ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงต้นปี 2569 กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ แม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ในภาพรวมยังคงเป็นภาวะ ‘ฟื้นตัวแต่เปราะบาง’ เนื่องจากยังไม่สามารถกลับคืนสู่ระดับเดียวกับช่วงเดียวกันของปีก่อนได้อย่างเต็มที่
มรสุมเชิงโครงสร้าง ‘ต้นทุนสูง’ ปะทะ ‘บาทแข็ง’
ข้อมูลจาก ททท. ระบุว่าภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกและโครงสร้างเศรษฐกิจหลายด้าน
- วิกฤตพลังงานและค่าโดยสาร: ราคาน้ำมันดิบโลกที่ทรงตัวในระดับสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเดินทางและราคาบัตรโดยสารเครื่องบิน
- ภูมิรัฐศาสตร์: ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเส้นทางบินและกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul)
- ค่าเงินบาท: ความผันผวนและค่าเงินที่แข็งค่าทำให้ประเทศไทยเริ่มถูกมองว่ามีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง อย่างญี่ปุ่นและเวียดนาม
- พฤติกรรมเปลี่ยน: ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงทำให้คนไทยเลือกท่องเที่ยวแบบระยะสั้นและเน้นความประหยัดมากขึ้น
“การเปลี่ยนประเด็นสื่อสารหลัก จาก ‘ไทยราคาถูก’ เป็น ‘อยู่นานขึ้น คุ้มค่าขึ้น’ จึงเป็นจุดเปลี่ยนเชิงนโยบายที่จำเป็นในช่วงเวลานี้” ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าว
เจาะลึกตัวเลขและเป้าหมายใหม่ปี 2569
จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุด ททท.ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยเสี่ยง
- นักท่องเที่ยวต่างชาติ: คาดการณ์ที่ 30-34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมาย 18%
- นักท่องเที่ยวไทย: คาดการณ์ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลง 3% จากเป้าหมาย
- รายได้รวม: คาดว่าจะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวรวมราว 2.58 ล้านล้านบาท
- ประสิทธิภาพการเข้าพัก: อัตราการเข้าพักโรงแรมเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 62% โดยกรุงเทพฯ ยังคงสูงสุดที่ 66%

เปิด 5 ยุทธศาสตร์ พลิกเกมด้วย ‘Value over Volume’
ฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มถึงแนวทางรับมือผ่าน 5 มาตรการหลัก เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมจากการเน้นปริมาณสู่การสร้าง ‘คุณค่าทางเศรษฐกิจ’ ดังนี้
- ลดความตื่นตระหนกและลดต้นทุน
ยุทธศาสตร์นี้ มุ่งป้องกันไม่ให้มาตรการด้านพลังงานทำให้การท่องเที่ยวชะงักงัน พร้อมดันโครงการ Thailand Summer Blast เพื่อลดต้นทุนการบินต่อเนื่องจนถึงกรกฎาคม 2569
- เสริมความเชื่อมั่นและขยายเวลาพำนัก ด้วยการอำนวยความสะดวกด้านการต่ออายุวีซ่าและจัดโปรโมชัน ‘มาตรการขยายระยะเวลาพำนัก’ เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยู่ในไทยนานขึ้น
- ผลักดัน ‘Peace Tourism’ เพื่อสนับสนุนการเดินทางระยะไกลที่ก่อให้เกิดมูลค่าสูง เน้นกลุ่มที่มีศักยภาพการใช้จ่าย เช่น Digital Nomad และ Wellness
- กระจายรายได้สู่เมืองรองด้วย ‘Community Plus’ ททท.จะเน้นพัฒนาเมืองรองเป็น ‘แพ็กเกจประสบการณ์สำเร็จรูป’ และส่งเสริมการเดินทางแบบ Carpool เพื่อประหยัดพลังงาน
- สร้างความยั่งยืนบนฐานคุณภาพ ผ่านการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและแหล่งพำนัก โดยเฉพาะกลุ่ม Health & Wellness เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว
“มาตรการทั้ง 5 ประการดังกล่าว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐและภาคเอกชน
ในการบูรณาการความร่วมมือเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ เพื่อบริหารจัดการกับความท้าทายจากสถานการณ์ด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย โดยยึดหลักการรักษาเสถียรภาพ ความเชื่อมั่น และความต่อเนื่องของกิจกรรมการเดินทาง ควบคู่กับการกำหนดมาตรการเชิงรุกในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพธุรกิจของผู้ประกอบการ
ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ สมดุล และยั่งยืน พร้อมรองรับความผันผวนในอนาคต และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ททท. ได้จัดตั้ง ‘คณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน’ เพื่อทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ ประเมินผลกระทบ ขับเคลื่อน กำกับ และติดตามการดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่องซึ่งจะเป็นการวางฐานเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการฟื้นตัวเชิงปริมาณไปสู่การฟื้นตัวเชิงคุณภาพ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาวต่อไป” ฐาปนีย์ กล่าวสรุป

