×
401058

‘The Original 9’ ตำนาน 9 นักสู้ผู้เปิดประตูแห่งความฝันให้แก่นักเทนนิสหญิงทั้งโลก

25.09.2020
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

  • เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 50 ปีของการลงนามสัญญาประวัติศาสตร์ของนักเทนนิสหญิง 9 คนที่เปลี่ยนแปลงชีวิต และวงการเทนนิสหญิงไปตลอดกาล
  • การตัดสินใจครั้งนั้นทำให้พวกเธอได้รับการต่อต้านอย่างหนัก และต้องต่อสู้ถึงขั้นที่นักเทนนิสระดับแชมป์อย่าง บิลลี จีน คิง และคู่หู โรซี คาซาลส์ ต้องไปตีเส้นสนาม ขับรถไปขอร้องบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ และยืนแจกตั๋วเองมาแล้ว
  • เพื่อความเท่าเทียม บิลลี จีน คิง เคยแข่งกับนักเทนนิสชายอย่าง บ็อบบี ริกก์ส มาแล้วและชนะด้วย!

ภาพของ นาโอมิ โอซากะ นักเทนนิสสาวชาวญี่ปุ่นที่สวมหน้ากากซึ่งมีชื่อของเหล่าผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุจากการเหยียดสีผิว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกจำนวน 7 ชื่อตลอดการแข่งขันรายการเทนนิสยูเอสโอเพ่น เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วสร้างความประทับใจให้แก่แฟนๆ เทนนิสทั่วโลก

 

ความกล้าหาญในการแสดงจุดยืนของเธอทำให้โอซากะได้รับการยกย่องอย่างมากว่านอกเหนือจากการเป็นนักเทนนิสที่มีโอกาสจะก้าวขึ้นมาครองอันดับหนึ่งของวงการต่อไปได้อย่างยาวนานในอนาคต เธอยังมีโอกาสที่จะได้รับข้อเสนอดีๆ จากแบรนด์ต่างๆ จากภาพลักษณ์ที่ดีของเธอ ควบคู่ไปกับการเป็น ‘ไอคอน’ ในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมของโลกใบนี้

 

โดยในปีที่ผ่านมาโอซากะเป็นนักกีฬาหญิงที่ได้รับเงินรายได้สูงที่สุดในโลก ตามการเปิดเผยของ Forbes รายได้ตลอดปีที่ผ่านมาของนักเทนนิสวัย 22 ปีรายนี้สูงถึง 37.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีโอกาสที่ตัวเลขจะสูงกว่านี้ได้อีกมาก

 

อย่างไรก็ดี โอซากะหรือแม้แต่นักเทนนิสหญิงคนอื่นๆ จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ มีสถานะทางสังคม และรายได้มากขนาดนี้เลย หากไม่มีคนที่ต่อสู้กรุยทางเพื่อพวกเธอมาก่อน

 

หญิงสาว 9 คนผู้ไม่ยอมก้มหัวให้แก่โชคชะตาที่ผู้ชายกำหนด

 

ภาพ: Houston Post Collection / Houston Metropolitan Research Center / Houston Public Library 

การลงนามครั้งประวัติศาสตร์ของ The Original 9

 

The Original 9

หมุนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับหลังไปในวันที่ 23 กันยายน ปี 1970 

 

ณ ฮุสตัน แร็กเก็ต คลับ – นักเทนนิสหญิงจำนวน 8 คน ซึ่งประกอบไปด้วย วาเลรี ซีเกนฟัสส์,​ บิลลี จีน คิง, แนซี ริชี, พีเชส บาร์ตโควิกซ์, จูดี ดาลตัน, เคอร์รี เมลวิลล์, โรซี คาซาลส์, คริสตี พีเจียน และ จูลี เฮลด์แมน มาตามการนัดหมายแต่ไม่ได้เพื่อลงสนามแข่งขัน พวกเธอมาเพื่อลงนามในสัญญาฉบับหนึ่ง ร่วมกับ กลาดีส เฮลด์แมน เจ้าของนิตยสาร World Tennis ที่มีชื่อเสียงและอิทธิพลในยุคนั้น

 

สัญญาฉบับดังกล่าวเป็นสัญญาในการเป็นนักกีฬาอาชีพในองค์กรเทนนิสใหม่ ที่จะแยกตัวออกมาจากองค์กรเทนนิสเดิมที่ผู้ชายมีอิทธิพลเป็นใหญ่ และกดขี่พวกเธอมากจนเกินไป

 

โดยในยุคนั้นเงินรางวัลของนักเทนนิสหญิงและชายมีความแตกต่างกันมาก ในรายการแปซิฟิก เซาท์เวสต์ ในปี 1970 เงินรางวัลระหว่างชายและหญิงแตกต่างกัน 12:1 โดยที่นักเทนนิสหญิงจะไม่ได้รับการการันตีเงินรางวัลจนกว่าจะผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ

 

ย้อนหลังกลับไป 1 ปีก่อนหน้านั้น จูลี เฮลด์แมน ซึ่งเป็นลูกสาวของกลาดิส คว้าแชมป์อิตาเลียนโอเพ่น รายการที่ถือว่าใหญ่เป็นลำดับที่ 5 ของโลกในขณะนั้น แต่ได้เงินรางวัลเพียงแค่ 800 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

 

สถานการณ์มาถึงจุดที่พวกเธอไม่คิดว่าจะทนอีกต่อไป มันถึงจุดที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ต่อให้จะโดนขู่สารพัดจะขู่แค่ไหนก็จะไม่ยอมทนอีกต่อไป

 

“มันมีความเสี่ยง จริงๆ มันก็เป็นการเดิมพัน” วาเลรี ซีเกนฟัสส์​ ชาวรัฐซานดิเอโกเผย “แต่ในเวลานั้น เราไม่มีอะไรเหลือแล้ว เราแค่รู้สึกว่ามันแย่มาก ดังนั้นถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างใครจะทำ?”

 

ดังนั้น เพื่อเป็นการประท้วง พวกเธอทั้ง 9 คนจึงตัดสินใจบอยคอตการแข่งขันในรายการแปซิฟิก เซาท์เวสต์ เพื่อไปลงแข่งในรายการที่เฮลด์แมน ซึ่งจัดการแข่งขันคู่แข่งที่ชื่อ ฮุสตัน วีเมนส์ อินวิเทชันนัล โดยให้การสนับสนุนทางการเงินในการจัดการแข่งขันที่กลายเป็นรายการทัวร์ในเวลาต่อมา

 

จูลี เฮลด์แมน ลูกสาวของ กลาดิส เฮลด์แมน เจ้าของนิตยสาร World Tennis เป็นหนึ่งใน 9 นักเทนนิสที่ขอยืนหยัดสู้ด้วย

 

สัญญามูลค่า 1 ดอลลาร์

ในการต่อสู้ครั้งนี้ทั้งเหล่านักสู้สาวทั้ง 9 คนยังได้ทำพันธะสัญญาที่งดงามอย่างยิ่ง

 

โดยพวกเธอตกลงจะรับเงินค่าตอบแทนจากการทำสัญญาฉบับประวัติศาสตร์นี้ด้วยเงินจำนวนแค่ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

 

แต่ขึ้นชื่อว่าการต่อสู้ ไม่มีใครกลับมาโดยไม่เจ็บตัว

 

และมากกว่านั้นคือเจ็บใจ

 

“เราถูกแบน (จากการแข่งขันหลัก)” คาซาลส์ เผยถึงเรื่องราวครั้งนั้น “เราโดนดูถูกจากคนอื่น ดังนั้นการต่อสู้ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างมากสำหรับพวกเรา

 

“มันมีคืนที่เรานอนไม่หลับ เรามีการนัดพูดคุยกันมากมาย มีการคุยกันที่เตียงนอนของกลาดีส ในห้องครัว ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นในระหว่างที่เรายังลงแข่ง (ที่ฮุสตัน)”

 

เพราะการต่อสู้นั้นทำให้นักเทนนิสอาชีพอย่างพวกเธอจำเป็นต้องทำทุกอย่าง แม้กระทั่งการตีเส้นสนาม หรือการขับรถไปหาเหล่าบรรณาธิการให้ช่วยนำเสนอเรื่องราวของพวกเธอ 

 

แม้กระทั่งการยืนข้างถนนเพื่อโบกให้รถจอดเพื่อแจกตั๋วก็ทำมาแล้ว

 

“เราขับรถไปหาหนังสือพิมพ์ ไปเจอบรรณาธิการต่างๆ เพื่อขอร้องพวกเขา เราไปโบกรถตามถนนเพื่อแจกตั๋วเข้าชม และยืนแจกลายเซ็นจนกระทั่งไม่มีแฟนๆ คนไหนเหลืออยู่” คาซาลส์ เจ้าของแกรนด์สแลม 12 ครั้งเล่าถึงการต่อสู้ โดยเธอยังเคยตีเส้นในรายการเวอร์จิเนีย สลิมส์ ทัวร์นาเมนต์ ที่โดน บิลลี จีน คิง อำกันเล่นว่าแชมป์อย่างพวกเธอนี่สารพัดประโยชน์จริงๆ

 

เพื่อความเท่าเทียม บิลลี จีน คิง เคยแข่งกับนักเทนนิสชายอย่าง บ็อบบี ริกก์ส มาแล้วและชนะด้วย!

 

ความเท่าเทียมที่แท้จริง

สำหรับหลักการของการต่อสู้ครั้งนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าความเท่าเทียม

 

บิลลี จีน คิง กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของพวกเธอในครั้งนั้นว่า “ประการแรก เด็กหญิงทุกคนที่เกิดขึ้นบนโลก ถ้าพวกเธอเก่งพอก็ต้องมีที่ให้พวกเธอแข่งขัน

 

“ประการที่สอง เราอยากให้ทุกคนชื่นชมในความสามารถของเรา ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก”

 

“ประการที่สาม เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยการเล่นเทนนิส และนั่นคือความฝันของรุ่นเราเพื่อทุกคน”

 

หลังการต่อสู้อย่างอดทน ในที่สุดโลกก็เริ่มตอบรับเสียงของพวกเธอ โดยในปี 1973 รายการเวอร์จิเนีย สลิมส์ เซอร์กิต เปลี่ยนเป็นรายการของสมาคมเทนนิสหญิง (WTA) ซึ่งเปลี่ยนเป็น WTA Tour ในเวลาต่อมา – ซึ่งคิงเคยพบและเอาชนะบ็อบบี ริกก์ส ในเกมการแข่งขันระดับตำนานของโลกที่เรียกขานกันว่า ‘Battle of the Sexes’ 

 

ปี 1973 ยังเป็นปีแรกที่รายการยูเอสโอเพ่น มีการแบ่งเงินรางวัลให้ชายและหญิงเท่ากัน – แม้ว่านักเทนนิสหญิงจะต้องจนถึงปี 2007 กว่าที่รายการระดับแกรนด์สแลมทั้ง 4 (ออสเตรเลียนโอเพ่น, เฟรนช์โอเพ่น, วิมเบิลดัน และยูเอสโอเพ่น) จะให้เงินรางวัลชายและหญิงเท่ากัน

 

การต่อสู้ของพวกเธอที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาในวันนั้น นำมาสู่รอยยิ้มและความเป็นอยู่ที่ดีของนักเทนนิสรุ่นต่อมา

 

เราได้เห็น คริส เอฟเวิร์ต, มาร์ตินา นาฟราติโลวา – ซึ่งเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อทำให้วงการเทนนิสหญิงได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ก่อนจะมาถึงยุคของ เซเรนา วิลเลียมส์ และอีกมากมายที่มีการยกระดับสถานะและการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ

 

จนถึงปัจจุบันที่ความหวังอยู่กับโอซากะ และ โคโค กอฟฟ์ สาวน้อยวัย 16 ปีที่นอกจากจะเก่งกาจอย่างน่าอัศจรรย์ยังกล้าหาญในการจะยืนหยัดต่อสู้ประเด็นปัญหาทางสังคมอย่างการเหยียดสีผิวด้วย

 

“พวกเธอได้ใช้ชีวิตในสิ่งที่พวกเราเคยฝันไว้ และฉันรักสิ่งนี้” คิง กล่าว

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

FYI
  • เกม Battle of the Sexes ในครั้งนั้น บิลลี จีน คิง ในวัย 29 ปี แข่งกับ บ็อบบี ริกก์ส อดีตนักเทนนิสวัย 55 ปีที่มีเดิมพันถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นเกมที่คิง ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงก็สมควรได้รับเงินรางวัลเท่ากับผู้ชาย
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories