สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก และย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศและการท่องเที่ยวอย่างสูง
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประเมินว่า ความขัดแย้งครั้งนี้อาจพัฒนาไปได้ใน 2 ทิศทางหลัก ได้แก่ การยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ หรือการคงระดับความรุนแรงแต่ยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี ซึ่งแต่ละฉากทัศน์จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ขณะที่ในระยะสั้นประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างก็อาจนำไปสู่ปัญหาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้
สงครามตะวันออกกลาง จุดเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจไทย
ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกสูง
โดยประมาณสองในสามของการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นภาคการส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศ หรือการท่องเที่ยว
ดังนั้น เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เสถียรภาพค่าเงิน ราคาพลังงาน ตลอดจนการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ
ฉากทัศน์ที่ 1: หากสงครามยกระดับเป็น ‘สงครามเต็มรูปแบบ’
กรณีแรกที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นความเสี่ยงสูง คือการที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยกระดับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war)
หากสถานการณ์เกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจลุกลามไปสู่เศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และเสถียรภาพทางการเงิน
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบสำคัญอาจเกิดขึ้นหลายด้าน ได้แก่
- เศรษฐกิจโลกชะงักงัน ส่งผลให้การส่งออกของไทยชะลอตัว
- การลงทุนระหว่างประเทศลดลงจากความไม่แน่นอน
- ค่าเงินผันผวนจากการไหลเข้าออกของเงินทุนที่รวดเร็ว
- ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
ในสถานการณ์ดังกล่าว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราไม่สูงอยู่แล้ว อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น และรัฐบาลจะมีข้อจำกัดในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากสภาวะสงครามทำให้การเปิดตลาดใหม่หรือการขยายการค้าระหว่างประเทศทำได้ยาก
สัญญาณผลกระทบเริ่มปรากฏแล้ว
แม้สถานการณ์จะยังไม่ยกระดับถึงขั้นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ผลกระทบบางส่วนเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว เช่น
- ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
- จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดลง
- ภาคการส่งออกเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว
หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ผลกระทบต่อประชาชนจะยิ่งชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบของค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ไม่เติบโตตาม
สถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพราะประเทศไทยมีระดับหนี้ครัวเรือนสูงถึงประมาณ 90% ของ GDP ทำให้ความสามารถในการก่อหนี้เพิ่มเพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นมีจำกัด
นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากรายได้ไม่เพิ่มแต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ปัญหาทางสังคมอาจตามมาในระยะยาว
ฉากทัศน์ที่ 2: สงครามไม่ขยายตัว แต่ยืดเยื้อหลายปี
อีกฉากทัศน์หนึ่งที่มีความเป็นไปได้คือ ความขัดแย้งยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลางและไม่ได้ยกระดับมากขึ้น แต่ลากยาวเป็นเวลา 2–3 ปี
ในกรณีนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจไม่รุนแรงเท่ากับสงครามเต็มรูปแบบ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกจะมีเวลาปรับตัว
ประเทศต่างๆ อาจเริ่มสร้างเส้นทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานใหม่ ที่หลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน เช่น
ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น
- เส้นทางโลจิสติกส์ที่ต้องปรับเปลี่ยน
- การแข่งขันด้านการตลาดในต่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น
ผู้ประกอบการไทยอาจต้องปรับแผนการส่งออก การจัดการกองเรือ และระบบขนส่งสินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ของโลกการค้า
ความเป็นไปได้ของสงครามเต็มรูปแบบยังไม่สูง
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมองว่า โอกาสที่สถานการณ์จะลุกลามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบอาจยังไม่สูงมากนัก
ปัจจุบันความขัดแย้งยังอยู่ในลักษณะของการโจมตีเชิงยุทธศาสตร์และการรอดูท่าทีระหว่างกัน
นอกจากนี้ หากสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ ก็อาจเผชิญแรงต้านภายในประเทศอย่างมาก เพราะสงครามจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอาจกระตุ้นความเสี่ยงด้านความมั่นคงภายในประเทศ เช่น การก่อการร้าย
อีกทั้งการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เคยระบุว่าสงครามอาจจบภายใน 4-5 สัปดาห์นั้น นักวิเคราะห์มองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก และหากสถานการณ์ไม่จบลงตามกรอบเวลาที่กล่าวไว้ ความกดดันทางการเมืองก็อาจย้อนกลับมาที่รัฐบาลสหรัฐฯ
สงครามยืดเยื้ออาจทำให้สหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยว
นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า หากสงครามยืดเยื้อ สหรัฐฯ อาจต้องเผชิญแรงต้านจากนานาชาติมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ หลายประเทศมีความไม่พอใจต่อมาตรการทางภาษีและนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อยู่แล้ว และความขัดแย้งครั้งนี้อาจกลายเป็น ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ ที่ทำให้หลายประเทศเริ่มแสดงจุดยืนที่ห่างจากสหรัฐฯ มากขึ้น
บางประเทศในยุโรปเริ่มแสดงท่าทีระมัดระวังมากขึ้นในการสนับสนุนสหรัฐฯ ขณะที่บางประเทศ เช่น สเปน ก็เริ่มแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการขยายความขัดแย้ง
สถานการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่การจัดกลุ่มความร่วมมือใหม่ในเวทีเศรษฐกิจและการเมืองโลก
ทางออกเชิงนโยบาย: รักษาการจ้างงานสำคัญที่สุด
ไม่ว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปในทิศทางใด นักเศรษฐศาสตร์มองว่าเศรษฐกิจไทยย่อมได้รับผลกระทบ
ดังนั้น แนวทางสำคัญที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ **การรักษาการจ้างงานและสร้างงานใหม่** มากกว่าการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบแจกเงิน
หนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ รัฐบาลอาจร่วมกับภาคเอกชนในการช่วยอุดหนุนค่าจ้างแรงงานในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เช่น
- รัฐช่วยจ่ายค่าจ้างบางส่วนให้กับพนักงานที่เสี่ยงตกงาน
- ใช้รูปแบบร่วมจ่ายกับบริษัทในสัดส่วนที่เหมาะสม
- ลดสัดส่วนการช่วยเหลือลงในระยะยาว เช่น ปีแรกช่วย 50% ปีถัดไปลดเหลือ 25%
มาตรการลักษณะนี้จะช่วยรักษาความมั่นคงของรายได้ประชาชน และทำให้ผู้บริโภคยังคงกล้าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจภายในประเทศได้
วิกฤตอาจกลายเป็นโอกาสบางด้าน
แม้สงครามจะสร้างความเสี่ยง แต่ก็อาจเปิดโอกาสใหม่ให้กับไทยได้เช่นกัน
ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้หลายประเทศประสบปัญหาด้านอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร
นอกจากนี้ ไทยยังสามารถดึงดูดชาวต่างชาติที่มีรายได้สูงให้เข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศ ผ่านมาตรการวีซ่าระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายและการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจ
น้ำมันไทยยังเพียงพอในระยะสั้น
สำหรับประเด็นพลังงาน นักวิชาการระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน
อย่างไรก็ตาม การมีน้ำมันสำรองไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นจะไม่สามารถจัดหาพลังงานได้ เพราะโลกยังมีแหล่งพลังงานหลายแห่ง และกลไกตลาดสามารถช่วยปรับสมดุลการจัดหาได้
จึงเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมัน แม้ว่าราคาพลังงานอาจปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม
ความเสี่ยงระยะยาวคือ ‘ราคาพลังงาน’ และค่าครองชีพ
แม้ปริมาณน้ำมันจะยังเพียงพอในระยะสั้น แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ ราคาน้ำมันที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน และอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านพลังงาน การวางแผนเศรษฐกิจ และการรักษาการจ้างงาน จึงเป็นมาตรการสำคัญที่ไทยต้องดำเนินการควบคู่กัน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกที่อาจยืดเยื้อไปอีกระยะหนึ่ง


