วานนี้ (12 มีนาคม) เว็บไซต์สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights : OHCHR) เผยแพร่แถลงการณ์จากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ (UN) กว่า 10 คน โดยประณามการโจมตีทางทหารอย่างต่อเนื่อง ของสหรัฐฯ และอิสราเอล ต่ออิหร่านและเลบานอน ว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง และกังวลว่าการทำลายล้างในวงกว้างเช่นเดียวกับที่เกิดในฉนวนกาซา อาจขยายไปยังอิหร่าน เลบานอน และประเทศอื่นๆ ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
“เรารู้สึกวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อความเป็นไปได้ที่การทำลายล้างและความรุนแรงในวงกว้างเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซา อาจขยายไปยังอิหร่าน เลบานอน และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่จะทำให้โลกอยู่ในก้นบึ้งแห่งความตกต่ำด้านศีลธรรมและกฎหมายมากยิ่งขึ้น ส่งผลร้ายแรงต่อผู้คนในภูมิภาคและนอกภูมิภาค”
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ UN ยังกังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับเลบานอน ซึ่งขณะนี้มีประชาชนอย่างน้อย 7 แสนคน ถูกอิสราเอลบังคับให้พลัดถิ่นภายใต้ “การทิ้งระเบิดแบบไม่เลือกเป้าหมาย” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า “เป็นการก่ออาชญากรรมสงครามอีกครั้ง โดยกองกำลังอิสราเอล”
“คำสั่งที่ให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนและตอนใต้ของกรุงเบรุต ละทิ้งบ้านเรือนนั้นผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง” ผู้เชี่ยวชาญ UN กล่าว
นอกจากนี้ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ UN py’แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้อิหร่าน “ยอมจำนนแบบไร้เงื่อนไข” โดยเตือนว่าท่าทีดังกล่าวอาจนำไปสู่สงครามที่ยืดเยื้อและความทุกข์ทรมานของมนุษย์อย่างมหาศาล และประณามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ให้ประชาชนลุกฮือเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง รวมถึงคำประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ว่า “เขาจะเป็นผู้เลือกผู้นำในอนาคตของอิหร่าน”
“การละเมิดสิทธิมนุษยชนในอิหร่านหรือที่อื่นใด ไม่ได้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายหรือทางศีลธรรมใดๆ สำหรับการแทรกแซงอธิปไตยของรัฐสมาชิกสหประชาชาติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการโจมตีที่ผิดกฎหมาย”
“มีเพียงประชาชนอิหร่านเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนเองได้ ด้วยอธิปไตยอย่างเต็มที่ และสอดคล้องกับหลักการของหลักนิติธรรมและการเคารพสิทธิมนุษยชน”
ภาพ : REUTERS/Mahmoud Issa
อ้างอิง :


