×

เปิด 2 กลุ่มสินค้าเสี่ยงกระทบหนัก? เตือนสหรัฐฯอาจใช้มาตรการ ‘Section 301’ กับไทยเพิ่ม หลังทรัมป์ฟาดภาษี 15%

23.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบข่าวมาตรการทางการค้าสหรัฐฯ 'Section 301' ที่อาจกระทบสินค้าส่งออกไทย หลัง 'Donald Trump' เรียกเก็บภาษี 15%

เอกชนเกาะติด 150 วันชี้ชะตาส่งออก เตือนหากทรัมป์หยิบอีกอาวุธสำคัญ มาตรา 301 (Section 301) สินค้าไทยเสี่ยงกระทบซ้ำ แนะรัฐบาลชิงโอกาสเจรจาแบบทวิภาคีกับสหรัฐฯ ขอยกเว้นหรือผ่อนปรนภาษีบางรายการ ขณะที่สหรัฐฯ ยันดีลการค้ามาตรา 122 ไม่ล่ม แม้ ‘ขัดรัฐธรรมนูญ’

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เอกชนต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งล่าสุดประกาศใช้มาตรา 122 (Section 122) ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) เพื่อจัดเก็บภาษีศุลกากรในลักษณะ Global Tariff

 

ประเมินผลกระทบต่อการส่งออกไทย 2 กลุ่ม

 

  • กลุ่มได้รับผลกระทบเต็ม

 

โดยกลุ่มแรกคือสินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษี 10 ( ปรับขึ้นเป็น 15%) เต็ม ตามมาตรา 122 ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) แผงวงจรไฟฟ้า (PCB) และไอซี (IC) ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก รวมถึงยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น ซึ่งสหรัฐฯเป็นตลาดหลัก และอัญมณีและเครื่องประดับ ไทยเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญไปยังตลาดสหรัฐฯ

 

โดยเฉพาะยางรถยนต์ ที่จะถูกบวกเพิ่ม จากภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) เดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้ต้นทุนพุ่งขึ้นสองชั้น

 

“กลุ่มดังกล่าวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีสัดส่วนส่งออกสูง หากถูกเก็บภาษีเพิ่มจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทันที โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและคำสั่งซื้อผันผวน” เกรียงไกรกล่าว

 

  • กลุ่มได้รับการยกเว้น

 

ในทางกลับกัน สินค้าเกษตรและประมง เช่น ข้าว ทุเรียน มังคุด และผลไม้เมืองร้อนหลายชนิด กลับได้รับการยกเว้น เนื่องจากหากสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีในกลุ่มนี้ จะทำให้ราคาอาหารในประเทศพุ่งสูง กระทบเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองและเศรษฐกิจที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยง ซึ่งการยกเว้นดังกล่าว สะท้อนข้อจำกัดเชิงนโยบายภายในของสหรัฐฯ เอง และเป็นจุดที่ไทยยังพอมีพื้นที่หายใจในภาคเกษตร

 

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรา 122 จะมีกรอบเวลาเพียง 150 วัน แต่สิ่งที่ภาคเอกชนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะใช้ มาตรา 301 (Section 301) ซึ่งให้อำนาจสหรัฐฯ ตรวจสอบและดำเนินมาตรการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่า ‘มีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม’ อาจถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การอุดหนุนอุตสาหกรรม และการบิดเบือนค่าเงิน

 

“ประเทศไทยยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามอง เรื่องการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ซึ่งอาจกลายเป็นข้ออ้างในการดำเนินมาตรการ ทางการค้าเพิ่มเติมในอนาคต”

 

จับตาคืนเงินภาษีโลกกว่าแสนล้านดอลลาร์

 

อีกประเด็นที่ยังไม่มีความชัดเจน คือการคืนเงินภาษีมูลค่ากว่าแสนล้านดอลลาร์ ที่เคยจัดเก็บไปก่อนหน้านี้ หากคำพิพากษาทำให้มาตรการเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะมีขั้นตอนการคืนเงินอย่างไร และเมื่อใด ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบการคลังและตลาดทุนของสหรัฐฯเอง

 

“ในช่วงเวลา 150 วันที่มาตรา 122 มีผลบังคับใช้ ประเทศไทยยังมีโอกาสใช้ช่องทางการเจรจาแบบทวิภาคีกับสหรัฐฯ เพื่อขอยกเว้นหรือผ่อนปรนภาษีบางรายการ”

 

โดยอาจเสนอเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เช่น ก๊าซธรรมชาติ (LNG) หรือเครื่องบิน ซึ่งได้มีการหารือมาก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ความสำเร็จของการเจรจาจะขึ้นอยู่กับดุลอำนาจทางการเมืองภายในสหรัฐฯ และท่าทีของทีมเศรษฐกิจทำเนียบขาว

 

ด้านอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งสิ่งสำคัญคือเราต้องเร่งกระจายสินค้าไปยังตลาดใหม่ ควบคู่กับการผลักดันการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ให้มากขึ้น เพื่อเปิดประตูการค้าและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

 

สหรัฐฯ ยันดีลการค้ามาตรา 122 ไม่ล่ม แม้ ‘ขัดรัฐธรรมนูญ’

 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานอ้างอิง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พ่ายแพ้ต่อศาลฎีกา ก็ไม่ได้ทำให้ข้อตกลงการค้าที่สหรัฐฯ เจรจากับประเทศคู่ค้าหลักต้องล่มไปแต่อย่างใด พร้อมย้ำว่ารัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายการค้าเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง

 

เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ให้สัมภาษณ์รายการ Face the Nation สถานี CBS ว่า ข้อตกลงการค้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ทำไว้กับประเทศคู่ค้า อาทิ จีน สหภาพยุโรป (EU) ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ยังคงมีผลบังคับใช้ และควรแยกออกจากแผนการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 15%

 

อย่างไรก็ตาม ทางการอินเดียเลื่อนการเจรจากับสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ทรัมป์ยังมีกำหนดการพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนจีน ในวันที่ 31 มีนาคม โดยผู้นำทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง และสหรัฐฯยังคงจัดเก็บภาษีเฉลี่ยต่อสินค้าจีนในระดับราว 40% แม้ไม่ได้อาศัยกฎหมายฉุกเฉินที่ศาลฎีกาตีตกไปแล้ว

 

ทั้งนี้ ดอน เบคอน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งคัดค้านนโยบายภาษีของทรัมป์ ระบุผ่านโซเชียลมีเดีย ว่า คำสั่งเก็บภาษีทั่วโลก 15% ฉบับใหม่จะไม่ยืนยาว

 

พร้อมชี้ว่า การใช้อำนาจตามมาตรา 122 (Trade Act of 1974) ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีได้นาน 150 วัน โดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรสนั้น ‘เป็นสิ่งที่ขัดรัฐธรรมนูญ’ และเป็นทั้งนโยบายที่ย่ำแย่และการเมืองที่ผิดพลาด

 

ประเทศคู่ค้าไม่ควรคาดหวังการผ่อนคลายภาษี จากคำตัดสินของศาลฎีกาโดยระบุว่า ภาษีทั่วโลก 15% ที่ทรัมป์ประกาศ มีระดับใกล้เคียงกับภาษีที่เคยใช้ภายใต้กฎหมาย IEEPA และรัฐบาลต้องการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายการค้าให้ได้มากที่สุด

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising