ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณถอนตัวออกจากสงครามอิหร่าน โดยประกาศชัดในการแถลงล่าสุด ว่าใกล้จะบรรลุเป้าหมายของสงคราม และจะถอนตัวฝ่ายเดียวโดยไม่โค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน ในขณะที่ข้อตกลงกับเตหะรานเพื่อหยุดยิงหรือยุติสงครามอย่างเป็นรูปธรรมยังไม่เกิดขึ้น
ประเด็นสำคัญ
ทรัมป์ อวดอ้างว่า “ส่วนที่ยากที่สุดของสงครามผ่านไปแล้ว” และสหรัฐฯ ได้ทำลายศักยภาพกองทัพและโครงการขีปนาวุธ รวมถึงลดภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้แล้ว ในขณะที่มองโลกในแง่ดีว่าการจบสงครามฝ่ายเดียวนี้ จะช่วยบรรเทาวิกฤตพลังงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก พร้อมทั้งมั่นใจว่าสหรัฐฯ จะไม่ต้องดำเนินการใดๆ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่เมื่อความขัดแย้งนี้จบลง ช่องแคบก็จะเปิดเองตามธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนยันว่า “จะเป็นฝ่ายเลือกจุดจบของสงคราม” และไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้จนกว่าสหรัฐฯ จะยอมรับข้อเรียกร้อง โดยรัฐบาลเตหะรานปฏิเสธ “เส้นตาย” และพร้อมที่จะสู้รบต่อไป “อีกอย่างน้อยหกเดือน”
และนี่คือ 4 แพร่งของผลลัพธ์ที่โลกจะเผชิญ หากทรัมป์เร่งรีบถอนตัวจากสงครามอย่างเร่งรีบและไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งสะท้อนว่า ‘ส่วนที่ยากที่สุดของสงคราม’ นั้นอาจจะยังไม่จบลง
1.อิหร่านที่ฮึกเหิมและพร้อมแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าเดิม

- ทรัมป์ประกาศว่า “เป้าหมายเดียว” ของเขาในการป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์นั้น “ได้บรรลุผลแล้ว” โดยสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านหลายแห่ง แต่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงกว่า 400 กิโลกรัมที่สามารถนำไปใช้ทำระเบิดนิวเคลียร์ได้ยังคงหายไป
- แม้ว่าทรัมป์จะยืนยันว่า ตอนนี้ “ผู้คนที่แตกต่างกันมาก” ซึ่งกำลังปกครองอิหร่าน เป็นผู้ที่ “มีเหตุผลมากกว่า” แต่ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่า อิหร่านมีแนวโน้มที่จะสามารถแสวงหาระเบิดนิวเคลียร์ได้มากกว่าช่วงก่อนสงคราม
- โดยอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด ที่เป็นผุ้ออกฟัตวาห้ามการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ถูกสังหารโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงเริ่มต้นสงคราม และขณะนี้กลุ่มผู้นำสายแข็งกร้าวในอิหร่าน กำลังเรียกร้องให้มีการนำโครงการนิวเคลียร์มาใช้เป็นอาวุธ โดยอ้างว่าสถานะของอิหร่านในฐานะรัฐที่มีศักยภาพในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ได้ช่วยยับยั้งการโจมตีที่มีประสิทธิภาพของศัตรู
2.อิหร่านยังใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นอาวุธ ป่วนพลังงาน-เศรษฐกิจโลก

- การถอนตัวออกจากสงครามอิหร่านก่อนกำหนด จะเท่ากับเป็นการยอมรับความล้มเหลวของสหรัฐฯ ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะด้วยวิธีทางการทูตหรือทางทหาร
- แต่ทรัมป์เชื่อว่า เมื่อความขัดแย้งนี้จบลงช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดเองตามธรรมชาติ เพราะอิหร่านต้องการขายน้ำมัน เนื่องจากเป็นสิ่งเดียวที่สามารถสร้างรายได้เพื่อฟื้นฟูประเทศ และมั่นใจว่าการผลิตและขนส่งน้ำมันในภูมิภาคจะกลับมาดำเนินต่อไป และราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว
- ขณะที่ทรัมป์มองว่า สหรัฐฯ มีการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างน้อย และการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางน้ำผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ควรเป็นหน้าที่ของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางนี้
- อย่างไรก็ตาม หากจะมองว่าชาวอเมริกันไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานอันเนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก โดยราคาน้ำมันที่ชาวอเมริกันจ่าย ถูกกำหนดโดย ‘ตลาดโลก’ โดยไม่คำนึงถึงแหล่งที่มา และหากปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้รับการแก้ไข การขาดแคลนอุปทานน้ำมันก็จะยังคงผลักดันราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ให้สูงขึ้นเช่นกัน
- นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากสงครามโดยไม่มีข้อตกลงในการเปิดช่องแคบ จะเท่ากับเป็นการมอบชัยชนะให้แก่อิหร่านในการประกาศอำนาจอธิปไตยเหนือเส้นทางน้ำนี้ ซึ่งจะทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองมหาศาลต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่เคยมีมา โดยการที่อิหร่านตรวจสอบเรือต่างๆ ที่แล่นผ่านช่องแคบและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่สร้างรายได้ใหม่ให้กับรัฐบาลอิหร่าน
- ขณะที่อำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ก็อาจช่วยให้มีการส่งออกน้ำมันได้มากขึ้นเช่นกัน หากรัฐอ่าวเปอร์เซียอื่นๆ เลือกที่จะขออนุญาตจากเตหะรานเพื่อผ่านช่องแคบ ซึ่งอาจจะช่วยบรรเทาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้บ้าง แต่จะเป็นการสร้างแบบอย่างที่ไม่มีพื้นฐานในกฎหมายระหว่างประเทศ
3.ความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซียยังไม่ได้รับการแก้ไข

- อิหร่านได้ละเมิดข้อห้าม 2 ประการกับประเทศเพื่อนบ้านอาหรับในอ่าวเปอร์เซียระหว่างสงคราม ประการแรกคือ การโจมตีดินแดนของประเทศอ่าวโดยตรงเป็นครั้งแรก และประการที่สองคือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ทำให้ประเทศอ่าวขาดเส้นทางส่งน้ำมันที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของภูมิภาค
- กลุ่มประเทศอ่าวมองว่า ทั้งสองประเด็นนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และการถอนตัวออกจากสงครามอย่างรวดเร็วของสหรัฐฯ โดยปราศจากการทำข้อตกลงหยุดยิง อาจทำให้พวกเขามีความเสี่ยงต่อการโจมตีซ้ำอีกในอีกหลายปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังจะทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองเหนือประเทศอ่าวอย่างมาก โดยสามารถกำหนดเงื่อนไขในการส่งออกน้ำมันได้ พร้อมทั้งยังคงคุกคามด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อเมืองต่างๆ หากประเทศอ่าวไม่ปฏิบัติตามความต้องการของอิหร่าน ที่มีท่าทีเป็นปรปักษ์มากขึ้น
- นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับข้อตกลงเกี่ยวกับกับการคุ้มครองจากสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงกับความร่วมมือธุรกิจและการลงทุน โดยเมื่อทรัมป์เยือนกาตาร์ หลังรับตำแหน่งในวาระที่ 2 เขาประกาศว่า “เราจะปกป้องคุณ” ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียให้คำมั่นว่าจะลงทุนในสหรัฐฯ หลายล้านล้านดอลลาร์ แต่การถอนตัวอย่างเร่งรีบที่ปล่อยให้รัฐอ่าวต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตนเอง อาจถูกมองว่าเป็นการทรยศต่อคำมั่นสัญญานั้น
4.อิสราเอลไม่หยุดถล่มอิหร่าน-เลบานอน

- บทเรียนจากกรณีที่อิสราเอลสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนและการสู้รบกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า อิสราเอลยังคงโจมตีศัตรูเหล่านี้ แม้จะทำข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม โดยใช้ข้ออ้างว่า ฝ่ายศัตรูละเมิดข้อตกลง
- โดยในการทำสงครามกับอิหร่านครั้งนี้ อิสราเอลส่งสัญญาณตั้งแต่แรก ว่าต้องการโค่นล้มหรือลดทอนอำนาจของระบอบการปกครองในอิหร่านจนถึงที่สุด ซึ่งการถอนตัวของสหรัฐฯ โดยที่ระบอบการปกครองอิหร่านยังคงอยู่ อาจทำให้อิสราเอลมองว่าเป็นภารกิจที่ ‘ยังไม่เสร็จสิ้น’ และต้องเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป
- อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้วอชิงตันเคยแสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถควบคุมอิสราเอลได้เมื่อต้องการ โดยในช่วงสงครามอิสราเอล-อิหร่าน ในเดือนมิถุนายน 2025 เมื่อทรัมป์ตัดสินใจยุติความขัดแย้ง เขาอ้างว่า ตนเองเป็นผู้บังคับให้อิสราเอลเรียกเครื่องบินรบที่กำลังเดินทางไปโจมตีอิหร่านกลับ
- อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่านแล้ว แต่ก็ไม่มีการรับประกันใดๆ ว่าเตหะรานจะหยุดโจมตีตอบโต้อิสราเอล ซึ่งอิหร่านมีแนวโน้มที่จะต้องการการรับประกันว่าจะไม่ถูกโจมตีอีก โดยเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นได้หากไม่มีการเจรจายุติสงครามอย่างเป็นทางการ
- นอกจากนี้ อิหร่านยังยืนกรานว่าต้องการข้อตกลงหยุดยิงที่ครอบคลุมซึ่งจะรวมถึงการยุติการสู้รบในเลบานอน โดยการถอนกำลังของสหรัฐฯ ไม่น่าจะแก้ปัญหาการโจมตีในเลบานอนได้ ในขณะที่อิสราเอลยังได้เพิ่มความรุนแรงในปฏิบัติการโจมตี และวางแผนที่จะทำลายและยึดครองพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนจนกว่าจะแน่ใจว่า ภัยคุกคามจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะหมดสิ้นลง
อ้างอิง:


