เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงอย่างมากในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 เนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลครั้งประวัติศาสตร์ ปิดฉากปีที่เศรษฐกิจเติบโตอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาด ตามรายงานของ CNN
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า GDP ขยายตัวเพียง 1.4% ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ลดลงจาก 4.4% ในไตรมาสที่สาม และตลอดทั้งปี 2025 เศรษฐกิจเติบโตที่ 2.2% ชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020
สเตฟานี รอธ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Wolfe Research ให้ความเห็นว่าถือว่าดีมากแล้วเมื่อพิจารณาจากอุปทานแรงงานที่ลดลง โดยเปรียบเปรยว่าเป็นเหมือน ‘Goldilocks’ ซึ่งหมายถึงภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ร้อนแรงจนเกินไปจนมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่ก็ไม่ชะลอตัวเบาเกินไปจนมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย
รายงานจาก Financial Times ชี้ว่าตัวเลข GDP ยังต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 2.8% (จากโพลของ Bloomberg) โดยเป็นผลจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยืดเยื้อ 43 วัน ซึ่งฉุดรั้งการเติบโตลงไปถึง 1 เปอร์เซ็นต์พอยต์
เกรกอรี ดาโก จาก EY-Parthenon กล่าวว่า “การสิ้นสุดปีที่น่าผิดหวังนี้ สะท้อนแรงฉุดที่สร้างขึ้นเองจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ”
ทั้งนี้ ทรัมป์เคยกล่าวในเวทีดาวอสเมื่อเดือนก่อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลัง ‘เฟื่องฟู’
ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social กล่าวโทษพรรคเดโมแครตและ Fed ว่าทำให้สูญเสีย GDP ไปอย่างน้อย 2 เปอร์เซ็นต์พอยต์พร้อมวิจารณ์ประธาน Fed ว่าลดดอกเบี้ยช้าเกินไป
รายงานจาก ABC News เน้นความกังวลด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยยอดค้าปลีกเดือนธันวาคมทรงตัว หนี้บัตรเครดิตพุ่งสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงไม่สดใส
เบรตต์ ไรอัน จาก Deutsche Bank มองว่าการชะลอตัวเป็นสิ่งที่คาดไว้ เนื่องจากชาวอเมริกันบางส่วนเพิ่งทุ่มซื้อรถยนต์ก่อนที่เครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจะหมดอายุ และคาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงต้นปีจากเม็ดเงินคืนภาษี
ความเหลื่อมล้ำที่ขยายวงกว้างทำให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยดิ้นรนกับหนี้สินและเงินเฟ้อ ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนพบว่าความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ถือหุ้นและรายได้สูงปรับดีขึ้น แต่กลุ่มรายได้น้อยกลับลดลง ขณะที่การลงทุนภาคธุรกิจขยับขึ้นเป็น 3.7% ซึ่งไรอันระบุว่าการใช้จ่ายด้าน AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
รายได้ส่วนบุคคลเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 0.3% ส่วนหนึ่งจากเงินชดเชยจำนวนมากที่มอบให้เหยื่อไฟป่าเมาอิ แต่เมื่อหักเงินเฟ้อแล้วแทบไม่เติบโต ขณะที่อัตราการออมลดลงเหลือ 3.6% ต่ำสุดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2022
ดัชนี PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญ พุ่งแตะ 2.9% ในเดือนธันวาคม สูงสุดตั้งแต่มีนาคม 2024 ออกห่างจากเป้าหมาย 2% ไปอีก ขณะที่ core PCE ซึ่งหักราคาอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.4% ต่อเดือน แตะ 3% ต่อปี
ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นจากนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ ด้านตลาดหุ้น เริ่มแรกตอบรับตัวเลข GDP อย่างเงียบเชียบ แต่คึกคักขึ้นหลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการเก็บภาษีคู่ค้า ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.7%
การจ้างงานที่ชะลอตัวขณะที่เงินเฟ้อยังสูง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation (สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อกลับพุ่ง ซึ่งนี่คือสัญญาณของสภาวะเศรษฐกิจที่ผิดปกติ) เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ยอมรับว่าเป็น ‘สถานการณ์ที่ท้าทาย’
ล่าสุด Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมกราคม ยุติการลดดอกเบี้ยครั้งละ 0.25 จุดติดต่อกันสามครั้ง ขณะที่ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดความคาดหวังของตลาด บ่งชี้ว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ ครั้งแรกเดือนมิถุนายนและครั้งที่สองในฤดูใบไม้ร่วง
ไมเคิล เพียร์ซ จาก Oxford Economics ระบุว่า แกนหลักของเศรษฐกิจยังคงยืดหยุ่น และเชื่อว่าจะกลับมามีแรงส่งในปี 2026 ขณะที่ทอร์สเทน สล็อก จาก Apollo Global Management เตือนว่าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะร้อนแรงเกินไป (overheat)
“มันจะเป็นเรื่องยากมากที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้”
ภาพ: Gary Hershorn/Getty Images
อ้างอิง:
- https://edition.cnn.com/2026/02/20/economy/us-gdp-economy-q4
- https://www.ft.com/content/93dd6f14-47ec-42e7-9506-46e6d6ad69e2
- https://abcnews.com/Business/us-economy-expected-slowed-end-2025/story?id=130296352
- https://www.finnomena.com/mr-messenger/goldilocks-2018/
- https://www.finnomena.com/channel/pocketmoney-ep34-stagflation/


