×

Virtual Bank โอกาสหรือความเสี่ยง? เปิดมูลค่าน่านน้ำ ‘หนี้นอกระบบ’

13.03.2024
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมเปิดขอใบอนุญาตจัดตั้ง Virtual Bank ระหว่างวันที่ 20 มีนาคม – 19 กันยายน 2567 ก่อนที่แต่ละบริษัทจะเริ่มจัดตั้งได้ในช่วงกลางปี 2568
  • หนึ่งในเป้าหมายของการตั้ง Virtual Bank ขึ้นมา เพราะต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องของหนี้นอกระบบ และการช่วยให้คนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อมีโอกาสเข้าถึงมากขึ้น
  • ความท้าทายอย่างหนึ่งจากการศึกษา Virtual Banking ในฮ่องกงคือ ต้นทุนในการหาลูกค้าต่อรายที่สูงราว 65-90 ดอลลาร์ต่อคน หรือราว 2,300-3,200 บาทต่อคน 
  • ธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า “กุญแจสำคัญของการปั้น Virtual Bank ให้ประสบความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับว่าจะบริหารจัดการหนี้เสียได้ดีแค่ไหน และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้ได้มากที่สุด” 
  • กรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย เชื่อว่า “เมื่อรายใหม่เข้ามาในตลาด สิ่งที่จะช่วยดึงดูดลูกค้าคือการแข่งขันด้านเงินฝากที่มากขึ้น ทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการฝากอาจมีหลายรูปแบบ จากเดิมที่มีเพียงเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่” 

Virtual Bank โอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในไทย โอกาสครั้งนี้น่าตื่นเต้นแค่ไหนในเชิงธุรกิจ อะไรคือความท้าทายที่รออยู่ และที่สำคัญประชาชนจะได้อะไร

 

หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศเตรียมเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจขอใบอนุญาตจัดตั้ง Virtual Bank ระหว่างวันที่ 20 มีนาคม – 19 กันยายน 2567 ก่อนที่แต่ละบริษัทจะเริ่มจัดตั้งได้ในช่วงกลางปี 2568

 

ล่าสุด เราพอจะเห็นโฉมหน้าของผู้ที่สนใจตามหน้าสื่อแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ 

  1. การจับมือกันของ ธนาคารกรุงไทย (KTB), กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF), แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) 
  2. การจับมือกันของ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ KaKaoBank จากเกาหลีใต้ 
  3. เครือซีพี (CP) ซึ่งรวมถึงธุรกิจในเครืออย่าง Ascend ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา TrueMoney
  4. การจับมือกันของ กลุ่มธุรกิจเจมาร์ท (JMART) และ Kookmin Bank จากเกาหลีใต้ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า หนึ่งในเป้าหมายของการตั้ง Virtual Bank ขึ้นมา เพราะต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องของหนี้นอกระบบ และการช่วยให้คนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อมีโอกาสเข้าถึงมากขึ้น ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ Virtual Bank กับธนาคารดั้งเดิม (ไม่ว่าจะออฟไลน์หรือออนไลน์) เป็นกลุ่มที่แตกต่างกัน

 

แน่นอนว่า Virtual Bank ถือเป็นเรื่องใหม่ในไทย และก็อาจเรียกว่าใหม่ได้สำหรับอีกหลายประเทศ ซึ่งเพิ่งจะเริ่มต้นได้ประมาณ 2-3 ปีเท่านั้น 

 

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของ Virtual Bank คือการสร้างความน่าเชื่อและดึงดูดลูกค้าใหม่ รวมทั้งบริหาร ‘หนี้เสีย’ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 

 

ตัวอย่างที่อาจเป็นกรณีศึกษาให้กับบ้านเราได้คือ Virtual Banking ในฮ่องกงที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2019 หลังจากธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) ออกใบอนุญาตให้ Virtual Banking 8 แห่ง ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการในปี 2021 

 

ซึ่งในระยะแรก Virtual Bank เหล่านี้ไม่สามารถทำกำไรได้ ขณะที่ Quinlan & Associates บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนในการหาลูกค้าต่อรายที่สูงราว 65-90 ดอลลาร์ต่อคน หรือราว 2,300-3,200 บาทต่อคน 

 

ขณะที่การแข่งขันกับธนาคารดั้งเดิมเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ก็ค่อนข้างยาก นอกจากนี้ การที่ Virtual Bank ตั้งอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นหลัก ทำให้การสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ค่อนข้างอนุรักษนิยม 

 

ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาทั้งในเชิงกลยุทธ์ในการเข้าถึงฐานลูกค้า และวิธีการที่จะลดความเสี่ยงในด้านต่างๆ ซึ่งในช่วงแรกจะเป็นลักษณะของการค่อยๆ ปรับใช้วิธีการต่างๆ 

 

“จุดแข็งของเราคือฐานข้อมูลของลูกค้าที่มีอยู่ร่วมกันประมาณ 40-45 ล้านคน จากบริษัทที่จะเข้ามาร่วมทุนแต่ละราย ทั้งกัลฟ์, กรุงไทย, โออาร์ และเอไอเอส หัวใจสำคัญคือการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ให้แม่นยำเพื่อลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด” 

 

ธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่าความท้าทายสำคัญ 2 ด้าน คือ 

 

  1. การดึงฐานเงินฝากจากธนาคารดั้งเดิม ซึ่งต้องอาศัยความเชื่อใจจากลูกค้า แต่หากดึงมาได้น้อยก็ต้องใช้เงินทุนจากแหล่งอื่น ซึ่งต้นทุนจะสูงกว่าเงินฝากหลายเท่า 

 

  1. การปล่อยสินเชื่อเพื่อหารายได้ อาจต้องอาศัยการลองผิดลองถูกระยะหนึ่ง ทำให้เราเห็นว่าหลายกลุ่มต้องการประสบการณ์ของผู้ที่เคยทำธุรกิจสินเชื่อมาก่อน 

 

“ช่วง 1-2 ปีธุรกิจยังมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง แต่ละรายน่าจะขาดทุน แต่ด้วยฐานลูกค้ากลุ่มหนี้นอกระบบที่มีจำนวนมาก เดาว่าอาจมากถึงครึ่งหนึ่งของลูกหนี้ใต้สถาบันการเงินปัจจุบัน ทำให้ระยะยาวยังมีโอกาส”

 

ธนภัทรมองว่า กุญแจสำคัญของการปั้น Virtual Bank ให้ประสบความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับว่าจะบริหารจัดการหนี้เสียได้ดีแค่ไหน และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้ได้มากที่สุด 

 

“คำว่าหนี้นอกระบบหมายความว่า ไม่มีใครรู้ว่ามีหนี้ที่แท้จริงเท่าไร หรือมีรายได้เท่าไร ขณะที่การเก็บข้อมูลของ Virtual Bank อาศัยการกรอกจากลูกค้า” กรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย กล่าวถึงความท้าทายด้านข้อมูลที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์ของ Virtual Bank 

 

อีกหนึ่งจุดที่น่ากังวลคือ “ข้อมูลของไทยไม่ได้เชื่อมกันอย่างดี ทำให้ข้อมูลบางอย่างอาจไม่ตรงตามจริง เช่น ลูกหนี้ของธุรกิจอย่างเมืองไทยแคปปิตอล ที่ไม่ได้แสดงข้อมูลในเครดิตบูโร อาจทำให้ระบบของ Virtual Bank วิเคราะห์ว่าลูกค้าที่เป็นหนี้ Non-Bank อาจไม่มีหนี้”

 

หรือการใช้ข้อมูลอื่นๆ เช่น ประวัติการชำระค่าบริการต่างๆ หรือการใช้จ่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ จะสามารถตรวจสอบได้อย่างไรว่ายอดใช้จ่ายเป็นของบุคคลนั้นๆ เพียงคนเดียว เช่น กรณีที่คนซื้อเป็นแม่บ้านประจำของบ้านใดบ้านหนึ่งที่ต้องซื้อสินค้าสำหรับทุกคน

 

อย่างไรก็ดี การเกิดขึ้นของ Virtual Bank น่าจะส่งผลดีต่อประชาชนโดยส่วนใหญ่ที่มีเงินฝากกับสถาบันการเงิน 

 

กรกชมองว่า Virtual bank อาจช่วยให้ผลิตภัณฑ์เงินฝากมีหลากหลายมากขึ้น และการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่จะทำให้เกิดการแข่งขันเพิ่มขึ้น 

 

“เมื่อรายใหม่เข้ามาในตลาด สิ่งที่จะช่วยดึงดูดลูกค้าคือการแข่งขันด้านเงินฝากที่มากขึ้น ทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการฝากอาจมีหลายรูปแบบจากเดิมที่มีเพียงเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่” 

 

ในมุมกลับกันธุรกิจธนาคารดั้งเดิมอาจได้รับผลกระทบบางส่วน เช่น ฐานเงินฝากที่อาจถูกดึงออกไปบ้าง หรือต้นทุนเงินฝากที่เพิ่มขึ้น

 

โดยสรุปแล้ว ในมุมธุรกิจที่ยังมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร เชื่อว่าแต่ละบริษัทอาจต้องใช้เวลาในการลองผิดลองถูกสักระยะหนึ่ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นโอกาสใหม่ที่เปิดขึ้น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจธนาคารดั้งเดิมที่โตได้จำกัด ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้เติบโตสูง เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ที่อยากจะกระโดดเข้ามาในอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเป็นเหมือนการต่อเรือเพิ่มเพื่อแล่นออกไปหาน่านน้ำใหม่ เผื่อว่าจะมีโอกาสรออยู่ 

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising