เจฟฟรีย์ แซคส์ (Jeffrey Sachs) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ผู้อำนวยการศูนย์การพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และเป็นอดีตที่ปรึกษาพิเศษให้กับเลขาธิการสหประชาชาติมาแล้วถึง 3 คน ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านช่องทางออนไลน์กับ เกล็นน์ ดีเซน (Glenn Diesen) ศาสตราจารย์และนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวนอร์เวย์ที่มีชื่อเสียงด้านการวิเคราะห์สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ถึงปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกาในการจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา จนทำให้ทั่วทั้งโลกตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
รวมถึงการบรรยายสรุปของศาสตราจารย์แซคส์ ต่อที่ประชุมวาระเร่งด่วนของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เกี่ยวกับประเด็นเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026
และนี่คือ สรุปใจความสำคัญและมุมมองของศาสตราจารย์แซคส์ต่อประเด็นนี้
การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญในสหรัฐฯ มาถึง ‘จุดสิ้นสุด’?
- อาจารย์แซคส์มองว่า นี่เป็นการกระทำที่ ‘ผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง’ และเป็นเพียงหนึ่งในการกระทำผิดกฎหมายของสหรัฐฯ ที่มีมาอย่างยาวนาน
- โดนัลด์ ทรัมป์ข่มขู่ประเทศใหม่ๆ แทบทุกวัน เขาเพิ่งทิ้งระเบิดไนจีเรียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาบอกว่าสหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงอิหร่านหากรัฐบาลกระทำการต่อผู้ประท้วงในแบบที่ทรัมป์ไม่ชอบ เขาเพิ่งบุกรุกเวเนซุเอลา เขาเพิ่งแต่งตั้งทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์ พร้อมประกาศว่ากรีนแลนด์จะต้องเป็นของสหรัฐฯ ซึ่งแน่นอนว่านี่คือ ‘การข่มขู่ยุโรป’ แต่ยุโรปกลับไม่ยอมรับรู้เรื่องนี้ พวกเขาวางตัวเฉยเมยเกินไป
- เราไม่ได้อยู่ใน ‘ระเบียบแห่งรัฐธรรมนูญ’ ในสหรัฐฯ อีกต่อไป แต่อยู่ในระเบียบที่นำโดย ‘รัฐทหาร’ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ทุกอย่างทำโดยกฤษฎีกาฝ่ายบริหาร เมื่อมีสมาชิกสภาคองเกรสกล่าวถึงรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในวันนี้ ทรัมป์กลับพูดว่า “เขาจะคร่ำครวญเรื่องอะไรกัน นี่มันไร้สาระสิ้นดี”
- สิ่งที่ทรัมป์ทำคือ การเปิดโปงความจริงที่ว่า การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญในสหรัฐอเมริกามาถึง ‘จุดสิ้นสุด’ แล้ว สิ่งนี้ทำให้โลกตกอยู่ในอันตรายอย่างมาก
- ประวัติศาสตร์ทั้งหมดของปฏิบัติการ ‘เปลี่ยนระบอบการปกครอง’ (Regime Change) โดยสหรัฐฯ ซึ่งน่าจะมีจำนวนราว 100 ปฏิบัติการนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาคือ บันทึกของการนองเลือด ความรุนแรง การจงใจสร้างความไม่มั่นคง การรัฐประหาร การลอบสังหาร และสงครามกลางเมือง
- อาจารย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า เขายังไม่สังเกตเห็นสื่อกระแสหลักในสหรัฐฯ แม้แต่รายเดียวที่ ‘ตั้งคำถาม’ เกี่ยวกับเรื่องนี้ หนังสือพิมพ์อย่าง New York Times ที่เรียกตัวเองว่าเป็นหนังสือพิมพ์ ‘บันทึกสถิติระดับชาติ’ ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้แม้แต่ครั้งเดียว ขณะที่สภาคองเกรสก็ดูเหมือนไร้ตัวตน ไม่มีตัวตนอยู่จริง
- ทั้งหมดที่เกิดขึ้นน่าตื่นตระหนกและน่ากังวลอย่างยิ่ง โดยอาจารย์ย้ำว่า เรื่องราวในเวเนซุเอลายังคงห่างไกลจากจุดจบ การจับกุมตัวประธานาธิบดีมาดูโร ‘ไม่ใช่จุดจบของอะไรทั้งสิ้น’ ที่นั่นยังมีรัฐบาลประจำการอยู่ มีกองทัพ มีมวลชนที่พร้อมจะเคลื่อนไหว และมีปืนอยู่มากมายทั่วทุกแห่ง นี่อาจไม่ใช่การเข้ายึดครองที่ราบรื่นของสหรัฐฯ ในแบบที่ทรัมป์เชื่อมั่น
UN ไร้พลัง ‘โลกจักรวรรดินิยม’ กลับมาแล้ว?
- อาจารย์แซคส์เสนอให้เปลี่ยนชื่อ ‘รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ’ เป็น ‘รางวัลโนเบลสาขาสงคราม’ เพราะปีนี้รางวัลนี้ถูกมอบให้กับบุคคลที่เรียกร้องให้ สหรัฐฯ โจมตีทางทหารต่อเวเนซุเอลา นี่คือ ‘โศกนาฏกรรม’ สำหรับบรรดาประเทศ รัฐบาล และสถาบันที่ครั้งหนึ่งเคยพูดถึงเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ
- การตอบสนองของยุโรปนั้น ‘น่าเวทนาอย่างที่สุด’ ดูเหมือนผู้นำทุกคนในยุโรปจะ ‘ยอมสยบต่อสหรัฐฯ’ ด้วยความหวาดกลัว แถลงการณ์ที่แรงที่สุดที่ออกมามีเพียงแค่ “เราหวังว่าสถานการณ์จะกลับสู่เสถียรภาพในเร็ววัน” โดยไม่มีใครแสดงอาการตกใจต่อการโจมตีต่อระเบียบโลก ต่อกฎบัตรสหประชาชาติ หรือต่อสันติภาพเลย ยุโรปตอนนี้จึงมีสภาพเป็นเพียง ‘รัฐบริวาร’ ที่ยอมจำนนต่อสหรัฐฯ
- เมื่อพูดถึงลาตินอเมริกา ทรัมป์พูดอย่างเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ปกครองซีกโลกตะวันตก และจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขทั้งหมด ทรัมป์ยังอ้างว่า ‘น้ำมันนั่นเป็นของเรา’ นี่คือการจ้องฮุบน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างชัดเจน พร้อมบอกว่า บริษัทของสหรัฐฯ จะกลับเข้าไปทำธุรกิจในเวเนซุเอลาอีกครั้ง
- อาจารย์มองว่านี่คือโลกที่เราเคยผ่านมาก่อน นั่นคือ ‘โลกของจักรวรรดินิยมแท้ๆ’ ที่ไม่ถูกตีกรอบหรือผูกมัดด้วยกฎหมายระหว่างประเทศใดๆ ซึ่งนั่นนำไปสู่สงครามโลกถึง 2 ครั้ง แต่เราไม่เคยอยู่ในสภาพที่ไร้ขื่อแปแบบนี้ในยุคนิวเคลียร์มาก่อน ซึ่ง ‘น่ากังวลอย่างยิ่ง’ ที่มีอันธพาลที่คุ้มดีคุ้มร้าย ไร้ระเบียบวินัย และดิบเถื่อน เป็นคนนอกกฎหมายโดยสิ้นเชิง และไม่เคารพบรรทัดฐานใดๆ มาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยที่ไม่มีอำนาจถ่วงดุลใดๆ เลยในยุโรป ไม่มีแม้แต่เสียงเดียวที่พูดถึงความถูกต้องหรือกฎหมายระหว่างประเทศ
- อาจารย์สันนิษฐานว่า รัสเซียและจีนกำลังจับตามองดูอยู่ นี่คือการละเมิดกฎหมายที่ชัดแจ้ง แต่พวกเขาคงไม่เข้ามาแทรกแซงในซีกโลกตะวันตก สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอีกก้าวหนึ่งของ ‘การรื้อทำลายสถาบันและบทเรียน’ ที่เราเคยคิดว่าได้เรียนรู้จากสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ซึ่งเราได้ติดตั้งมันไว้ในระบบสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเปราะบาง
- สหประชาชาติ (UN) วันนี้อยู่ในสถานะเดียวกับ ‘สันนิบาตชาติ’ (League of Nations) ในยุคล่มสลาย ช่วงปลายทศวรรษ 1930 และต้นทศวรรษ 1940 ซึ่ง ‘ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง’ ในตอนนี้ อาจารย์เสียใจที่ต้องพูดแบบนี้ หลังทำงานร่วมกับ UN มานาน 25 ปี แต่สหรัฐฯ ได้ละทิ้ง UN แล้ว และกำลังจงใจทำลายองค์การนี้ สหรัฐฯ กำลังจงใจทำลายเศษเสี้ยวของกฎหมายระหว่างประเทศที่เหลืออยู่
- สิ่งจำเป็นในตอนนี้ที่อาจารย์ยังไม่สังเกตเห็นคือ การที่โลกส่วนที่เหลือรวมตัวกัน เพื่อยืนยันว่า “เรื่องนี้จะปล่อยให้ผ่านไปแบบนี้ไม่ได้”
- อาจารย์ยังตั้งคำถามว่า ยุโรปจะรู้สึกอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ บุกยึดกรีนแลนด์ ทรัมป์ประกาศเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดขึ้น วันหนึ่งทรัมป์จะบอกว่า เรามีสภาวะฉุกเฉินระดับชาติ แล้วกรีนแลนด์ก็จะถูกยึดครอง นี่คือโลกตอนนี้ที่ไม่มีใครยึดถือ ‘หลักการ’
บุกเวเนซุเอลาคือ ‘โปรเจกต์ระยะยาวของสหรัฐฯ’?
- อาจารย์แซคส์มองว่า คำอธิบายต่างๆ ที่ถูกยกขึ้นมาอ้างนั้น เป็นแค่ ‘เรื่องตลก’ หรือ ‘สิ่งที่สหรัฐฯ ปั้นแต่งขึ้นมา’ เพื่อใช้เฉพาะหน้า สหรัฐฯ พยายามโค่นล้มรัฐบาลเวเนซุเอลามา 23 ปีแล้ว เคยพยายามรัฐประหาร อูโก ชาเบซ (Hugo Chávez) ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาคนก่อนหน้าผู้ล่วงลับ
- สหรัฐฯ เคยประกาศว่า ‘เวเนซุเอลาคือ ศัตรูของสหรัฐฯ’ เพราะนี่คือ ‘ระบอบปีกซ้าย’ ที่เชื่อว่า ‘ทรัพยากรของเวเนซุเอลาเป็นของคนเวเนซุเอลา’ และไม่ต้องทำตามคำบงการของสหรัฐฯ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน
- สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ในปี 2017 ซึ่งเป็นปีแรกที่ทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ทรัมป์เคยพูดในโต๊ะอาหารค่ำท่ามกลางผู้นำละตินอเมริกาว่า “ทำไมผมถึงจะบุกเวเนซุเอลาเลยไม่ได้ล่ะ?” ความคิดของทรัมป์ที่จะบุกเวเนซุเอลาถูกบ่มเพาะมานานถึง 8 ปี โดยมี ‘หัวหน้ากองเชียร์’ คือ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ คนปัจจุบัน นี่คือ ‘โปรเจกต์ระยะยาวของสหรัฐฯ’
- นี่คือ ‘ความพยายามร่วมมือกันในระยะยาว’ เพื่อล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา โดยอาจารย์แซคส์อธิบายว่า นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มักทำงานในระยะยาว และสร้างเรื่องโกหกหรือโครงเรื่องอะไรก็ได้ในทุกขณะเพื่อประคองแผนงานนั้นไว้ อย่างกรณีของยูเครนคือ โปรเจกต์ 30 ปีที่จะดึงยูเครนเข้าสู่วงโคจรทหารของสหรัฐฯ หรือย้อนกลับไปต้นทศวรรษ 1990 ในกรณีของเวเนซุเอลาที่มีความพยายามมามากกว่า 20 ปี และกรณีของซีเรียที่ บาชาร์ อัล-อัสซาด ถูกโค่นล้มเมื่อปี 2024 นั่นคือความพยายาม 13 ปี ของ CIA และเครือข่ายอำนาจเบื้องหลัง (Deep State) ในสหรัฐฯ
- สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โปรเจกต์ที่พยายามโค่นล้มเวเนซุเอลา ซึ่งมีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก มากกว่าซาอุดีอาระเบีย
- อาจารย์ยังระบุว่า สหรัฐฯ ขณะนี้ไม่มีระเบียบรัฐธรรมนูญ มีประธานาธิบดีที่กอบโกยความมั่งคั่งให้ตัวเองและพวกพ้องโดยไม่มีใครกล้าพูดอะไร สหรัฐฯ เข้าสู่ยุค ‘หลังรัฐธรรมนูญ’ (Post-Constitutional Order) แล้ว
- โลกไม่ควรนิ่งดูดายหากได้เรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์ นี่คือ ‘ช่วงเวลาที่อันตรายอย่างยิ่งยวด’ เหตุผลที่เราสร้างกฎหมายระหว่างประเทศและศาลยุติธรรมระหว่างประเทศขึ้นมา ไม่ได้เพื่อให้สหรัฐฯ มาคว่ำบาตร ข่มขู่ หรือทุบตีทิ้ง แต่สร้างขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายล้างโลกใน ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ ทว่าในยุคนิวเคลียร์นี้ เรากำลังขยับเข้าใกล้จุดนั้นทุกขณะ เมื่อสหรัฐฯ ฉีกกฎบัตรสหประชาชาติทิ้ง
ถอดรื้อแนวคิด ‘ประชาธิปไตยคือสันติภาพ’
- อาจารย์แซคส์กล่าวว่า แนวคิดที่ว่า ‘ประชาธิปไตยคือสันติภาพ’ นั้นเป็นเพียงเทพนิยายที่ ‘ถูกพิสูจน์แล้วว่าผิด’ ตั้งแต่เมื่อ 2,300 ปีก่อน และถูกพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับจากนั้น โดยเฉพาะในกรณีของ เอเธนส์เคยเป็นประชาธิปไตยในยุคสมัยของตน แต่กลับเป็นจักรวรรดินิยมตัวฉกาจที่ทำสงครามและทำลายล้างนครรัฐอื่น จนสุดท้ายก็อ่อนแอลงและพ่ายแพ้ต่อสปาร์ตาในที่สุด
- ในศตวรรษที่ 19 มหาอำนาจประชาธิปไตยอย่างอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถมากที่สุดในศตวรรษนั้น ก็กระโจนเข้าโจมตีแทบทุกแห่งทั่วโลก ขณะที่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 สหรัฐฯ ได้ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลกแทนที่อังกฤษ ด้วยปฏิบัติการเปลี่ยนระบอบการปกครองกว่าร้อยครั้ง สงครามที่เลือกจะทำเอง และสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนข้ออ้างอะไรก็ตามที่สหรัฐฯ ต้องการ
- ‘ประชาธิปไตย’ โดยเหล่านักล่าอาณานิคมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเอเธนส์ อังกฤษ หรือสหรัฐฯ ล้วนหมายถึง ‘สงครามที่แทบจะไม่เคยหยุดนิ่ง’
โปรเจกต์อิหร่าน เป้าหมายต่อไปของสหรัฐฯ?
- ขณะนี้ ‘อิหร่าน’ ก็เป็นโปรเจกต์หนึ่ง เหมือนเวเนซุเอลากับซีเรีย สหรัฐฯ แทรกแซงอิหร่านมาตั้งแต่ปี 1953 เมื่อครั้งโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยของ โมฮัมหมัด โมซัดเดก (Mohammad Mosaddegh) อดีตนายกรัฐมนตรีของอิหร่านที่มาจากการเลือกตั้ง เพียงเพราะเขามีความกล้าที่จะคิดว่า ‘น้ำมันใต้ผืนดินอิหร่านเป็นของคนอิหร่าน’ ทำให้ CIA และ MI6 ร่วมมือกันรัฐประหารเขา และจัดตั้ง ‘รัฐตำรวจ’ ขึ้นแทน
- ในปี 1979 สหรัฐฯ ก็ติดอาวุธให้แก่ประเทศอิรักเพื่อโจมตีอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับแสนคน นับจากนั้นสหรัฐฯ ก็พยายามทำลายอิหร่านในหลายวิธี คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดการประท้วงเพราะเศรษฐกิจไม่ดี แม้อิหร่านจะยอมเจรจาเพื่อแสดงให้เห็นว่าโครงการนิวเคลียร์ถูกจำกัดแล้ว แต่ทรัมป์กลับปฏิเสธและเตรียมจะบดขยี้ระบอบของอิหร่านแทน ตามเสียงกระซิบของกลุ่มล็อบบี้ไซออนิสต์ในสหรัฐฯ และอิสราเอล
- อาจารย์คาดการณ์ว่า อาจมีการทิ้งระเบิดโดยอิสราเอล หรือโดยสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอล หรือไม่ก็ปฏิบัติการบางอย่างของ CIA ในอิหร่านเร็วๆ นี้
‘ประชาธิปไตยที่นิยมสหรัฐฯ’ ในเวเนซุเอลา?
- อาจารย์แซคส์เชื่อว่า สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินคำพิพากษาของสังคมในสหรัฐฯ คือ ‘สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์ และไม่กี่เดือนข้างหน้า’ ซึ่งอาจารย์คาดว่า ‘จะไม่มีอะไรราบรื่น’ นี่เป็นเพียงการ ‘เด็ดหัว’ ประธานาธิบดีและภริยาของเขา แต่ยังไม่ใช่การเด็ดหัวระบอบการปกครอง
- อาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่า ยากที่จะมองเห็นว่าระบอบการปกครองจะล่มสลายลงด้วยเหตุการณ์นี้เพียงลำพังได้อย่างไร พวกเขาน่าจะมีแผนและแนวคิดเตรียมไว้แล้ว แต่ประวัติศาสตร์ของปฏิบัติการเหล่านี้มักตามมาด้วยช่วงเวลาอันยาวนานของความวุ่นวาย การรัฐประหาร ความไม่มั่นคง การก่อจลาจล และสงครามกลางเมือง สิ่งเหล่านี้ ‘มีโอกาสอย่างมาก’ ที่จะเกิดในเวเนซุเอลา
- อาจารย์ยังแนะนำหนังสือ ‘Covert Regime Change’ โดย ลินด์ซีย์ โอร์ก (Lindsey O’Rourke) ลูกศิษย์ของ จอห์น เมียร์ไชม์เมอร์ (John Mearsheimer) นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันระดับตำนาน ซึ่งระบุเนื้อหาที่เกี่ยวกับปฏิบัติการเปลี่ยนระบอบการปกครองแบบลับๆ 64 ครั้งที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1947 ถึง 1989 เพื่อช่วยทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
- อาจารย์กล่าวว่า ในกรณีของเวเนซุเอลา ‘เป็นเรื่องที่ยากมาก’ ที่สหรัฐฯ จะบรรลุเป้าหมาย ความคิดที่ว่าสิ่งนี้จะนำไปสู่ ‘ประชาธิปไตยที่นิยมสหรัฐฯ’ ซึ่งบริษัทอย่าง Chevron และ ExxonMobil จะรุ่งเรืองเฟื่องฟูได้นั้น แม้จะเป็นเป้าหมายของทรัมป์ แต่อาจารย์คิดว่า ‘ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงได้’
‘ผลสะท้อนกลับ’ ในโลกที่ไม่อาจคาดเดา?
- อาจารย์ระบุว่า ทุกครั้งที่เกิดการโจมตีอย่างรุนแรงโดยสหรัฐฯ ต่อประเทศอื่น ย่อมส่งผลกระทบสะท้อนกลับที่รุนแรงตามมา โดยรัสเซียหรือจีนจะไม่เข้ามาแทรกแซงโดยตรงหรือท้าทายสหรัฐฯ ทางทหารในเรื่องนี้ แต่จะประณามเรื่องนี้อย่างรุนแรงในแง่ของการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ
- ในอนาคต หากเราเห็นเหตุการณ์นี้ตามมาด้วยความรุนแรงภายในเวเนซุเอลา และมีการโจมตีอิหร่านโดยอิสราเอล เมื่อนั้นเรากำลังมุ่งหน้าสู่การระเบิดครั้งใหญ่และโศกนาฏกรรมที่สมบูรณ์แบบ ‘กรณีของอิหร่าน’ จะอันตรายและสร้างความไร้เสถียรภาพ ‘มากกว่า’ การโจมตีเวเนซุเอลาหลายเท่า อีกทั้งอิหร่านยังมีพันธมิตรที่สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างหนัก อิหร่านจึงมีความอันตรายอย่างยิ่ง
- หากอิสราเอลฉกฉวยโอกาสขณะนี้ ซึ่งอาจารย์เชื่อว่ามีแนวโน้มสูงมากที่อิสราเอลจะใช้โอกาสนี้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน สะท้อนว่า เรากำลังมุ่งหน้าสู่ผลกระทบที่เลวร้ายและไม่อาจคาดเดาได้ทุกรูปแบบ
- หากกวาดตามองไปรอบๆ ยูเครนก็เป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ของสหรัฐฯ สิ่งที่สหรัฐฯ กำลังทำในเวเนซุเอลา เหมือนกับสิ่งที่สหรัฐฯ เคยทำในยูเครนเมื่อครั้งอดีต (เป็นโปรเจกต์ 30 ปี ที่สหรัฐฯ พยายามดึงยูเครนออกจากอิทธิพลของรัสเซีย เพื่อมาเป็นปราการของตะวันตก) อาจารย์ยังกล่าวว่า เมื่อเรามองยูเครนและเวเนซุเอลา เรากำลังมองเห็น ‘ปรากฏการณ์เดียวกัน’ นั่นคือ ‘โปรเจกต์ระยะยาว’ ของผู้ที่ต้องการเป็น ‘จ้าวโลก’ (Global Hegemon) เพียงแต่ดำเนินการด้วยวิธีการที่แตกต่างกันเท่านั้น
- อาจารย์แซคส์กล่าวในช่วงท้ายว่า ทรัมป์อาจจะมีแนวคิดที่ว่า ทวีปอเมริกาเป็นของสหรัฐฯ ตะวันออกกลางก็เป็นของสหรัฐฯ ส่วนแอฟริกาสหรัฐฯ ไม่ต้องการ สำหรับยูเครน นั่นก็เป็นของรัสเซีย ดังนั้นเขาเลยคิดว่า เขาจะทำอะไรก็ได้ในพื้นที่ที่เขาต้องการ ซึ่งก็คือตะวันออกกลางและทวีปอเมริกา เขาจะทำตามใจตัวเอง และถ้าคนอื่นจะทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง เขาก็ไม่เกี่ยง สะท้อน ‘ภาวะไร้ขื่อไร้แปในทุกที่’ (Lawlessness Everywhere) ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสันติภาพของโลก
เจฟฟรีย์ แซคส์ในที่ประชุม UNSC
- อาจารย์แซคส์ระบุว่า ประเด็นหลักของการหารือในที่ประชุม UNSC ไม่ใช่การพูดคุยเรื่องลักษณะการปกครองของรัฐบาลเวเนซุเอลา แต่เป็นการพิจารณาว่า ‘รัฐสมาชิกใดก็ตาม มีสิทธิใช้กำลัง การบีบบังคับ หรือมาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดอนาคตทางการเมืองของรัฐอื่นหรือไม่’ ซึ่งการกระทำดังกล่าว ‘ขัดต่อมาตรา 2(4) ของกฎบัตรสหประชาชาติ’ ที่ห้ามคุกคามบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐอื่น
- นับตั้งแต่ปี 1947 นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ใช้กำลัง ปฏิบัติการลับ และบงการทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนระบอบปกครองในประเทศอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือ ‘ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์’ ที่มีหลักฐานชัดเจน (พร้อมยกตัวอย่างงานของ ลินด์ซีย์ โอร์ก ตามที่เคยระบุไปข้างต้น)
- บันทึกของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลานั้นชัดเจน ในปี 2002 สหรัฐฯ รับรู้และอนุมัติความพยายามรัฐประหาร ในช่วงปี 2017-2020 สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงต่อบริษัทน้ำมันรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันลดลง 75% และ GDP ต่อหัวลดลงถึง 62% ‘มาตรการฝ่ายเดียว’ เหล่านี้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะมีเพียงคณะมนตรีความมั่นคงเท่านั้นที่มีอำนาจสั่งคว่ำบาตรได้
- ในปี 2025 สหรัฐฯ ยกระดับความรุนแรงขึ้นทั่วโลก สหรัฐฯ ได้ดำเนินปฏิบัติการทิ้งระเบิดใน 7 ประเทศ (อิหร่าน, อิรัก, ไนจีเรีย, โซมาเลีย, ซีเรีย, เยเมน และเวเนซุเอลา) โดยไม่มีครั้งใดได้รับอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคง และไม่ใช่การป้องกันตนเองตามกฎหมายภายใต้กฎบัตร ทั้งยังข่มขู่ประเทศสมาชิก UN อีกหลายประเทศ
- อาจารย์แซคส์เน้นย้ำว่า สมาชิกคณะมนตรีไม่ได้ถูกเรียกมาเพื่อตัดสิน นิโกลัส มาดูโร หรือเพื่อประเมินว่าการโจมตีของสหรัฐฯ และการปิดล้อมทางทะเลจะนำมาซึ่งเสรีภาพหรือการสยบยอม แต่ถูกเรียกมาเพื่อ ปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติ
- อาจารย์แซคส์ได้เสนอแนะ ‘6 มาตรการ’ ที่คณะมนตรีความมั่นคง ‘ต้องดำเนินการทันที’ ได้แก่
-
- สหรัฐฯ ต้องหยุดการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อเวเนซุเอลาทั้งทางตรงและทางอ้อมทันที
- สหรัฐฯ ต้องยุติการปิดล้อมทางทะเลและมาตรการทางทหารที่บีบบังคับทั้งหมด
- สหรัฐอเมริกาจะต้องถอนกำลังทางทหารออกจากภายในดินแดนและตามแนวเขตพื้นที่โดยรอบของเวเนซุเอลาโดยทันที ซึ่งรวมไปถึงหน่วยข่าวกรอง กองกำลังทางเรือ ทางอากาศ และสินทรัพย์ทางทหารส่วนอื่นๆ ที่ถูกวางกำลังไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการบีบบังคับ
- เวเนซุเอลาต้องปฏิบัติตามกฎบัตร UN และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
- เลขาธิการ UN ต้องแต่งตั้งทูตพิเศษเพื่อหารือและรายงานกลับต่อคณะมนตรีภายใน 14 วัน
- รัฐสมาชิกทั้งหมดต้องงดเว้นจากการข่มขู่ฝ่ายเดียวหรือการใช้กำลังนอกเหนืออำนาจของคณะมนตรีความมั่นคง
- อาจารย์แซคส์เน้นย้ำในที่ประชุมว่า ‘สันติภาพและความอยู่รอดของมนุษยชาติ’ ขึ้นอยู่กับว่า ‘กฎบัตรสหประชาชาติ’ จะยังคงเป็นเครื่องมือที่มีชีวิตของกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะถูกปล่อยให้เหี่ยวเฉาจนไร้ความหมาย นั่นคือ ‘ทางเลือก’ ที่อยู่ต่อหน้าคณะมนตรีในวันนี้
แฟ้มภาพ: Shutterstock
อ้างอิง:


