ข่าวการถอนตัวของ ยานนิก ซินเนอร์ อาจจะทำให้ใครหลายคนกังวลว่าความเข้มข้นของยูเอส โอเพน ในปีนี้อาจจะหายไป จนไม่เหมือนหลายปีที่ผ่านๆ มา
แต่บางครั้งคำถามที่มาต่อจากนั้น ก็กลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน “เมื่อคนที่ควรจะเป็นเต็งหนึ่งหายไป ใครจะกล้าก้าวเข้ามายึดพื้นที่นั้นแทน”
ย้อนเวลากลับเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงมากมายภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง ภาพของการแข่งขันประเภทชายเปลี่ยนไปแทบทั้งหมด
เหตุการณ์ในวันนั้น เริ่มต้นจาก การ์ลอส อัลการาซ ยืนยันว่าเขาจะกลับมาป้องกันแชมป์ที่ฟลัชชิง เมโดวส์ หลังหายจากการแข่งขันไปมากกว่า 4 เดือนด้วยอาการบาดเจ็บข้อมือขวา ก่อนที่ไม่นานหลังจากนั้น ยานนิก ซินเนอร์ มือหนึ่งของโลกและผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในช่วงที่อัลการาซหายไป จะถอนตัวจากการแข่งขันเพราะอาการบาดเจ็บหัวเข่า
จากเดิมที่หลายคนอาจคาดว่า ยูเอส โอเพน ครั้งนี้จะมีหัวข้อหลักคือ “ซินเนอร์ vs ทุกคน” กลับกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่เปิดกว้างที่สุดครั้งหนึ่งไปแทน
และตรงกลางของความไม่แน่นอนนั้น มีทั้งแชมป์เก่าที่เพิ่งกลับจากอาการบาดเจ็บ ตำนานวัย 39 ปีที่ยังไล่ล่าสถิติสูงสุด ตลอดจนกลุ่มนักหวดเจ้าถิ่นที่รู้ดีว่าโอกาสแบบนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก
ครั้งสุดท้ายที่ การ์ลอส อัลการาซ ลงแข่งขันอย่างเป็นทางการคือวันที่ 14 เมษายน ในบาร์เซโลนา โอเพน ก่อนอาการบาดเจ็บข้อมือขวาจะทำให้เขาต้องหายไปจากทัวร์ยาวนานที่สุดในอาชีพ
เขาพลาดรายการใหญ่ทั้งระดับแกรนด์สแลม และ มาสเตอร์ส ไล่ตั้งแต่ มาดริด, โรม, โรลังด์ การ์รอส, ควีนส์, วิมเบิลดัน, แคนาดา และซินซินเนติ เท่ากับว่าเขาหายไปทั้งช่วงคอร์ตดินเกือบทั้งหมด ฤดูกาลหญ้าทั้งหมด และแทบทั้งช่วงฮาร์ดคอร์ตในอเมริกาเหนือ
นั่นคือเหตุผลที่ต่อให้ชื่อของอัลการาซยังน่ากลัวแค่ไหน การกลับมาครั้งนี้ก็เต็มไปด้วยคำถาม
การซ้อมกับ โฮลเกอร์ รูน ในมูร์เซียอาจพิสูจน์ว่าข้อมือของเขารับแรงกระแทกได้ แต่การลงเล่นเจ็ดแมตช์แบบ 3 ใน 5 ในแกรนด์สแลม คือบททดสอบคนละระดับโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม หากต้องเลือกสถานที่หนึ่งแห่งให้อัลการาซกลับมาเป็นอัลการาซได้อีกครั้ง สนามที่เต็มไปด้วยพลังงานในนิวยอร์กอาจเหมาะที่สุด
ที่นี่คือสถานที่ที่เขาคว้าแชมป์แกรนด์สแลมแรกในชีวิตเมื่อปี 2022 และขึ้นเป็นมือหนึ่งโลกครั้งแรก ก่อนกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในปี 2025 โดยเมื่อเล่นที่นี่ เขาเสียเซตน้อยมากและแพ้เกมเสิร์ฟเพียง 3 เกมจาก 101 เกมตลอดการแข่งขัน
นั่นทำให้คำถามเกี่ยวกับอัลการาซไม่ใช่เพียงว่า เขาจะกลับมาได้ดีแค่ไหน แต่คือเขาต้องใช้เวลานานเท่าไรเพื่อกลับเข้าสู่ระดับเดิม และเมื่อซินเนอร์ไม่อยู่ คำตอบอาจไม่จำเป็นต้องเป็น “ทันที” ด้วยซ้ำ
ก่อนอัลการาซได้รับบาดเจ็บ เทนนิสชายกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคที่เขากับซินเนอร์แบ่งกันครองสนามอย่างชัดเจน ทั้งคู่กวาดแชมป์แกรนด์สแลม 9 รายการติดต่อกัน ก่อนที่ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ จะตัดวงจรนั้นด้วยการคว้าแชมป์เฟรนช์ โอเพนในปีนี้
ช่วงที่อัลการาซพักรักษาตัว ซินเนอร์ยิ่งตอกย้ำสถานะของตัวเอง เขาแพ้เพียงไม่กี่แมตช์ตลอดปี คว้าวิมเบิลดัน และทิ้งระยะห่างบนอันดับโลก
ดังนั้นการถอนตัวด้วยอาการบาดเจ็บหัวเข่าจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการหายไปของมือหนึ่งโลก แต่เท่ากับการดึง ‘กำแพงที่สูงที่สุด’ ออกจากสายการแข่งขัน
อย่างไรก็ตามแม้ในบทวิเคราะห์และสื่อกระแสหลักจะพูดถึงอัลการาซและซินเนอร์มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ตราบใดที่ชื่อ โนวัค ยอโควิช ยังอยู่ในรอบเมนดรอว์ของแกรนด์สแลม เขาก็ไม่มีวันเป็นเพียงตัวประกอบ
ยอโควิชกำลังไล่ล่าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 25 ซึ่งจะทำให้เขาขยายสถิติสูงสุดของฝ่ายชาย และเป็นหนึ่งในหมุดหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เทนนิส
ปัญหาที่ทุกคนรู้ดีก็คือ เขาอายุ 39 ปีแล้ว และในช่วงเวลาที่การแข่งขันแบบห้าเซตต้องการทั้งความเร็ว การฟื้นตัว และความสดของร่างกาย การต้องชนะเจ็ดแมตช์ในสองสัปดาห์ไม่เคยง่ายสำหรับนักกีฬาวัยนี้ ต่อให้คนนั้นชื่อโนวัค ยอโควิชก็ตาม
แต่หากมีใครสักคนจะสามารถพิสูจน์ว่าอายุเป็นเพียงหนึ่งตัวแปร มันเป็นเพียงแค่ตัวเลข ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้ายที่จะตัดสินแชมป์ คนคนนั้นก็ต้องเป็นเขา
ปีนี้ยอโควิชยังเอาชนะซินเนอร์ได้ในรอบรองชนะเลิศออสเตรเลียน โอเพน ก่อนที่อัลการาซจะหยุดเขาในรอบชิงชนะเลิศ นั่นคือหลักฐานว่าในแมตช์ใหญ่ เขายังสามารถเล่นในระดับสูงสุดได้
และเมื่อคู่แข่งที่อันตรายที่สุดคนหนึ่งหายออกไป ประตูสำหรับแกรนด์สแลมที่ 25 ย่อมเปิดกว้างขึ้นเช่นกัน
แต่หากไม่พูดถึงตัวละครเดิมๆ อย่าง โนเล่ ซินเนอร์ หรืออัลการาซ และมองด้วยฟอร์มการแข่งขันแกรนด์สแลมตลอดปี อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ อาจเป็นตัวเลือกที่ “สมเหตุสมผล” ที่สุดในการเป็นตัวเต็งรายการนี้
เขาเกือบเอาชนะอัลการาซในรอบรองชนะเลิศออสเตรเลียน โอเพน ก่อนจะปลดล็อกแชมป์แกรนด์สแลมแรกของตัวเองที่ปารีส และไปถึงรอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันอีกครั้ง
จุดเปลี่ยนสำคัญอาจไม่ใช่แค่เรื่องถ้วยแชมป์ แต่คือความมั่นใจ เพราะตลอดอาชีพที่ผ่านมา ซเวเรฟมักถูกตั้งคำถามว่าเขาจะกล้าเล่นแค่ไหนในช่วงเวลาสำคัญ แต่หลังคว้าแชมป์เฟรนช์ โอเพน เขาพูดชัดว่าตัวเองเชื่อในวิธีการเล่นที่มีอยู่แล้ว และต้องการแค่ทำมันต่อไป
เมื่อลูกเสิร์ฟแรกทำงาน โฟร์แฮนด์กล้าบุก และแบ็กแฮนด์ยังคงเป็นหนึ่งในอาวุธที่ดีที่สุดของทัวร์ ซเวเรฟมีเครื่องมือครบสำหรับฮาร์ดคอร์ตนิวยอร์ก
ถ้าอัลการาซยังไม่สมบูรณ์ และยอโควิชไม่สามารถรักษาระดับตลอดสองสัปดาห์ได้ ก็อาจเป็นโอกาสให้ซเวเรฟเปลี่ยนจากแชมป์แกรนด์สแลม 1 รายการ ไปสู่การพิสูจน์ว่าเขาพร้อมอยู่ในกลุ่มหัวแถวอย่างถาวร
อีกตัวแปรที่น่าสนใจ คือบรรดานักเทนนิสอเมริกัน ทั้ง เทย์เลอร์ ฟริตช์, เบน เชลตัน และ ฟรานเชส ติอาโฟ ที่มีโอกาสทำผลงานได้โดดเด่นในทัวร์นาเมนต์นี้เช่นกัน
ครั้งสุดท้ายที่นักเทนนิสชายอเมริกันคว้าแชมป์แกรนด์สแลมคือ แอนดี ร็อดดิก ในยูเอส โอเพน 2003 ผ่านไป 23 ปี คำถามเดิมที่กลับมาทุกเดือนสิงหาคมบนหน้าสื่อในสหรัฐฯ เป็นคำถามที่ว่า “ปีนี้จะถึงเวลาหรือยัง?”
แต่ความแตกต่างในปี 2026 คือครั้งนี้ความหวังไม่ได้ดูเป็นเพียงความหวังปลอบใจ เพราะ เบน เชลตัน เพิ่งคว้าแชมป์ แคนาเดียน โอเพน เขามีทั้งพลังเสิร์ฟ ความกล้า และบุคลิกที่เหมาะกับบรรยากาศของ อาร์เธอร์ แอช สเตเดียม อย่างมาก
เทย์เลอร์ ฟริตซ์ เคยเข้าชิงที่นิวยอร์กมาแล้ว และมีเกมเสิร์ฟกับโฟร์แฮนด์ที่สามารถสร้างความเสียหายได้กับทุกคน ขณะที่ ฟรานเซส ติอาโฟ กำลังกลับมาเล่นดี นอกจากนี้ชื่ออย่าง แบรนดอน นากาชิมะ ก็ยังเป็นหนึ่งในนักหวดฮาร์ดคอร์ตที่มีความสม่ำเสมอที่สุดในช่วงซัมเมอร์
ทั้งหมดอาจยังไม่มีใครดู “ชัดเจน” พอให้เลือกเป็นเต็งหนึ่ง แต่ในทัวร์นาเมนต์ที่ซินเนอร์ไม่อยู่ อัลการาซไม่รู้ว่าตัวเองพร้อมกี่เปอร์เซ็นต์ และยอโควิชอายุ 39 ปี ความไม่ชัดเจนนั้นกลับกลายเป็นโอกาส
ความสนุกของยูเอส โอเพน ไม่เคยเกิดจากเกมเทนนิสเพียงอย่างเดียว มันคือสนามที่เสียงดัง แฟนมีส่วนร่วมกับการแข่งขันสูง อากาศสามารถร้อนจัด ตารางแข่งขันช่วงค่ำอาจลากยาวไปถึงดึก และบรรยากาศรอบ อาร์เธอร์ แอช สามารถทำให้นักกีฬาบางคนยกระดับตัวเองขึ้นมา ขณะเดียวกันก็กลืนบางคนหายไปได้เหมือนกัน
ยูเอส โอเพน จึงเป็นแกรนด์สแลมที่เหมาะอย่างยิ่งกับสนามแข่งขันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนแบบปีนี้ เพราะมันอาจเป็นอัลการาซที่กลับจากอาการบาดเจ็บแล้วคว้าแชมป์เหมือนไม่เคยหายไปไหน อาจเป็นยอโควิชที่ขยับตัวเลขแกรนด์สแลมเป็น 25 อาจเป็นซเวเรฟที่คว้าแชมป์รายการที่สอง หรืออาจเป็นนักหวดอเมริกันคนใดคนหนึ่งที่ใช้เสียงเชียร์ของแฟนเจ้าถิ่นยุติการรอคอย 23 ปี
หากซินเนอร์ลงเล่นเต็มสภาพ เราอาจเริ่มต้นยูเอส โอเพนด้วยคำถามว่า “ใครจะหยุดเขา” แต่เมื่อเขาถอนตัว คำถามของการแข่งขันเปลี่ยนไปทันที
สำหรับอัลการาซ คือเรื่องของการกลับมา, สำหรับยอโควิช คือเรื่องของประวัติศาสตร์, สำหรับซเวเรฟ คือการพิสูจน์ว่าแชมป์ที่ปารีสไม่ใช่ปลายทาง และสำหรับนักหวดอเมริกัน นี่อาจเป็นช่องว่างที่ดีที่สุดในรอบหลายปีสำหรับการพาถ้วยกลับมาอยู่กับเจ้าภาพอีกครั้ง
ไม่มีใครรู้ว่าอัลการาซจะพร้อมกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครรู้ว่าร่างกายของยอโควิชจะรับเจ็ดแมตช์ไหวหรือไม่ และไม่มีใครรู้ว่านักหวดเจ้าถิ่นคนไหนจะรับแรงกดดันได้จนถึงวันสุดท้าย
แต่บางทีนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ยูเอส โอเพน ในปีนี้ คือการแข่งขันที่น่าดูมากที่สุดครั้งหนึ่งเช่นกัน
อ้างอิง
- https://www.nytimes.com/athletic/7530947/2026/08/23/us-open-mens-title-alcaraz-djokovic-zverev-american-man/
- https://www.nytimes.com/athletic/7532673/2026/08/24/us-open-wild-cards-2026-wawrinka-out/
- https://www.atptour.com/en/news/alcaraz-us-open-2026-journey-back-feature
- https://www.bbc.com/sport/tennis/articles/cwyq490lje0o
- https://sports.yahoo.com/articles/ranking-mens-contenders-going-2026-100234679.html
- https://sports.yahoo.com/articles/american-man-best-position-win-013435312.html
ภาพ: / Getty Images


