×

บทเรียนรสขมของคนหางาน มนุษย์ออฟฟิศสหรัฐฯ 40% จำใจหั่นเงินเดือนตัวเอง 10% แลกตำแหน่งใหม่หนีตายภาวะตกงานเรื้อรัง

30.03.2026
  • LOADING...
ภาพคอลลาจแนวศิลปะดิจิทัลโทนสีฟ้า แสดงภาพคนทำงานและองค์ประกอบธุรกิจ พร้อมข้อความ 'บทเรียนรสขมของคนหางานมนุษย์ออฟฟิศสหรัฐฯ จำใจหั่นเงินเดือน แลกตำแหน่งใหม่'

HIGHLIGHTS

  • สก็อตต์ (Scott) ตกงานตั้งแต่ปี 2023 สมัครงานไปกว่า 1,600 ตำแหน่ง สัมภาษณ์ 78 ครั้ง จนแทบหมดเงินเก็บ สุดท้ายได้งานสัญญาจ้าง 6 เดือนในระดับที่ต่ำกว่าเดิม 2 ขั้น และเงินเดือนเหลือเพียงครึ่งเดียว
  • ข้อมูลจาก Revelio Labs ชี้ว่า พนักงานออฟฟิศที่เปลี่ยนงานช่วงปลายปีที่แล้ว มีถึง 40% ที่ยอมรับเงินเดือนลดลงมากกว่า 10% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดในรอบอย่างน้อย 10 ปี สะท้อนว่าตลาดแรงงานอาจอ่อนแอกว่าที่ตัวเลขว่างงานบ่งบอก
  • นักเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘wage scarring’ หรือแผลเป็นด้านค่าจ้าง เมื่อยอมรับเงินเดือนต่ำลง ฐานเงินเดือนในอนาคตจะต่ำตาม ทำให้รายได้อาจน้อยกว่าที่ควรจะเป็นไปอีกหลายปี
  • ตลาดงานที่ยากลำบากทำให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ คนหางานเป็นฝ่ายจ่ายเงินจ้าง ‘reverse recruiter’ ให้ช่วยหางานแทน จากเดิมที่บริษัทเป็นฝ่ายจ่ายค่านายหน้าสรรหาคน
  • บริการ reverse recruiter มีหลายระดับ ตั้งแต่จ้างผ่าน Fiverr ราว 400 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13,100 บาท) ไปจนถึงบริการพรีเมียมอย่าง Reverse Recruiting Agency ที่คิดค่าบริการเดือนละ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 49,300 บาท) บวกอีก 10% ของเงินเดือนปีแรกเมื่อได้งาน
  • สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้น บริษัทอย่าง Block และ Atlassian ปลดพนักงานโดยอ้างเหตุผลจาก AI, Meta เตรียมลดคนถึง 20% และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เศรษฐกิจสหรัฐฯ สูญเสียตำแหน่งงานอย่างไม่คาดคิดถึง 92,000 ตำแหน่ง

ใครจะคิดว่าวันที่ได้งาน จะกลายเป็นวันที่ต้องร้องไห้ด้วยความโล่งใจ ไม่ใช่ด้วยความยินดี

 

 
 

จากบทความของ Business Insider ผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่าสก็อตต์ (Scott) ตกงานมาตั้งแต่ปี 2023 ระหว่างนั้นสมัครงานไปกว่า 1,600 ตำแหน่ง ผ่านสัมภาษณ์ 78 ครั้ง และแทบหมดเงินเก็บ การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าหนักหนาจนต้องเริ่มกินยาแก้ซึมเศร้า

 

จนวันหนึ่งในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีนายหน้าจัดหางานโทรมาเสนอตำแหน่งให้ สก็อตต์วางสาย เดินขึ้นไปบอกภรรยา แล้วน้ำตาก็ไหล เพราะหลังจากรอมานานกว่าปี สิ่งที่เขาตั้งหน้าตั้งตารอก็มาถึงในที่สุด

 

แต่ชัยชนะครั้งนี้มีรสขมปนอยู่ไม่น้อย ตำแหน่งที่ได้เป็นสัญญาจ้าง 6 เดือนในระดับช่างเทคนิค ต่ำกว่าตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสที่เคยทำถึง 2 ขั้น ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะมีงานต่อหลังหมดสัญญา และเงินเดือนเหลือเพียงครึ่งเดียวของที่เคยได้

 

“การรับข้อเสนอนี้จะทำให้อาชีพผมถอยหลังไป 5 ปี” สก็อตต์บอก “ผมรู้ว่าตัวเองทำได้ดี แค่อยากได้โอกาสพิสูจน์ตัวเอง”

 

เงินเดือนลดลง แต่ยังต้องรับ

 

เรื่องของสก็อตต์ไม่ใช่กรณีเฉพาะตัว รายงานจาก Business Insider ระบุว่า Revelio Labs บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลตลาดแรงงาน พบว่าในกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่เปลี่ยนงานช่วงปลายปีที่แล้ว มีถึง 40% ที่ยอมรับเงินเดือนลดลงมากกว่า 10% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดในรอบอย่างน้อย 10 ปี ขณะที่สัดส่วนคนที่ได้ขึ้นเงินเดือนในระดับเดียวกันก็ต่ำที่สุดเช่นกัน

 

ตัวเลขนี้บอกอะไร ก็คือตลาดแรงงานอาจอ่อนแอกว่าที่ตัวเลขรวมสะท้อนออกมา อัตราว่างงานของสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.4% อาจดูไม่น่ากังวล แต่จำนวนคนว่างงานนานเกิน 6 เดือนกลับเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 

และเมื่อเดือนธันวาคมที่สก็อตต์ตอบรับงาน มีคนว่างงาน 7.5 ล้านคนแย่งตำแหน่งเปิดใหม่เพียง 6.6 ล้านตำแหน่ง พูดง่ายๆ คือคนหางานมีมากกว่าตำแหน่งงานที่รองรับ

 

ด้วยจำนวนคนหางานที่ล้นตลาด นายจ้างจึงเลือกได้มากขึ้น ข้อมูลจาก Revelio Labs ยังชี้ว่าบริษัทต่างๆ เรียกร้องประสบการณ์มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะตำแหน่งระดับกลางที่ต้องการประสบการณ์เพิ่ม 10% และตำแหน่งอาวุโสเพิ่ม 11% เมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อน

 

 
ภาพคอลลาจแนวศิลปะดิจิทัลโทนสีฟ้า แสดงภาพคนทำงานและองค์ประกอบธุรกิจ พร้อมข้อความ 'บทเรียนรสขมของคนหางานมนุษย์ออฟฟิศสหรัฐฯ จำใจหั่นเงินเดือน แลกตำแหน่งใหม่' 1
 

 

สิ่งที่น่ากังวลคือผลกระทบระยะยาว นักเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘wage scarring’ หรือแผลเป็นด้านค่าจ้าง เมื่อยอมรับเงินเดือนที่ต่ำลง การขึ้นเงินเดือนในอนาคตก็จะคำนวณจากฐานที่ต่ำ

 

และหากไปสมัครงานที่อื่น นายจ้างใหม่ก็มักอิงจากเงินเดือนปัจจุบัน ทำให้รายได้อาจต่ำกว่าที่ควรจะเป็นไปอีกหลายปี แต่สำหรับคนที่ว่างงานมานาน ความเสี่ยงจากการไม่มีงานทำอาจหนักกว่า

 

เมื่อคนหางานกลายเป็นฝ่ายจ่ายเงิน

 

ตลาดงานที่ยากลำบากยังเปลี่ยนกลไกการจัดหางานไปด้วย รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า ปกติแล้วบริษัทจะเป็นฝ่ายจ่ายค่านายหน้าเพื่อสรรหาคนมาเติมตำแหน่งที่หาคนยาก แต่ตอนนี้กลับกัน คนหางานเป็นฝ่ายควักกระเป๋าจ้างสิ่งที่เรียกว่า ‘reverse recruiter’ เพื่อช่วยหางานให้ตัวเอง

 

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics) ระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นครั้งแรกที่จำนวนคนว่างงานมีมากกว่าตำแหน่งงานเปิดรับ ณ ช่วงปลายปี 2025 และระยะเวลาหางานโดยเฉลี่ยยืดยาวขึ้นเป็นราว 6 เดือน นั่นหมายความว่านายหน้าจัดหางานที่เคยรับจ้างจากฝั่งบริษัท ตอนนี้อาจมีโอกาสทำเงินได้มากกว่า ถ้าหันมาเสนอบริการให้คนหางานแทน

 

แดเนียล เบฮาราโน (Daniel Bejarano) วัย 36 ปี เป็นหนึ่งในคนที่ลองใช้บริการนี้ เขาสมัครกับ Refer หลังได้รับอีเมลเสนอขาย ระบบ AI ของ Refer จับคู่เขาเข้ากับผู้บริหารของ Golden บริษัทด้านการจัดการอาสาสมัคร ซึ่งกำลังมองหาวิศวกรแพลตฟอร์มและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล

 

เบฮาราโนได้งานหลังผ่านสัมภาษณ์หลายรอบ แล้วจ่ายค่าบริการ 20% ของเงินเดือนเดือนแรก เขาบอกว่ารู้สึกดีที่ไม่ต้องส่งใบสมัครเข้าไปแล้วรอลุ้นอยู่ในกองเรซูเมของระบบคัดกรองอัตโนมัติ

 

อังเดร ฮัมรา (Andre Hamra) ซีอีโอของ Refer อธิบายแนวคิดของโมเดลนี้ว่า “ถ้าคุณไม่ได้จ่ายเงิน คุณก็คือสินค้า โมเดลนี้ทำให้เรามีแรงจูงใจที่จะช่วยคนหางานจริงๆ”

 

ปัจจุบัน Refer รับคนหางานจาก 20 มหาวิทยาลัยชั้นนำ และกำลังจะขยายไปยังทุกคนที่สนใจสายเทคโนโลยี โดยมีคนสมัครใหม่วันละราว 50 คน เพิ่มจากวันละ 10 คนเมื่อเดือนสิงหาคม และมีบริษัทบนแพลตฟอร์มราว 2,000 แห่ง

 

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีเท่าเบฮาราโน ทางด้าน ฌอน โคล (Sean Cole) วัย 42 ปี ถูกเลิกจ้างจาก Netflix หางานมาเกือบปีไม่สำเร็จ จึงลองจ้าง reverse recruiter ผ่าน Fiverr ด้วยค่าบริการราว 400 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13,100 บาท) เพื่อปรับเรซูเมและส่งสมัคร 50 ตำแหน่งภายใน 2 สัปดาห์ แต่สุดท้ายไม่มีงานไหนได้เรียกสัมภาษณ์เลย

 

 
ภาพคอลลาจแนวศิลปะดิจิทัลโทนสีฟ้า แสดงภาพคนทำงานและองค์ประกอบธุรกิจ พร้อมข้อความ 'บทเรียนรสขมของคนหางานมนุษย์ออฟฟิศสหรัฐฯ จำใจหั่นเงินเดือน แลกตำแหน่งใหม่' 2
 

 

ขณะที่บริการระดับพรีเมียมอย่าง Reverse Recruiting Agency คิดค่าบริการเดือนละ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 49,300 บาท) แลกกับการสมัครงานให้สูงสุด 100 ตำแหน่งต่อสัปดาห์พร้อมปรับแต่งเรซูเมเฉพาะทาง และเมื่อได้งาน ลูกค้าต้องจ่ายเพิ่มอีก 10% ของเงินเดือนปีแรกหลังหักค่าบริการรายเดือนที่จ่ายไปแล้ว อเล็กซ์ ชินคารอฟสกี (Alex Shinkarovsky) ผู้ก่อตั้งเล่าว่า จากลูกค้า 44 ราย สามารถช่วยหางานได้สำเร็จ 20 ราย

 

ทว่านายหน้าสายเดิมบางคนก็ตั้งคำถามกับโมเดลนี้ เคน จอร์แดน (Ken Jordan) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทจัดหาผู้บริหาร Purple Gold Partners เตือนว่า “บริษัทพวกนี้เก่งเรื่องการตลาด คนหางานที่กำลังอ่อนแอสามารถถูกโน้มน้าวได้ง่าย” พร้อมแนะนำให้ถามให้ชัดว่าใครจะเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว รวมถึงบัญชี LinkedIn และ Workday ของผู้สมัคร

 

ตลาดงานยังไม่เห็นแสงสว่าง

 

ความหวังที่ดีที่สุดของคนอย่างสก็อตต์คือตลาดงานออฟฟิศฟื้นตัว แต่รายงานจาก Business Insider ชี้ว่าสถานการณ์กลับมีแนวโน้มแย่ลง บริษัทอย่าง Block และ Atlassian ปลดพนักงานในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาโดยอ้างเหตุผลจาก AI ขณะที่มีรายงานว่า Meta เตรียมลดพนักงานถึง 20% ซึ่งจะทำให้มีคนตกงานเพิ่มราว 16,000 คน

 

นอกจากนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังสูญเสียตำแหน่งงานอย่างไม่คาดคิดถึง 92,000 ตำแหน่ง ยิ่งตอกย้ำว่าสภาพตลาดแรงงานยังห่างไกลจากคำว่าฟื้นตัว

 

ส่วนสก็อตต์ตอนนี้กำลังทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อสร้างความประทับใจกับบริษัทใหม่ มีลุ้นเลื่อนตำแหน่งพร้อมเงินเดือนขึ้นเล็กน้อย และกำลังสัมภาษณ์กับอีกสองบริษัทที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า แม้ไม่มีที่ไหนจะทำให้เงินเดือนกลับไปเท่าก่อนถูกเลิกจ้าง แต่ทุกโอกาสจะพาเขาเข้าใกล้เส้นทางอาชีพที่เคยมีมากขึ้นอีกนิด

 

แม้จะผ่านการถูกปฏิเสธมานับไม่ถ้วนจนไม่อยากตั้งความหวังมากนัก แต่สก็อตต์ยังเชื่อมั่นในตัวเอง “ผมรู้ว่าถ้าใครสักคนให้โอกาส ผมสามารถทำให้เขาประทับใจได้” สก็อตต์ทิ้งท้าย

 

ในตลาดงานที่แม้แต่คำว่า ‘ได้งาน’ ก็ไม่ได้หมายความว่าชนะ คำถามที่แท้จริงอาจไม่ใช่ว่าเมื่อไหร่จะหางานได้ แต่คือต้องยอมแลกอะไรไปบ้างเพื่อให้ได้งานนั้นมา

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.87 บาท ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories