×

‘บิ๊กดีล’ แห่งวงการสตรีทแฟชั่น VF Corp เจ้าของแบรนด์ Vans และ Timberland ทุ่ม 6.4 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ Supreme

10.11.2020
‘บิ๊กดีล’ แห่งวงการสตรีทแฟชั่น VF Corp เจ้าของแบรนด์ Vans และ Timberland ทุ่ม 6.4 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ Supreme

นับเป็นข่าวที่น่าจับตามองในแวดวงแฟชั่นเป็นอย่างมาก เมื่อ VF Corp ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้าที่คุ้นหูอย่าง The North Face, Vans, Timberland, Eastpak, Napapijri และ Dickies ได้ทุ่มเม็ดเงินกว่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 6.4 หมื่นล้านบาทในการเข้าซื้อ Supreme แบรนด์แฟชั่นแนวสตรีทระดับท็อปสตาร์

 

การเข้าซื้อในครั้งนี้ถือเป็นการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดของ VF นับตั้งแต่ซื้อ Timberland ในปี 2011 ด้วยมูลค่า 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7 หมื่นล้านบาท และหลังจากที่มีการเปิดเผยดีลยังทำให้หุ้นของ VF เพิ่มขึ้น 17% พุ่งทะยานมากที่สุดในรอบ 33 ปีด้วยกัน

 

“เราอยู่ระหว่างการพัฒนาพอร์ตโฟลิโอให้สอดคล้องกับโอกาสในตลาดที่เรามองเห็น และที่สำคัญกว่าคือทิศทางที่ผู้บริโภคกำลังจะเดินไป ซึ่ง Supreme เข้ากันได้ดีกับพอร์ตโฟลิโอของเรา” สตีฟ เรนเดิล (Steve Rendle) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ VF กล่าวในการให้สัมภาษณ์

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า การเข้าซื้อในครั้งนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย กำลังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ขณะเดียวกันโรคระบาดยังทำให้บริษัทต่างๆ กำลังมองหาการเข้าซื้อกิจการในบริษัทที่แข็งเกร่ง และสามารถเข้าซื้อด้วยราคาที่ลดลง แต่ผู้ซื้อที่มีศักยภาพกลับไม่ได้มองเรื่องดังกล่าวเป็นหลัก “พวกเขาอยากจะซื้อทรัพย์สินที่คิดว่าสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นและบ่มเพาะได้” ไซเมียน ซีเกล (Simeon Siegel) นักวิเคราะห์การค้าปลีกของ BMO Capital Markets กล่าว

 

Supreme ก่อตั้งขึ้นในปี 1994 โดยเป็นที่รู้จักจากผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายที่มีโลโก้สีแดงและสีขาว แรกเริ่มประเดิมด้วยการขายเสื้อยืด หมวก และแจ็คเก็ตที่มีฮู้ดสำหรับวัยรุ่นที่เล่นสเกตบอร์ด โดยมีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างจากเครือข่ายค้าปลีกแบบดั้งเดิม ซึ่งมุ่งหวังที่จะขายสินค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขณะเดียวกัน Supreme ได้อาศัยการขายสินค้าในจำนวนไม่มาก และใช้การโฆษณาแบบแบบปากต่อปาก จนในที่สุดก็กลายเป็นแบรนด์ขวัญใจวัยรุ่น

 

การเข้ามาของ Supreme จะช่วยขยายช่องทางดิจิทัลของ VF ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกการเติบโตของบริษัทในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด แม่ทัพของ VF ตั้งข้อสังเกตถึง ‘ความคล่องตัว’ ของ Supreme ในการเชื่อมต่อกับลูกค้าในหน้าร้านที่มี 12 สาขาทั่วโลก ตั้งแต่นิวยอร์ก ปารีส ไปจนถึงโตเกียว และผ่านช่องทางโซเชียล ซึ่งสร้างยอดขายมากกว่า 60% ด้วยกัน 

 

อีกทั้ง VF ยังวางแผนที่จะเรียนรู้โมเดลธุรกิจของ Supreme ซึ่งอาศัยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกสัปดาห์ ตลอดจนเข้าไปทำงานกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ซึ่งที่ผ่านมาภายใต้เครือของ VF นั้น Supreme เคยทำงานร่วมกันกับแบรนด์ The North Face, Vans และ Timberland มาหลายปีแล้ว 

 

ดีลนี้เรียกได้ว่า Win-Win เพราะในขณะเดียวกัน Supreme จะสามารถใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน แพลตฟอร์มระหว่างประเทศ ความสามารถด้านดิจิทัลและความเข้าใจของผู้บริโภค อย่างไรก็ตามแม้จะต้องไปอยู่ภายใต้เงาของคนใหม่ แต่ เจมส์ เจบเบีย (James Jebbia) ผู้ก่อตั้ง Supreme ก็ยังยืนยันว่า แบรนด์นั้นจะยัง “รักษาวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และความเป็นอิสระของเรา ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราเติบโตบนเส้นทางเดียวกับที่เราดำเนินมาตั้งแต่ปี 1994” โดยตัวเขาและผู้บริหารระดับสูงจะทำหน้าที่บริหารแบรนด์ และดูแลงานด้านครีเอทีฟต่อไป 

 

VF นั้นมียอดขายประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.1 หมื่นล้านบาท โดยมีการประเมินว่า ภายในปี 2022 Supreme จะสามารถสร้างยอดขายให้กับบริษัทได้ราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ VF ประเมินว่า ดีลเข้าซื้อกิจการจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:


READ MORE





Latest Stories