×

รองโฆษก สทนช. แจ้งมวลน้ำปิงถึงอยุธยา 3 ต.ค.นี้ กำชับคุมปริมาณน้ำไหลผ่านปทุมธานี-นนทบุรี-กทม. ไปสมุทรปราการไม่เกิน 3,000 ลบ.ม.

โดย THE STANDARD TEAM
01.10.2026
ภาพเจ้าหน้าที่ สทนช. แถลงสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ

วันนี้ (1 ตุลาคม) ที่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองโฆษก สทนช. กล่าวแถลงศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย ระบุถึงสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ว่า โดยมวลน้ำจากแม่น้ำปิงเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ในอัตราที่เป็นปริมาณประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งมวลน้ำนี้เคลื่อนตัวมาถึงจังหวัดนครสวรรค์ และอีก 1 วันจะมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท

 

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ปริมาณน้ำจากตอนบน เคลื่อนมาทางเขื่อนวังร่มเกล้าอยู่ในเกณฑ์สูงสุด โดยจะมีการคงการระบายน้ำผ่านเขื่อนวังร่มเกล้าในอัตราเดิม เพื่อที่จะชะลอน้ำจากจังหวัดนครสวรรค์ที่จะมาถึง ฉะนั้นในส่วนปริมาณน้ำขณะนี้ที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จะคงอยู่ไม่เกินเกณฑ์ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเมื่อวานนี้มีการเพิ่มการระบายน้ำมาที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะเพิ่มขึ้นในอัตราวันละ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผลการดำเนินการจะส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนปรับตัวขึ้นเล็กน้อยแต่จะไม่สูงเกินกว่าแนวป้องกันที่ทางจังหวัดได้เตรียมไว้ สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะไปรวมกันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะส่งผลให้น้ำถึงเขื่อนในวันที่ 2 ตุลาคม และถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในวันที่ 3 ตุลาคม ปริมาณน้ำจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังมีน้ำอีกส่วนหนึ่งจากลุ่มน้ำป่าสัก และมีการระบายน้ำเพิ่มจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจากการประเมินในช่วงเช้าปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ปรับลดลงมาแล้ว เหลือ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และหลังจากนี้แผนของการระบายน้ำจะพยายามควบคุมน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ให้เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อไม่ให้ส่งผลกับพื้นที่ตอนล่าง ที่จะไหลผ่านเขื่อนพระราม 6 ที่จะต้องเพิ่มการระบายน้ำในลำดับถัดไปให้ไม่เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำส่วนนี้จะไปรวมกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจากการประเมินภาพรวมปริมาณน้ำขณะนี้ ที่จะไหลรวมกันอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งปริมาณน้ำมวลนี้จะไหลไปที่จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี ผ่านกรุงเทพมหานคร และไปยังสมุทรปราการ

 

สำหรับการประเมินจุดวิกฤตในกรุงเทพมหานคร ที่ปริมาณน้ำจะลงไปอยู่ในเกณฑ์ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในกรุงเทพมหานครขยับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 2 + 2.25 เมตร ซึ่งจะต่ำกว่าคันป้องกันของทางกรุงเทพมหานครประมาณ 40 เซนติเมตร หากเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำปี 2568 ที่มีการระบายน้ำสูงสุด 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กับปัจจุบันที่ระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถือว่าน้อยกว่าที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณน้ำไม่เกินปีที่ผ่านมา

 

ขณะที่ ลุ่มน้ำแม่กลอง สถานการณ์น้ำเริ่มปรับตัวลดลง เมื่อวานนี้แม่น้ำแควน้อยลดลง 2.50 เมตร ปริมาณน้ำส่วนนี้ไหลผ่านเขื่อนแม่กลองไปแล้ว 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที วันนี้มีการหารือกันว่าเกณฑ์ปริมาณสูงสุดที่จะไหลผ่านเขื่อนแม่กลองจะอยู่ในแนวโน้มที่สามารถควบคุมบานระบายได้แล้ว และมีแนวโน้มที่จะปรับบานระบายให้ลดลง สัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่ไหลมาจากตอนเหนือ และมวลน้ำนี้จะเดินทางต่อไปถึงจังหวัดราชบุรี สมุทรสงคราม โดยเฉพาะที่อำเภออัมพวา ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำกำลังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่จะไม่รุนแรงไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากฝนที่ตกลงมาเป็นแบบประปราย

 

ส่วนการบริหารเขื่อนวชิราลงกรณในช่วงที่ผ่านมา ได้ใช้ในการหน่วงน้ำชะลอการระบาย แต่ขณะนี้เขื่อนมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นเกือบเต็มเขื่อน จึงมีความจำเป็นต้องเริ่มระบายน้ำออกจากเขื่อนในวันนี้ อยู่ที่ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำส่วนนี้จะทยอยเข้ามาเติมในเขื่อนแม่กลอง ใช้เวลา 2-3 วัน โดยจะไม่ไปเสริมหรือสมทบน้ำในแม่กลองให้สูงขึ้นกว่าเดิม

 

ด้าน ผู้แทนของกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการเพิ่มการระบายน้ำ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยคาดว่า ระดับน้ำของกรุงเทพมหานครจะสูงขึ้นจริงประมาณ 2 เมตร เมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร อยู่ที่ระดับต่ำสุดที่ 2.8 เมตรเมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง ระดับน้ำดังกล่าวจึงยังไม่เป็นปัญหาต่อการบริหารและรับมือกับน้ำหนุนและน้ำเหนือ เนื่องจากยังต่ำกว่าคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานครไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร


READ MORE




Latest Stories

Close Advertising