ประเด็นสำคัญ
- 6 เดือน 6 ผลตรวจ โลหะหนักปรากฏซ้ำในพืชผล
- จากเหมือง ผ่านแม่น้ำ-ตะกอนดิน ก่อนเข้าสู่พื้นที่เกษตร
- คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ—พืชปนเปื้อนถูกส่งไปที่ไหน
- ตรวจพบแล้วต้องทำอย่างไร ช่องว่างระบบเฝ้าระวังของรัฐ
- เสนอใช้การค้าเป็นแรงกดดัน หยุดต้นตอมลพิษข้ามพรมแดน
- พื้นที่เกษตรกว่า 100,000 ไร่ กับต้นทุนที่รัฐอาจต้องเผชิญ
- ท่าตอนควรเข้าสู่ ‘โหมดเยียวยา’
- เสนอศูนย์ตรวจโลหะหนักเชียงใหม่-เชียงราย ลดเวลารอผลจาก 30 วันเหลือ 3-7 วัน
- จาก Farm to Table ถึงคำถามว่า ใครจะหยุดสารพิษก่อนถึงผู้บริโภค
6 เดือน 6 ผลตรวจ โลหะหนักปรากฏซ้ำในพืชผล
สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยกับ THE STANDARD ถึงสถานการณ์ตรวจพบโลหะหนักปนเปื้อนในพืชผักและผลไม้บริเวณลุ่มน้ำกกว่า ผลการตรวจในพื้นที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 6 ครั้ง ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 พบการปนเปื้อนในพืชหลายชนิดอย่างต่อเนื่อง ทั้งตะกั่ว แคดเมียม และสารหนู โดยเฉพาะแคดเมียมและสารหนูที่ตรวจพบเกินค่ามาตรฐาน สะท้อนว่าสถานการณ์ได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตของห่วงโซ่อาหารแล้ว
วันที่ 18 ธันวาคม 2568 การตรวจครั้งที่ 1 พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในกะหล่ำดอก 2.119 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และพบแคดเมียมเกินค่ามาตรฐานในพืชหลายชนิด เช่น ดอกหอม 0.455 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ข้าวโพดหวาน 0.060 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม รวมถึงพริกขี้หนูผลใหญ่ แตงร้าน และเสาวรส
วันที่ 23 มกราคม 2569 การตรวจครั้งที่ 2 พบแคดเมียมในพืชหลายชนิด โดยตัวอย่างที่ถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน ได้แก่ พริกขี้หนูผลใหญ่ 0.110 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม รวมถึงตัวอย่างอื่นที่ตรวจพบแคดเมียม 0.095 และ 0.302 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ยังพบตะกั่วในพืชบางชนิด เช่น ผักกาดเขียวปลี 0.235 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนสารหนูตรวจพบในหลายตัวอย่าง แต่ตามตารางผลตรวจยังไม่เกินค่ามาตรฐานของพืชแต่ละชนิด
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 การตรวจครั้งที่ 3 พบแคดเมียมในพืชหลายชนิด เช่น กระเทียม 0.139 และ 0.167 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สับปะรด 0.115 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มะเขือม่วง 0.139 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และพริกขี้หนูผลใหญ่ 0.173 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม โดยหลายรายการถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน ขณะเดียวกันยังพบตะกั่วในสับปะรด มะเขือม่วง และข่า โดยข่ามีค่าตะกั่ว 1.155 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
วันที่ 30 มีนาคม 2569 การตรวจครั้งที่ 4 พบแคดเมียมในตัวอย่างที่ตรวจทั้ง 11 ตัวอย่าง มีค่าระหว่าง 0.274-0.498 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หลายรายการถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน เช่น พริกขี้หนูผลใหญ่ 0.498 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ฝรั่ง 0.352 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และกระเทียม 0.446 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
รอบเดียวกันยังพบตะกั่วในพริกขี้หนูผลใหญ่ 0.163 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และพบสารหนูในพืชหลายชนิด เช่น แตงกวา 1.065 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มันเทศญี่ปุ่น 1.358 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และกระเทียม 2.318 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน
วันที่ 20 เมษายน 2569 การตรวจครั้งที่ 5 พบตะกั่วในกระเทียม 2.925 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน ขณะเดียวกันยังพบแคดเมียมในตัวอย่างทั้ง 4 รายการ ได้แก่ กระเทียม 0.304 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มะม่วง 0.311 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ถั่วฝักยาว 0.265 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมันเทศ 0.285 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม โดยทั้งหมดถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน
วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 การตรวจครั้งที่ 6 ยังคงพบแคดเมียมในพืชทั้ง 4 ตัวอย่าง ได้แก่ แตงกวา 0.365 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มะเขือเปราะ 0.586 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม บวบ 0.517 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมะม่วง 0.299 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งทั้งหมดถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน
นอกจากนี้ยังพบสารหนูในแตงกวา 2.594 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน ขณะที่มะม่วงพบสารหนู 1.272 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐานตามตารางผลตรวจ
ข้อมูลจากการตรวจทั้ง 6 รอบจึงแสดงให้เห็นว่า การปนเปื้อนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตัวอย่างใดตัวอย่างหนึ่งหรือช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง แต่ตรวจพบโลหะหนักในพืชหลายชนิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแคดเมียมที่ปรากฏซ้ำในตัวอย่างจำนวนมาก ขณะที่ตะกั่วและสารหนูก็ถูกตรวจพบในบางตัวอย่างในระดับที่เกินค่ามาตรฐานตามรายงาน
จากเหมือง ผ่านแม่น้ำ-ตะกอนดิน ก่อนเข้าสู่พื้นที่เกษตร
สืบสกุล ระบุว่า ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเริ่มต้นจากการปนเปื้อนในแม่น้ำและตะกอนดิน ขณะที่ตำบลท่าตอนเคยประสบอุทกภัยในปี 2567 และเกิดน้ำท่วมอีกหลายครั้งในปี 2568 ทำให้ตะกอนดินที่อาจมีสารปนเปื้อนไหลไปตกค้างในพื้นที่เกษตร
หลังจากนั้นเกษตรกรนำดินเหล่านั้นมาเพาะปลูก ขณะที่บางพื้นที่ยังใช้น้ำจากแม่น้ำกกในการทำการเกษตร แม้บางแห่งจะลดความเสี่ยงด้วยการใช้น้ำบาดาล แต่แหล่งน้ำดังกล่าวก็ยังอยู่ใกล้แม่น้ำกก
สถานการณ์นี้ทำให้เห็นเส้นทางของโลหะหนัก ตั้งแต่แหล่งเหมืองแร่ในเมียนมา ผ่านแม่น้ำและตะกอนดิน ก่อนตกค้างในพื้นที่น้ำท่วมซึ่งเป็นพื้นที่เกษตร จากนั้นจึงเข้าสู่พืชผักและผลไม้ ก่อนถูกลำเลียงออกสู่ตลาดและถึงมือผู้บริโภค
กล่าวได้ว่า โลหะหนักกำลังเดินทางจากเหมืองแร่เข้าสู่สิ่งแวดล้อม พื้นที่เพาะปลูก ห่วงโซ่อาหาร และท้ายที่สุดคือร่างกายมนุษย์
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ—พืชปนเปื้อนถูกส่งไปที่ไหน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ปัจจุบันยังไม่ทราบเส้นทางของสินค้าเกษตรที่ตรวจพบสารปนเปื้อนว่าถูกส่งไปจำหน่ายที่ใดบ้าง
สืบสกุล ระบุว่า บางส่วนอาจจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นหรือภายในหมู่บ้าน บางส่วนอาจถูกส่งไปยังตลาดเมืองใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนกระจายไปยังผู้บริโภคทั่วจังหวัด และบางชนิดอาจถูกส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นสินค้าแปรรูปแช่แข็งเพื่อการส่งออก รวมถึงมะม่วง แตงกวา และกระเทียม โดยตำบลท่าตอนถือเป็นแหล่งปลูกกระเทียมสำคัญด้วย
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าตรวจพบสารปนเปื้อนหรือไม่ แต่คือเมื่อพบแล้ว ประเทศไทยสามารถติดตามสินค้าเหล่านั้นได้หรือไม่ว่าเดินทางออกจากแปลงใด ผ่านตลาดใด และไปถึงผู้บริโภคกลุ่มใดแล้วบ้าง
โดยเฉพาะเมื่อยังไม่ทราบว่าผู้บริโภคสินค้าเหล่านี้เป็นใคร และเป็นกลุ่มเปราะบางหรือไม่ เช่น หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้สูงอายุ
สืบสกุล มองว่า วิกฤตที่เริ่มต้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงกำลังขยายตัวเป็นวิกฤตห่วงโซ่อาหาร และอาจนำไปสู่วิกฤตสุขภาพ หากยังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป
ตรวจพบแล้วต้องทำอย่างไร ช่องว่างระบบเฝ้าระวังของรัฐ
สืบสกุล มองว่า ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยยังขาดแผนตรวจสอบและเฝ้าระวังห่วงโซ่อาหารอย่างครบวงจร เพราะปัจจุบันภาครัฐทำได้เพียงเก็บตัวอย่างตรวจเป็นรายเดือน เพื่อตรวจว่าพบหรือไม่พบสารปนเปื้อน แต่เมื่อพบแล้วกลับยังไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร
หากมีระบบที่ชัดเจน ขั้นแรกจะต้องจัดทำ ‘แผนที่ความเสี่ยงภาคเกษตร’ เพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนโลหะหนักจากกิจการเหมืองแร่ โดยอาจเริ่มจากขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมในปี 2567 และตรวจสอบทั้งดิน น้ำ และผลผลิตทางการเกษตร
จากนั้นจำแนกระดับความเสี่ยงของพื้นที่ เช่น พื้นที่สีเขียว หมายถึงผลผลิตยังปลอดภัย สามารถบริโภคและจำหน่ายได้ พื้นที่สีเหลือง หมายถึงเริ่มมีความเสี่ยงและต้องเฝ้าระวัง ส่วนพื้นที่สีแดงต้องยุติการเก็บเกี่ยวและห้ามส่งผลผลิตไปถึงผู้บริโภค พร้อมมีมาตรการเยียวยาชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกร
ตัวอย่างเช่น หากตรวจพบสารปนเปื้อนในแปลงกระเทียม ภาครัฐต้องระงับการเก็บเกี่ยวและชดเชยความเสียหายให้เกษตรกร หรือหากผลผลิตถูกส่งเข้าสู่ตลาดแล้วจึงตรวจพบภายหลัง ก็ต้องเรียกคืนสินค้าออกจากตลาด พร้อมชดเชยให้พ่อค้าหรือร้านค้าที่ได้รับผลกระทบ ส่วนพื้นที่ดินที่ปนเปื้อนก็ต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดและฟื้นฟู
การดำเนินการทั้งหมดต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างน้อย 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรับผิดชอบต้นทางการผลิตพืชผักและผลไม้ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งดูแลการซื้อขายและการกระจายสินค้า และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรับผิดชอบการตรวจสอบและติดตามผลกระทบทางสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค
เสนอใช้การค้าเป็นแรงกดดัน หยุดต้นตอมลพิษข้ามพรมแดน
สำหรับการจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษจากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน สืบสกุล ชี้ว่า รัฐบาลไทยต้องเพิ่มแรงกดดันไปยังรัฐบาลเมียนมา ผู้ประกอบการ และรัฐบาลจีน ด้วยการยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมายังประเทศไทย ยุติการส่งออกแร่ต่อไปยังจีน รวมถึงยุติการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีจากประเทศไทย เนื่องจากไทยกำลังเป็นทั้งทางผ่านของแร่ เครื่องจักร และสารเคมี ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากกิจการเหมืองแร่ดังกล่าว
มาตรการนี้จะเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลเมียนมา รัฐบาลจีน และกองกำลังชาติพันธุ์ เข้าสู่โต๊ะเจรจากับรัฐบาลไทยอย่างจริงจังเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน
เส้นทางขนส่งครอบคลุมด่านสำคัญประมาณ 10 แห่ง ตั้งแต่เชียงของ เชียงแสน แม่สาย แม่สอด แม่ฮ่องสอน แม่สะเรียง ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี ระนอง และภูเก็ต ก่อนลำเลียงไปยังท่าเรือแหลมฉบังเพื่อส่งต่อไปยังประเทศจีน โดยมีแร่หลายชนิด เช่น ดีบุก ตะกั่ว ทองแดง ทังสเตน
พื้นที่เกษตรกว่า 100,000 ไร่ กับต้นทุนที่รัฐอาจต้องเผชิญ
สืบสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่ภาครัฐยังไม่เปิดเผยเส้นทางการกระจายสินค้าเกษตรอย่างชัดเจน อาจเป็นเพราะยังไม่ยอมรับว่าโลหะหนักจากเหมืองแร่ได้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารแล้ว เนื่องจากหากยอมรับ ก็จะต้องมีมาตรการตามมา ทั้งการชดเชยเกษตรกร การปรับเปลี่ยนพืชที่เพาะปลูก และการฟื้นฟูพื้นที่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
ตัวอย่างหนึ่งคือจังหวัดเชียงรายที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกในการผลิตน้ำประปา แม้การประปาจะยืนยันว่ากระบวนการผลิตยังทำให้น้ำประปามีคุณภาพ แต่ระบบดังกล่าวย่อมมีข้อจำกัด ก่อนจะมีการยอมรับข้อเสนอให้ย้ายแหล่งน้ำใหม่ โดยสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติงบประมาณประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อให้การประปาส่วนภูมิภาคในจังหวัดเชียงรายนำไปใช้ย้ายแหล่งน้ำ เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2570 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี
ขณะที่พื้นที่การเกษตรมีขนาดใหญ่กว่านั้น แม่น้ำกกถูกนำไปใช้ผลิตข้าวในพื้นที่ประมาณ 50,000 ไร่ ส่วนพื้นที่อำเภอแม่สายใช้น้ำจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกในพื้นที่นาอีกประมาณ 60,000 ไร่ รวมแล้วมากกว่า 100,000 ไร่ ซึ่งปลูกทั้งข้าวนาปีและนาปรัง
หากภาครัฐยอมรับว่าพื้นที่เหล่านี้มีปัญหาจริง จึงต้องตอบให้ได้ว่าจะชดเชยเกษตรกรจำนวนกี่หมื่นราย เป็นเงินเท่าใด ต้องชดเชยนานกี่ปี และจะใช้งบประมาณเท่าใดในการบำบัดฟื้นฟูดิน
ท่าตอนควรเข้าสู่ ‘โหมดเยียวยา’
สำหรับพื้นที่ตำบลท่าตอน ซึ่งตรวจพบผลผลิตทางการเกษตรมีโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน สืบสกุล มองว่า ถึงเวลาที่พื้นที่ต้องเข้าสู่โหมดเยียวยาเกษตรกรและฟื้นฟูดินแล้ว
ในเบื้องต้นควรงดปลูกพืชที่ใช้เป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์ และเปลี่ยนไปปลูกพืชที่มีความสามารถดูดซับโลหะหนักออกจากดิน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีองค์ความรู้ในเรื่องนี้อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูพื้นที่ปลายน้ำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากต้นทางยังปล่อยสารปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำอย่างต่อเนื่อง ทางออกจึงต้องเริ่มจากการยุติแหล่งกำเนิดมลพิษ บางพื้นที่อาจต้องปิดเหมือง โดยเฉพาะเหมืองที่อยู่ติดกับแม่น้ำ ขณะที่บางแห่งอาจต้องปรับปรุงกระบวนการทำเหมืองให้ปลอดภัยขึ้น
เสนอศูนย์ตรวจโลหะหนักเชียงใหม่-เชียงราย ลดเวลารอผลจาก 30 วันเหลือ 3-7 วัน
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือ การเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจหาโลหะหนักในห่วงโซ่อาหาร ด้วยการจัดตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนักประจำจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ตามที่นักวิชาการและภาคประชาชนเรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันตัวอย่างปลา ดิน น้ำเพื่อการเกษตร และผลผลิตทางการเกษตร ต้องถูกส่งไปตรวจที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่การขนส่งตัวอย่าง การตรวจในห้องปฏิบัติการ การประมวลผล และการส่งข้อมูลให้ผู้มีอำนาจพิจารณา ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 วัน ซึ่งถือว่าช้าเกินไปสำหรับวงจรของผลผลิตทางการเกษตร
ตัวอย่างเช่น หากมีแปลงคะน้า 1,000 ไร่ที่กำลังจะเก็บเกี่ยว แต่ต้องรอผลตรวจจากกรุงเทพมหานครนาน 30 วัน เมื่อทราบผล คะน้าก็อาจแก่เกินกว่าจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว
หากมีศูนย์ตรวจโลหะหนักในเชียงใหม่และเชียงราย ระยะเวลารอผลอาจลดลงเหลือประมาณ 3-7 วัน ทำให้สามารถตัดสินใจได้ทันท่วงทีว่า ผลผลิตล็อตใดปลอดภัยและสามารถเก็บเกี่ยวจำหน่ายได้ หรือล็อตใดไม่ปลอดภัย ต้องนำไปกำจัดและเยียวยาเกษตรกร
จาก Farm to Table ถึงคำถามว่า ใครจะหยุดสารพิษก่อนถึงผู้บริโภค
ในระยะยาว ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบและเฝ้าระวังห่วงโซ่อาหารแบบ ‘จากฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร’ หรือ Farm to Table เพื่อคุ้มครองทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค ตั้งแต่การจัดทำแผนที่ความเสี่ยง การเฝ้าระวัง การลดความเสี่ยง การเยียวยา การฟื้นฟู ไปจนถึงการสื่อสารข้อมูลต่อประชาชน
เมื่อมีแผนที่และขอบเขตพื้นที่ชัดเจน ภาครัฐจะสามารถระบุได้ว่าพื้นที่ใดได้รับผลกระทบและมีมาตรการดูแลอย่างไร เกษตรกรจะได้รับการคุ้มครอง ขณะที่ผู้บริโภคก็จะมีข้อมูลเพียงพอที่จะมั่นใจว่าไม่ได้รับความเสี่ยงจากการบริโภคพืชผักที่ผลิตในพื้นที่ปนเปื้อน อีกทั้งยังช่วยจำกัดขอบเขตผลกระทบ ไม่ทำให้สินค้าเกษตรจากพื้นที่อื่นของจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายที่ไม่ได้รับผลกระทบถูกเหมารวมไปด้วย
“เมื่อสารพิษไม่ได้หยุดอยู่เพียงในแม่น้ำ แต่สามารถเคลื่อนผ่านดิน เข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก จากแปลงเกษตรสู่ตลาด และจากตลาดมาถึงโต๊ะอาหาร การรับมือกับปัญหานี้จึงไม่อาจหยุดอยู่เพียงการตรวจว่า ‘พบหรือไม่พบ’ อีกต่อไป แต่ต้องตอบให้ได้ว่า เมื่อพบแล้ว รัฐจะหยุดเส้นทางของสารพิษอย่างไร จะคุ้มครองเกษตรกรอย่างไร และจะทำให้ประชาชนมั่นใจได้อย่างไรว่า อาหารที่อยู่ตรงหน้า คืออาหารที่ปลอดภัยจริง” สืบสกุล กล่าวทิ้งท้าย
วันนี้ คำถามของวิกฤตลุ่มน้ำกกจึงอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า “ในแม่น้ำมีสารพิษมากแค่ไหน” แต่อยู่ที่ว่า เมื่อสารปนเปื้อนเคลื่อนจากสายน้ำ ผ่านตะกอนดิน เข้าสู่พื้นที่เกษตร และถูกตรวจพบในพืชผักที่เป็นอาหารของประชาชนแล้ว รัฐมีระบบใดที่จะหยุดยั้งผลผลิตที่มีความเสี่ยงก่อนเดินทางถึงมือผู้บริโภค
ขณะที่ผลตรวจตลอด 6 เดือนสะท้อนการพบโลหะหนักในพืชหลายชนิดอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ผู้บริโภคยังไม่รู้คือ ผลผลิตเหล่านี้ถูกส่งไปจำหน่ายที่ไหนบ้าง มีสินค้าใดออกจากพื้นที่ไปแล้ว และอาหารที่กำลังเลือกซื้ออยู่ในตลาดวันนี้ มาจากพื้นที่เสี่ยงหรือไม่
เมื่อข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ถูกเชื่อมโยงตั้งแต่แปลงเกษตร ตลาด ไปจนถึงปลายทาง ผู้บริโภคจึงแทบไม่มีโอกาสรู้ด้วยตัวเองว่า อาหารชิ้นไหนปลอดภัย และอาหารชิ้นไหนอาจมีความเสี่ยง ขณะที่เกษตรกรเองก็ต้องเผชิญกับอีกด้านของปัญหา เพราะหากไม่มีระบบจำแนกพื้นที่และมาตรการเยียวยาที่ชัดเจน การเปิดเผยการปนเปื้อนอาจหมายถึงผลผลิตถูกปฏิเสธการรับซื้อ หรือสินค้าเกษตรจากพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบถูกเหมารวมไปด้วย
นี่จึงไม่ใช่โจทย์ที่รัฐจะตอบเพียงว่า “ตรวจพบหรือไม่พบ” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า เมื่อพบแล้วจะทำอย่างไร ใครจะเป็นผู้หยุดสินค้าเสี่ยง ใครจะติดตามว่าสินค้าถูกส่งไปที่ไหน ใครจะเยียวยาเกษตรกร และใครจะรับประกันความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค
ท้ายที่สุด ผู้บริโภคไม่สามารถมองเห็นตะกั่ว แคดเมียม หรือสารหนูด้วยตาเปล่า และไม่สามารถตรวจอาหารทุกจานก่อนรับประทานได้ หน้าที่ในการสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าอาหารปลอดภัย จึงไม่ควรถูกผลักให้เป็นภาระของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว
เมื่อสารพิษข้ามพรมแดนเดินทางมาไกลจนถึงโต๊ะอาหาร ความรับผิดชอบของรัฐก็ไม่ควรหยุดอยู่แค่การตั้งรับ เพราะหากยังไร้ระบบสกัดกั้นที่ชัดเจน สิ่งที่รัฐจะต้องจ่ายในวันหน้า… อาจไม่ใช่แค่งบประมาณเยียวยา แต่คือต้นทุนสุขภาพและชีวิตของประชาชนที่ไม่อาจเรียกคืน


