×

ถึงเวลาจำนน ‘วิกฤตสภาพภูมิอากาศ – การล้มละลายทางน้ำ’ จริงหรือ?

07.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงถึงผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการขาดแคลนน้ำ เช่น พื้นดินแห้งแตกระแหงหรือน้ำท่วม

HIGHLIGHTS

  • ถึงยุคที่โลกต้องยอมจำนนว่า กำลังเจอทั้งวิกฤต Climate Change และภาวะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง จนถึงขั้นเรียกว่าล้มละลายทางน้ำ ที่ยากต่อการฟื้นฟูให้กลับมาดังเดิม
  • ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ เผย 4,000 ล้านคนทั่วโลกกำลังขาดแคลนน้ำ 1 เดือน/ปี เพราะต้นทุนทางธรรมชาติที่ให้มากำลังถูกทำลายจากการใช้น้ำเกินความจำเป็นที่ยาวนานและขยายวงกว้าง ทางแก้ไขต้องลงมือบริหารจัดการเข้มงวดแบบระยะยาวมากกว่าการแก้ไขเฉพาะหน้า
  • ไทยอาจไม่เข้าขั้นล้มละลายทางน้ำ แต่เสี่ยงสูงมากจากความผันผวนของฤดูกาลที่ไม่เหมือนเดิม ผลกระทบก็เห็นชัดจากฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมรุนแรง อีกทั้งแม่น้ำสายสำคัญตอนบนของประเทศกำลังเผชิญกับภาวะปนเปื้อนโลหะหนักจากแรร์เอิร์ทประเทศเพื่อนบ้าน

ยุค Climate Reality

 

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า แม้ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ ‘Climate Reality’ ยุคการยอมรับและยอมจำนนกับสภาพอากาศสุดขั้วโดยไม่สามารถป้องกันได้ แต่ความจริงเรายังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย หากลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง

 

“ปัจจุบันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ถึงภัยคุกคาม ความล่อแหลมและความเปราะบางของพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ ที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวจนทำให้ไม่สามารถรับมือได้ภายใน 10 ปีข้างหน้า ขณะที่การตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายก็ยังไม่มีความชัดเจน เห็นชัดจากมหาอุทกภัยหาดใหญ่ปลายปี 2568 ที่เป็นความล้มเหลวของระบบและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ท่ามกลางโลกกำลังเข้าสู่ยุค Climate reality โดยทางออกที่เหมาะสม แม้กว่าจะสำเร็จต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี เพราะมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากมายในหลายมิติ (สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม) หรืออาจดูสายเกินไปในสายตาผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก แต่ย่อมดีกว่าที่จะปล่อยเวลาผ่านไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย ผลกระทบรุนแรงจะตกกับลูกหลานเราที่วันนี้เขาไม่รู้อะไรเลย แต่จะต้องเผชิญกับอนาคตอย่างไร้ความหวัง”

 

โลกกำลังล้มละลายทางน้ำ

 

คาเวห์ มาดานี ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติ ระบุในงานวิจัยว่า โลกกำลังล้มละลายหรือเข้าขั้นวิกฤตในภาวะความไม่มั่นคงทางน้ำ (Global Water Bankruptcy) เพราะประชากร 4,000 ล้านคน หรือ 3 ใน 4 ของประชากรทั่วโลก อาจต้องดิ้นรนสำหรับการรับมือภาวะขาดแคลนน้ำ 1 เดือน/ปี เนื่องจากโลกกำลังสูญเสียทุนทางธรรมชาติอย่างมหาศาล จากการใช้น้ำปริมาณที่มากเกินไปอย่างต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ ตั้งแต่ทะเลสาบ แม่น้ำ ธารน้ำแข็ง ขณะที่พื้นที่ชุ่มน้ำก็กำลังทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งปล่อยให้สารพิษลงสู่ธรรมชาติมากเกินขีดจำกัด จนระบบนิเวศที่อยู่บริเวณแหล่งน้ำเสื่อมโทรมไปถึงชั้นดิน รวมถึงมีการสูบน้ำบาดาลมากและเริ่มส่งผลให้แผ่นดินทรุดตัวในหลายพื้นที่ จนหลายแห่งไม่สามารถฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมได้

 

รายงานยังระบุว่า ปริมาณน้ำลดลงมาจากมลภาวะพื้นที่เพาะปลูกชลประทานมากกว่า 1.7 ล้านตารางกิโลเมตร (170 ล้านเฮกตาร์) ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าประเทศอิหร่าน โดยมีความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ามากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี ทั่วโลก ทั้งจากความเสื่อมโทรมของที่ดิน น้ำบาดาลลดลง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังมีคนกว่า 3,000 ล้านคน หรือเทียบเท่ากับการผลิตแหล่งอาหารมากกว่าครึ่งโลกที่ต้องเผชิญการกักเก็บน้ำที่ไม่มีความแน่นอน รวมถึงต้องเผชิญกับภาวะเค็มที่กระทบกับพื้นที่เพาะปลูกเสื่อมโทรมกว่า 1 ล้านตารางกิโลเมตร (1 ล้านเฮกตาร์) และมากกว่า 30% มวลธารน้ำแข็งทั่วโลกได้หายไปหลายพื้นที่ตั้งแต่ปี 1970 หรือกว่า 56 ปี ที่โลกสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำมหาศาลราว 4.1 ล้านตารางกิโลเมตร (410 ล้านเฮกตาร์) หรือมีขนาดเกือบเท่ากับสหภาพยุโรปทั้งหมด

 

การแก้ไข

 

คาเวห์ มองว่า หมดเวลาคิดว่าน้ำจะไม่มีวันหมดไปจากโลก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันยากที่จะฟื้นฟู ดังนั้น การแก้ไขปัญหาควรเป็นการจัดการเชิงโครงสร้างในระยะยาวมากกว่าแบบเฉพาะหน้า เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา เพราะการขาดน้ำเท่ากับการขาดอาหาร ตั้งแต่ ปัญหาความอดอยาก การว่างงาน การอพยพของประชากร ปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การคุกคามทางการค้า หรืออาจนำไปสู่ความโกลาหลอื่นได้อีก

 

ปัจจุบัน ทั่วโลกภาคการเกษตรยังเป็นผู้ใช้น้ำรายใหญ่คือ 70% เมื่อปริมาณน้ำลดลงการทำเกษตรย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะต้องเผชิญความไม่แน่นอนปริมาณน้ำทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกเพิ่ม และส่งผลต่อเนื่องไปยังราคาอาหารและการส่งออก ดังนั้น สามารถหันมาปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ ลดการใช้น้ำในพื้นที่เสี่ยง ทำเกษตรเชิงนิเวศ ลดการสูบน้ำบาดาลและหันมาดูแลแหล่งน้ำในพื้นที่เสี่ยงอย่างจริงจัง ที่สำคัญควรใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ตรวจวัดทางไหลผ่านดาวเทียมหรือเอไอติดตามการทรุดตัวของที่ดิน คุณภาพน้ำ ระดับน้ำบาดาล พร้อมกับหันมาออกแบบเมือง ระบบอาหาร ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและปัญหาที่กำลังเป็นอยู่ให้เข้มงวดกว่าเดิม

 

แม้สัดส่วนการใช้น้ำที่เหลือที่อยู่ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคการบริการ หรือภาคครัวเรือน แต่อย่าลืมว่าการขยายตัวของชุมชนเมืองหรือเขตอุตสาหกรรม ก็ควรผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการอย่างเข้มงวดในวงกว้าง เช่น การบริหารจัดการให้เกิดการใช้น้ำซ้ำหรือน้ำหมุนเวียนภายในอุตสาหกรรมให้มากที่สุด แล้วปล่อยของเสียออกมาให้น้อยที่สุด

 

แล้วประเทศไทย?

 

ในรายงานอาจไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทยโดยตรง แต่การอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปกติมีปริมาณฝนเฉลี่ยต่อปีค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลก อาจไม่ได้ขาดแคลนน้ำโดยตรง แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือ มีความเสี่ยงสูงจากความผันผวนของปริมาณน้ำเพราะไม่เป็นไปตามฤดูกาลเหมือนที่ผ่านมา เช่น ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้นจนทำให้เกิดน้ำท่วมขังอย่างรวดเร็ว เผชิญความแล้งถี่และนานขึ้น หรือการขยายเมืองและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ลุ่มต่ำก็ทำให้เกิดการแข่งขันการใช้น้ำมากขึ้นซึ่งอาจเป็นแรงกดดันแหล่งน้ำบาดาลมากขึ้น

 

ประกอบยังมีเรื่องที่น่ากังวลคือ การปนเปื้อนของสารโลหะหนักจากเหมืองแรร์เอิร์ทของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำหลักสายสำคัญหลายแห่งของไทย โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมเและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ล่าสุดเปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง ระบุว่า ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 จนถึงปัจจุบันผลการตรวจวัดครั้งที่ 14 (เดือนธันวาคม 2568) พบว่า แม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ยังมีสีน้ำตาลแดง มีค่าความขุ่นสูง และผลการตรวจระบุว่าพบค่าโลหะหนัก และค่าสารหนูพบเกินค่ามาตรฐานอยู่

 

น้ำ-ดิน-ป่า ไม่เคยแยกจากกัน

 

แนวคิด ‘น้ำคือชีวิต’ พระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังถือเป็นหัวใจการพัฒนาและความมั่นคงของประเทศอยู่เสมอ เพราะท่านมองว่า น้ำมิใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังสะท้อนหลักการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนความพอดีและความรับผิดชอบต่ออนาคต น้ำมิได้ถูกมองว่าเป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด หากแต่เป็นทุนธรรมชาติที่ต้องรักษาและถนอมไว้เพื่อคนรุ่นต่อไป การใช้น้ำเกินศักยภาพของธรรมชาติเท่ากับบั่นทอนโอกาสการพัฒนาของสังคมในระยะยาว ดังนั้น การพัฒนาที่แท้จริงจึงต้องตั้งอยู่บนการรู้จักประมาณตน รู้จักเก็บออม และรู้จักแบ่งปันทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรม

 

ที่สำคัญน้ำ ดิน และป่า มีความสำคัญในระบบเดียวกัน เพราะป่าที่สมบูรณ์จะช่วยกักเก็บและควบคุมน้ำ ดินที่ดีช่วยรักษาความชุ่มชื้นและลดความรุนแรงของภัยแล้ง ขณะที่น้ำที่มีคุณภาพก็จะเอื้อให้ดินและป่าดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน การพัฒนาที่แยกน้ำออกจากดินและป่าจึงเป็นการพัฒนาที่ขาดรากฐาน หากละเลยย่อมส่งผลต่อความมั่นคงให้กับชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว

 

น้ำท่วมและน้ำแล้งมิใช่ปัญหาที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นผลจากการบริหารจัดการน้ำที่ขาดความสมดุลและไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศ การพัฒนาใดที่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่คำนึงถึงความเชื่อมโยงของต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ย่อมนำไปสู่ความเปราะบางในระยะยาว พระราชดำริด้านน้ำจึงเน้นการจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การเก็บกักน้ำในช่วงที่มีความอุดมสมบูรณ์ ไปจนถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าในยามขาดแคลน

 

ถึงเวลาที่ไทยต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้จริงจัง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป จากเป็นแค่ความเสี่ยงอาจกลายเป็นล้มละลายทางน้ำไม่ต่างจากที่อื่น ซึ่งผลเสียหายมหาศาลทั้งเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และปัญหาสังคมต่างๆ ที่จะตามมา

 

ภาพ: Piyaset / Shutterstock

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories