เวียดนามกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจครั้งสำคัญ ภายใต้การนำของ โต เลิม ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์คนปัจจุบัน โดยรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบรัฐ อย่างจริงจังและรวดเร็วในระดับที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการเมืองยุคใหม่
ภายในเวลาเพียง 17 เดือน หลังเข้ารับตำแหน่ง โต เลิม สามารถจัดระเบียบอำนาจภายในพรรค ลดแรงต้านจากกลุ่มคู่แข่ง พร้อมเร่งรวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่ศูนย์กลางอำนาจ
ใต้นโยบายสำคัญคือการเปลี่ยนแปลง ปรับ “รื้อโครงสร้างรัฐ” ที่มุ่งลดระบบราชการ ผ่านการยุบและควบรวมหน่วยงาน การปรับกระบวนการกำหนดนโยบาย และการปลดข้าราชการจำนวนมากถึง 150,000 คน
ล่าสุด โต เลิม ผู้นำวัย 68 ปี ซึ่งครองตำแหน่งที่ทรงอำนาจที่สุดในระบบการเมืองแบบพรรคเดียวของเวียดนาม ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้า พรรคคอมมิวนิสต์อีกครั้ง เป็นเวลา 5 ปี ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคทั้ง 180 คน ในการประชุมใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมประกาศเดินหน้าการปฏิรูปเพื่อ เร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
เขาให้คำมั่นว่าจะผลักดันการปฏิรูปเพิ่มเติม โดยปีที่ผ่านมา ได้วางแผนปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมย้ำว่า หลังจากนี้จะปฏิรูปภายในพรรค เพื่อสร้างระบบการบริหารที่ยึดหลักความซื่อสัตย์ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ
โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปีตลอดทศวรรษหน้า หรือภายในปี 2030
แม้เป้าหมายดังกล่าวถูกมองว่า “ค่อนข้างทะเยอทะยาน” เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ของธนาคารโลกที่ประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียดนามไว้เฉลี่ยราว 6.5% ในปีนี้และปีหน้า
อย่างไรก็ดี นักลงทุนบางกลุ่ม เชื่อมั่นในแนวทางที่เป็นมิตรต่อนโยบายเปิดรับภาคธุรกิจของเขา ซึ่งสะท้อนจากตลาดหุ้นเวียดนามที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อกลางปี 2024 ลัมได้ผลักดันการปฏิรูปครั้งใหญ่และลดขนาดระบบราชการ ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้น แต่ก็สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากการปลดข้าราชการจำนวนมาก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มบทบาทภาคเอกชน เขาย้ำจุดยืนว่ารัฐวิสาหกิจยังคงมีบทบาทนำ โดยเฉพาะในภาคยุทธศาสตร์สำคัญ
ในอีกด้านนักวิเคราะห์มองว่า โต เลิม เป็นผู้นำที่วางแผนทางการเมืองอย่างรอบคอบ และสามารถรวบรวมการสนับสนุนจากกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ภายในพรรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ มีรายงานว่าเขายังมุ่งหวังที่จะก้าว ขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของรัฐในอนาคตอีกด้วย
หลิว อานห์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยการเงินฉงหยาง มหาวิทยาลัยเหรินหมิน ประเทศจีน มองว่า เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ กำหนดไว้ในการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม นั้นจะเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมทุกด้านและการปรับปรุงให้ทันสมัย เพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และขจัดอุปสรรคด้านต้นทุนโลจิสติกส์
สร้างระบบคมนาคมทั้งทางบก เรือ อากาศ ราง เชื่อมการค้าเหนือจดใต้
ปัจจุบัน ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในเวียดนามคิดเป็นประมาณ 16-18% ของ GDP ในขณะที่ค่าเฉลี่ย ทั่วโลก อยู่ที่เพียง 10.7% และสูงกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน
เธอระบุว่า เพื่อสนับสนุนการผลิตและขยายการส่งออก เวียดนามจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามแผนแม่บท ทั้งการให้ความสำคัญกับระบบทางหลวง ทางรถไฟความเร็วสูง และการขนส่งแบบผสมผสานระหว่างทางรถไฟและทางทะเล
ในขณะเดียวกัน จำเป็นต้องปรับปรุงกลไกการระดมทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการขยายรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และพิจารณาจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งชาติพิเศษเพื่อดึงดูดกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติและเงินทุนระยะยาว
พื้นที่การลงทุนที่สำคัญ
ได้แก่ การยกระดับเส้นทางคมนาคมหลักที่เชื่อมต่อระเบียงอุตสาหกรรมภาคเหนือ (ฮานอย-ไฮฟอง) กับเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (โฮจิมินห์ซิตี้-ด่งนาย-บิ่ญเดือง) เพื่อลดระยะเวลาการเดินทาง ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นอกจากการยกระดับตลาดทุนแล้ว เวียดนามยังจำเป็นต้องขยายมาตรการจูงใจด้านการเงินสีเขียว ขยายขอบเขตของนโยบายเงินอุดหนุนอัตราดอกเบี้ย 2% จัดตั้งแพลตฟอร์มการซื้อขายเครดิตคาร์บอน
“อีกความพยายามของเวียดนามที่พยายามจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ (IFC) คือข้อดี เมื่อเวียดนามมี IFC ในนครโฮจิมินห์และดานัง ต้องจัดตั้งหน่วยงานจัดอันดับเครดิตระหว่างประเทศ ระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน และกลไกการออกใบอนุญาตทางการเงินต่างประเทศ นี่จะเป็นอนาคตศูนย์กลางการระดมทุนระดับภูมิภาค”
ภาพ : cotuvokne / Getty images
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/1/23/vietnams-to-lam-wins-second-term-extends-top-position-for-5-more-years
- https://www.vietnam.vn/th/chuyen-gia-trung-quoc-danh-gia-muc-tieu-tang-truong-cua-viet-nam


