×

สรุปมาตรการภาษีตอบโต้ทรัมป์ สะเทือนทั่วโลก ไทยโดนอ่วม 37%

03.04.2025
  • LOADING...

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคู่ค้าทั้งหมดของสหรัฐฯ รวมถึงไทย โดยถือเป็นการเดินหมากทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยง ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นให้สถานการณ์สงครามการค้าทั่วโลกทวีความตึงเครียดมากขึ้น

 

ทรัมป์ยกย่องการกำหนดภาษีศุลกากรตอบโต้ครั้งนี้ว่าเป็น ‘การประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจ’ สอดคล้องกับที่เขาประกาศก่อนหน้านี้ว่าวันที่ 2 เมษายน จะเป็น ‘วันปลดแอก’ ของชาวอเมริกัน 

 

โดยเขาให้เหตุผลว่ามาตรการทางภาษีเหล่านี้ จะช่วยฟื้นฟูภาคการผลิตของสหรัฐฯ ที่กำลังถดถอย

 

“เรากำลังปกป้องแรงงานชาวอเมริกัน และในที่สุด เราก็ให้ความสำคัญกับอเมริกามาเป็นอันดับแรก” ทรัมป์กล่าว ก่อนจะลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร

 

และนี่คือรายละเอียดของภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ทรัมป์ประกาศออกมา โดยนักเศรษฐศาสตร์หลายคนกังวลว่าการกำหนดภาษีศุลกากรตอบโต้ครั้งนี้ซึ่งสูงกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดไว้ อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจทั่วโลกที่ย่ำแย่อยู่แล้ว และอาจถึงขั้นนำไปสู่ภาวะ ‘เศรษฐกิจถดถอย’ 

 

ทั่วโลกโดนภาษีนำเข้าพื้นฐาน 10%

 

ทรัมป์ใช้อำนาจประธานาธิบดีประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1997 (International Emergency Economic Powers Act of 1977) ในการกำหนดอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ ซึ่งรวมถึงการกำหนดภาษีนำเข้าพื้นฐานที่ 10% สำหรับสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ณ ปัจจุบัน

 

โดยในปี 2024 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออกคิดเป็นมูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์

 

ขณะที่ทรัมป์ กล่าวว่า “การขาดดุลทางการค้าที่เรื้อรัง ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่เป็นภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่คุกคามความมั่นคงและวิถีชีวิตของชาวอเมริกัน”

 

ภาษีนำเข้าพื้นฐานที่ 10% จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 00.01 น. ของวันที่ 5 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่น 

 

ภาษีตอบโต้พุ่งเป้ากว่า 60 ประเทศ

 

นอกจากภาษีนำเข้าพื้นฐาน ทรัมป์ยังกำหนดภาษีศุลกากรตอบโต้เพิ่มเติมสำหรับ กว่า 60 ประเทศ ที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามากที่สุด และมีการกีดกันทางการค้าต่อสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ

 

หลายประเทศอาเซียนตกเป็นเป้าหมายลำดับต้นๆ ที่เผชิญอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ในระดับสูง โดยสูงที่สุดคือ กัมพูชา 49% สปป.ลาว 48% เวียดนาม 46% ส่วนไทย 37% อินโดนีเซีย 32% มาเลเซีย 24% และฟิลิปปินส์ 18%

 

ขณะที่คู่ค้าและคู่แข่งรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่างจีน ถูกกำหนดภาษีศุลกากรตอบโต้ 34% เพิ่มขึ้นจาก 20% ที่ทรัมป์ ประกาศไปเมื่อไม่นานนี้ หรือหมายความว่าสินค้านำเข้าจากจีนจะโดนภาษีศุลกากร 54%

 

ส่วนประเทศในสหภาพยุโรปจะถูกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ 20% อินเดีย 27% เกาหลีใต้ 26% ญี่ปุ่น 24%

 

ทำเนียบขาวเรียกประเทศที่เผชิญภาษีศุลกากรตอบโต้เหล่านี้ว่า ‘ผู้กระทำผิดร้ายแรงที่สุด’ แต่ยืนยันว่าอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ที่กำหนดไว้ คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของอัตราภาษีที่ประเทศเหล่านี้เรียกเก็บจากสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ

 

โดยสหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน

 

เม็กซิโกและแคนาดาได้รับการยกเว้น

 

สำหรับเม็กซิโกและแคนาดาได้รับการยกเว้นจากภาษีศุลกากรตอบโต้ครั้งนี้ แต่ยังคงเผชิญกับอัตราภาษีสินค้านำเข้า 25% ที่ทรัมป์เรียกเก็บจากทั้งสองประเทศก่อนหน้านี้ เพื่อกดดันให้มีการแก้ไขปัญหาการลักลอบขนส่งยาเสพติดเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐฯ และแก้ไขปัญหาผู้อพยพจากเม็กซิโก

 

โดยทรัมป์ ยังยกเว้นการเก็บภาษีสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (USMCA) ในขณะที่สินค้าที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงนี้ จะถูกเรียกเก็บภาษี 25%

 

หลายประเทศเตรียมตอบโต้

 

หลายประเทศส่งสัญญาณว่าจะตอบโต้มาตรการทางภาษีล่าสุดของทรัมป์ โดย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่าพวกเขาจะตอบโต้ต่อการเรียกเก็บภาษีศุลกากรอัตราใหม่ของสหรัฐฯ

 

ขณะที่ผู้นำยุโรปหลายคน แสดงความคิดเห็นหลังจากการประกาศของทรัมป์ โดยให้คำมั่นว่าจะกำหนดมาตรการตอบโต้หลังจากทำการศึกษาว่าภาษีศุลกากรตอบโต้นี้ ส่งผลต่อประเทศของพวกเขาอย่างไร

 

โดย อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเตือนทรัมป์ ก่อนหน้านี้ ว่าสหภาพยุโรปมี ‘แผนอันแข็งแกร่ง’ สำหรับการตอบโต้สหรัฐ

 

ทั้งนี้ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่าภาษีศุลกากรใหม่นี้จะ “เปลี่ยนแปลงพื้นฐานของระบบการค้าระหว่างประเทศ” และยืนยันว่าแคนาดา “จะมีมาตรการตอบโต้เพื่อต่อสู้กับภาษีศุลกากรเหล่านี้”

 

เช่นเดียวกับ คลอเดีย เชนบาม ประธานาธิบดีเม็กซิโก ก็เตรียมประกาศแผนตอบโต้การเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้า 25% ของทรัมป์ โดยรวมถึงกำหนดขั้นตอนเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ CNN โดยเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ หลีกเลี่ยงการดำเนินมาตรการตอบโต้

 

“ทุกคนนั่งลงและหายใจเข้าลึกๆ เรามาดูกันว่า เรื่องนี้จะไปจบลงที่ไหน เพราะถ้าคุณตอบโต้ นั่นคือวิธีที่จะทำให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น” เขากล่าว และเตือนไปยังประเทศต่างๆ ว่า “การทำอะไรที่หุนหันพลันแล่นนั้นไม่ฉลาด”

 

ภาพ: Dado Ruvic / Illustration / Reuters

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising