ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (25 มีนาคม) พรรคการเมืองต่างๆ ได้ร่วมกันเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องการรับมือวิกฤตพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะส่งไปยังรัฐบาล โดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้เสนอญัตติของพรรคประชาชน ได้กล่าวอภิปรายหลักการและเหตุผลของญัตติ
วีระยุทธกล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันถึงประมาณ 6% ของ GDP และนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 60% จากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุส การปิดช่องแคบดังกล่าวเสมือนกับเป็นการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของไทยด้วย
“การฝ่าฟันกระแสภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่นับวันยิ่งผันผวนขึ้นเรื่อยๆ ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงกว่าปกติ นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องตั้งหลักให้มั่น ว่าตอนนี้ต้องเปลี่ยนโหมดการทำงานแล้ว จากใช้กลไกรัฐเพื่อจัดการเลือกตั้งเพื่อบริหารอำนาจ ต้องเปลี่ยนมาเป็นการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต ต้องกล้าตัดสินใจ และที่สำคัญคือต้องมีความเห็นอกเห็นใจพี่น้องประชาชนคนไทยที่กำลังเดือดร้อน”
วีระยุทธสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางการทำงาน 3 เรื่องใหญ่เพื่อกอบกู้วิกฤตดังต่อไปนี้
- รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีการบริหารวิกฤตแบบปกปิดมาเป็นแบบเปิด เปิดรับฟังข้อมูลและลงโทษคนผิด มีการตั้ง ศบก. โดยมี พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการ แต่ก็ทำให้เกิดคำถามตั้งแต่วันแรกเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะคุณพิพัฒน์เองก็มีธุรกิจครอบครัวเป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ และ ศบก. เลือกใช้วิธีปิดห้องคุย แทนที่จะเปิดกว้างฟังเสียงผู้เดือดร้อน คนตัวเล็กตัวน้อย เกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและ ศบก. ต้องเดินไปหาพวกเขาเอง จึงจะเรียกว่าเป็นการทำงานเชิงรุก
“การทำงานแบบเปิดเท่านั้นที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลโปร่งใสไม่ได้อยู่ข้างใคร ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมยังคลางแคลงสงสัยอยู่ เพราะวันที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ประเทศไทย คุณพิพัฒน์ออกมาประกาศเองว่าจะจับไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมัน แต่พอนายกรัฐมนตรีกลับมาทุกอย่างก็เข้าสู่ระบบการเมืองแบบเดิม มีการปิดห้องคุยแล้วออกมาแถลงว่าไม่มีอะไร” นายวีระยุทธกล่าว
- ตกลงแล้วรัฐบาลจะอุดหนุนราคาน้ำมันประชาชนต่อไปหรือไม่ และด้วยหลักการอะไร ไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีทราบแล้วหรือไม่ว่าความปั่นป่วนหน้าปั๊มน้ำมันไม่ใช่เพราะประชาชนเอง แต่เป็นเพราะรัฐบาลประกาศว่าจะตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ในแง่ผู้ขายจึงเพิ่มแรงจูงใจในการกักตุน หวังกินส่วนต่างในอีก 15 วันข้างหน้า ภาคประชาชนและอุตสาหกรรมเองก็กังวลว่าน้ำมันจะแพงขึ้นในอีก 15 วันข้างหน้า จึงไปเติมหรือกักตุนมากกว่าปกติ
“อย่าชี้หน้าโทษประชาชนเลยครับ ความโกลาหลที่เกิดขึ้นมาจากช่องโหว่ในระบบ มันผ่านไปแล้วอย่างน้อยขอให้รัฐบาลมีบทเรียน ต้องตั้งหลักให้มันและสื่อสารกับสังคมให้ดี ว่าจะใช้หลักการอะไรในการอุดหนุนราคาน้ำมันต่อไป” วีระยุทธระบุ
ทั้งนี้ นอกจากการอุดหนุนแบบกำหนดวันตรึงราคาแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้แนวทางอื่นๆ ได้อีก เช่นการ “อุดหนุนแบบขั้นบันได” โดยการวางกรอบว่าหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงราคานี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเท่าใด เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ไม่กระชากหรือสูงเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนรุนแรง
นอกจากการอุดหนุนแบบขั้นบันไดแล้ว รัฐบาลยังสามารถ “อุดหนุนเฉพาะจุด” ยิงตรงไปช่วยให้ถึงกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่นๆ เช่น ภาคขนส่ง รถสาธารณะ ซึ่งจำเป็นต้องประสานฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อใช้ตัดสินใจ
- เปลี่ยนจากโครงการธงเขียวเพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึง
ภาคเกษตรเป็นกลุ่มต่อไปที่ต้องเผชิญแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง เพราะเรานำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางถึงประมาณ 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด
วีระยุทธชี้ว่าโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ซึ่งล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น “ธงเขียวพลัส” เป็นกระบวนท่ามาตรฐานของรัฐบาลที่เน้นการประชาสัมพันธ์ ทั้งที่ในทางปฏิบัติช่วยเกษตรกรได้ในวงจำกัดมากๆ เพราะปุ๋ยธงเขียวที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นำมาขายราคาพิเศษในปีงบประมาณที่ผ่านมามีจำนวน 97,000 กระสอบ คิดเป็นปริมาณราว 5 ล้านกิโลกรัม แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตกรรมจึงมีความต้องการใช้ปุ๋ยในแต่ละปีถึง 5.6 ล้านตัน โครงการปุ๋ยธงเขียวจึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 1 ใน 1,000 หรือคิดเป็น 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด เปรียบได้กับการเติมหยดน้ำในทะเลทราย เพราะปุ๋ยส่วนที่เหลือก็มีราคาแพงเหมือนเดิมหรือแพงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งหลักใหม่ว่าจะช่วยเกษตรกรได้ดีที่สุดและกว้างที่สุดได้อย่างไร โดยพรรคประชาชนเสนอว่าควรเดิน 2 ขาไปพร้อมกัน ด้านหนึ่ง รัฐบาลยังต้องเข้าไปมอนิเตอร์เพื่อดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้าจนถึงการจัดจำหน่ายและการเก็บเกี่ยว ไม่ให้เกิดการโก่งราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรระหว่างวิกฤต
อีกขาหนึ่งคือการแจก “คูปองปุ๋ย” ให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปลดราคาปุ๋ยรวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น เพราะเรามีฐานข้อมูลเกษตรกรอยู่แล้ว รู้ประเภทพืชที่แต่ละครอบครัวปลูก รู้ขนาดไร่ รู้พื้นที่ว่าอยู่ไหน จึงสามารถปรับการแจกคูปองตามจังหวะการเก็บเกี่ยวพืชผลได้ ทั้งยังควบคุมงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละช่วงเวลาได้


