ในวันโลกเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการค้าที่ถูกจัดระเบียบใหม่ AI ที่เปลี่ยนวิธีสร้างคุณค่าของธุรกิจ และความยั่งยืนที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจลงทุน
ประเด็นสำคัญ
เมื่อ AI เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต คำถามคือเราจะเชื่อมโยงเงินทุน เทคโนโลยี และพร้อมพัฒนาศักยภาพคน โดยไม่ขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้อย่างไร
THE STANDARD WEALTH สรุปสาระสำคัญ จากงาน KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนาน (Affiliated Program) ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำภาครัฐ ภาคการเงิน และองค์กรชั้นนำระดับโลก
การเติบโตในยุค AI แข่งกันที่ ‘ความเร็ว’ และ ‘Productivity’
Anoop Sagoo ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Accenture มองว่า การเติบโตในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วย AI ที่มีการแพร่หลายไปยังภาคส่วนต่างๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีในอดีตอย่าง Metaverse ปัจจุบันทุกองค์กรไม่ได้ตั้งคำถามว่า AI คืออะไรอีกต่อไป แต่คำถามกลับเน้นไปที่จะสร้างมูลค่าจาก AI ได้อย่างไร เพื่อผลักดันการเติบโตและสร้างข้อแตกต่าง
ยกตัวอย่างประเทศจีน สิ่งที่จีนทำได้เก่งมากคือการผลักดันให้เกิดการใช้งานจริง และสร้างบริบทของ AI ให้เหมาะกับวิธีการดำเนินงานของตัวเอง ทำให้การพัฒนา AI ในจีนไปเร็วมาก
ทั้งนี้ อุปสรรคของการสกัดมูลค่าจาก AI คือ แม้หลายบริษัทจะใช้ AI เพื่อเปลี่ยนวิธีการทำงานภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นงานหลังบ้านหรือในระดับองค์กรโดยรวม แต่ประโยชน์ที่ได้กลับกระจัดกระจายไม่เป็นรูปธรรม เช่น ช่วยประหยัดเวลาทำงานได้ไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมงต่อคน ซึ่งตีเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องยาก
ดังนั้น หากต้องการให้ AI สร้างมูลค่า สูงสุด ภาคธุรกิจจะต้องคิดใหม่ว่าจะออกแบบกระบวนการทำงานและการไหลของข้อมูลภายในธุรกิจอย่างไร ให้คนสามารถนำ AI มาใช้ในการทำงานจริงได้อย่างแท้จริง
ด้าน Jan Metzger หัวหน้าสายงาน Coverage Banking ระดับโลก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ มองว่า สิ่งที่กำหนดการเติบโตยุคนี้คือ ความเร็วในการสร้างและขยายตัวของบริษัทในอดีตต้องใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างบริษัทให้เติบโต แต่ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น OpenAI, Anthropic, ByteDance หรือการเติบโตของ Nvidia สามารถสร้างรายได้ระดับหมื่นล้านถึงแสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี
กลยุทธ์ 3 เสาหลักแก้ปัญหาเงินทุนกระจุกตัว
ในอดีต การเติบโตมักกระจุกตัวในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากกระแสเงินทุนมักหลั่งไหลไปยังประเทศที่มีความมั่งคั่งมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา เพื่อแก้ปัญหาการกระจุกตัวของเงินทุน Sarvesh Suri รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) กลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า เป้าหมายหลักของธนาคารโลกคือการสร้างงาน เนื่องจากในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ประเทศกำลังพัฒนาจะมีแรงงานใหม่เข้าสู่ระบบถึง 1,200 ล้านคน แต่คาดว่าจะมีการสร้างงานเพียง 420 ล้านตำแหน่ง ทำให้แรงงาน 2 ใน 3 เสี่ยงไม่มีงานทำ ทั้งนี้ ประมาณ 90% ของตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นในภาคเอกชน ดังนั้น การระดมทุนจากภาคเอกชน (Private capital) จึงเป็นเสาหลักสำคัญ
กลยุทธ์ 3 เสาหลักสนับสนุนการระดมทุนภาคเอกชน
1 สร้างโครงสร้างพื้นฐาน (พลังงาน ขนส่ง ดิจิทัล)
- ร่วมมือกับรัฐสร้างแรงจูงใจและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน
- ทำงานร่วมกับบริษัทเอกชนโดยตรง เพื่อสนับสนุนด้านเงินทุน ความช่วยเหลือทางเทคนิค และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นผ่าน 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน, ดิจิทัล, เกษตรกรรม, การท่องเที่ยว และการผลิตมูลค่าสูง พร้อมเน้นย้ำการสนับสนุนธุรกิจ MSME
ธุรกิจขนาดเล็กทำอย่างไร ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สำหรับประเทศไทย ธุรกิจ MSME คิดเป็น 96% ของสถานประกอบการทั้งหมด และสร้างการจ้างงานสูงถึง 70% แต่การส่งออก 80% กลับถูกครองโดยบริษัทขนาดใหญ่เพียง 1% เท่านั้น ทำให้ MSME เสี่ยงต่อการถูกกีดกันออกจากห่วงโซ่การเติบโตยุคใหม่ กลุ่มธนาคารโลกจึงเสนอยุทธศาสตร์ 4 เสาหลักเพื่อช่วยเหลือ MSME
- Visible (ทำให้ถูกมองเห็น): เปลี่ยนจากการใช้หลักทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน มาเป็นการนำ Soft Assets เช่น ประวัติการค้า บัญชีรายรับ-รายจ่าย หรือธุรกรรมดิจิทัล มาใช้เป็นหลักฐานในการขอสินเชื่อและทำธุรกรรมกับธนาคาร
- Connected (การเชื่อมโยงผ่านแพลตฟอร์ม): สร้างความร่วมมือกับแพลตฟอร์มหรือองค์กรที่มีเครือข่ายเข้าถึง MSME จำนวนมาก เช่น Grab ซึ่งช่วยเชื่อมโยงและสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อแก่ MSME และผู้ค้ารายย่อยกว่า 32 ล้านรายในอาเซียน
- Enabled (ยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI): เร่งเสริมสร้างทักษะความตระหนักรู้และการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ให้แก่ผู้ประกอบการ MSME เพื่อให้สามารถนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจได้จริง
- Finance (การเข้าถึงแหล่งเงินทุน): เมื่อ MSME มีตัวตน เชื่อมโยง และมีทักษะแล้ว จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถสนับสนุนแหล่งเงินทุนแก่ MSME ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ยุค AI ทักษะเปลี่ยนไว 1 คน อาจทำ 6 อาชีพ
ความจริงที่ต้องยอมรับคือคุณค่าของทักษะมนุษย์เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากยุคโบราณที่เน้นการรบ มาสู่ยุค 150 ปีที่แล้วที่เน้นการท่องจำความรู้ Metzger กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมให้ความสำคัญกับทักษะความรู้เชิงวิชาการ เช่น แพทย์ วิศวกร แต่ในยุค AI ซึ่งเข้าถึงองค์ความรู้ได้ไม่จำกัด ทักษะเดิมจะมีมูลค่าน้อยลงมากในอนาคต ทำให้มนุษย์หันมาแข่งขันกันด้วยความอยากรู้อยากเห็นเชิงปัญญา (Intellectual Curiosity), ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy), วิจารณญาณ (Judgment) และความยืดหยุ่นในการปรับตัว (Flexibility)
เขาแนะนำให้ทุกคนที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน จะต้องเตรียมพร้อมที่จะมีหลายอาชีพตลอดช่วงชีวิตการทำงาน โดยต้องมีความอยากรู้อยากเห็นพอที่จะเปลี่ยนเส้นทางอาชีพและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะชีวิตในอนาคตของทุกคนจะแตกต่างจากชีวิตของคนรุ่นก่อนอย่างมาก
“ในอดีต คุณอาจทุ่มเวลาเรียนทั้งหมดเพื่อเป็นผู้สอบบัญชี แล้วทำอาชีพนั้นไปแทบทั้งชีวิต แต่ผมคาดว่าคนที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนวันนี้ จะประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพได้ ในช่วงชีวิตจะต้องทำ 6 อาชีพที่แตกต่างกัน ดังนั้น คุณต้องเตรียมใจให้พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ”
ด้าน Azar Koulibaly รองประธานประจำภูมิภาคและรองที่ปรึกษากฎหมายทั่วไป ฝ่ายกิจการองค์กร กิจการภายนอกและกฎหมาย Microsoft Asia เตือนว่า รัฐบาลต้องยกระดับทักษะแรงงานให้มีความรู้ความเข้าใจ พร้อมใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ เพราะหากไม่มีการเตรียมความพร้อมเรื่องนี้ ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เป็นเจ้าของโมเดล AI กับประเทศที่เป็นผู้ใช้งานจะกว้างขึ้น การยกระดับทักษะแรงงานจะช่วยให้ประเทศที่อาจยังไม่ได้อยู่แถวหน้าในวันนี้ สามารถตามทันและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอนาคตได้
มนุษย์จะอยู่รอดต้องใช้ AI เป็น
Metzger กล่าวว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า มนุษย์จะก้าวเข้ายุค Renaissance ที่ในอดีต เชื่อว่าศักยภาพของมนุษย์ไร้ขีดจำกัด คนหนึ่งคนสามารถเรียนรู้ข้ามศาสตร์ได้ เป็นการเรียนรู้สิ่งหนึ่ง เพื่อเติมเต็มอีกสิ่งหนึ่ง เขาแนะนำว่าคนรุ่นใหม่ควรเรียนรู้พื้นฐานด้านชีววิทยา เคมี และคณิตศาสตร์ โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยเจาะลึกและเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่ซับซ้อน เขาเน้นย้ำว่า นี่คือช่วงยุคทองที่มนุษย์สามารถทลายข้อจำกัด ปลดล็อกศักยภาพการเรียนรู้ได้
ด้าน Koulibaly กล่าวเสริมว่า ถ้าในอดีต Steve Jobs เปรียบคอมพิวเตอร์เหมือนจักรยานนำทางความคิด ปัจจุบัน AI ก็คือ ‘สกูตเตอร์’ หรือ ‘มอเตอร์ไซค์นำทางความคิด’ สิ่งสำคัญคือ ไม่ใช่แค่มีของสิ่งนี้แล้วจบ แต่จะต้องรู้วิธีขับขี่และควบคุมทิศทาง รวมถึงเป็นคนกำหนดเส้นทางว่าจะขี่สกูตเตอร์ไปไหน พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอดในยุค AI คือเราต้องมี AI literacy ไม่ใช่แค่เพื่อใช้เทคโนโลยีนี้เป็นเท่านั้น แต่เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนไว้วางใจได้และยังตอบสนองประโยชน์ของมนุษยชาติ
แต่การจะไปถึงจุดนั้น เราต้องให้มนุษย์อยู่ในกระบวนการตัดสินใจของ AI (human in the loop) และการจะมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการได้ มนุษย์คนนั้นก็ต้องเข้าใจว่าเทคโนโลยีนี้ทำงานอย่างไร

