าของหุ้นเอเชียที่สูงขึ้นได้แรงหนุนจากอุปสงค์ด้าน AI ที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง และกลุ่มอุตสาหกรรม AI มีอัตรากำไรที่สูง
กองทุนแนะนำ UOBSA ลงทุนในกองทุนหลัก United Asia Fund ความเสี่ยงระดับ 6 กระจายการลงทุนในหลายประเทศและหลายอุตสาหกรรมทั่วเอเชีย โดยใช้เครื่องมือ AI ช่วยคัดเลือกหลักทรัพย์ ร่วมกับการวิเคราะห์ของผู้จัดการกองทุน บริหารพอร์ตแบบ Active ปรับพอร์ตเพื่อคว้าทุกโอกาสเติบโต
ท่ามกลางความผันผวนที่เกิดขึ้นได้ตลอดเส้นทางการลงทุน ก็มักจะมีโอกาสเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน เรายังแนะนำ Stay invested เพื่อไม่พลาดโอกาส และสิ่งสำคัญคือ การกระจายการลงทุนให้เหมาะสม เพื่อกระจายความเสี่ยง นักลงทุนควรใช้โอกาสที่ตลาดปรับตัวลง ทยอยสะสมสินทรัพย์คุณภาพดีเพื่อการเติบโตระยะยาว

