ตำแหน่งของ ‘ประเทศไทย’ ในดัชนีสำคัญๆ ระดับโลก ‘ลดลง’ แทบทุกด้านในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น ดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชัน (Corruption perceptions Index: CPI) ที่มีอันดับตกลงอย่างมีนัยสำคัญ มาอยู่ที่ 116 จาก 181 (จากเดิมเคยอยู่ที่ 76/167)
ขณะที่ด้านการศึกษา (PISA) ไทยร่วงลงมาอยู่ที่ 63 จาก 80 ประเทศ (จากเดิม 56/102) แสดงให้เห็นว่าคุณภาพการศึกษาไทยถดถอยลงเมื่อเทียบกับโลก เช่นเดียวกับดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) และประสิทธิผลรัฐบาล (Government Effectiveness Index) ที่อันดับตกลง รวมถึงดัชนีบำนาญ (Global Pension Index) ที่อยู่รั้งท้ายต่อเนื่อง สะท้อนความไม่พร้อมในการรองรับสังคมสูงวัย
โดยตำแหน่งของไทยที่อยู่ตรงกลางๆ ค่อนท้าย ตรงข้ามกับประเทศที่ติดอันดับ Top 10 ในดัชนีต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ สวีเดน และไอซ์แลนด์ นอกจากนี้ ประเทศที่ติดอันดับ Top 10 ก็มักปรากฏชื่อซ้ำๆ ของเกือบทุกดัชนี
ขณะที่ สิงคโปร์ถือเป็นตัวแทนเอเชียในเวทีโลก เหตุติดอันดับ Top 10 ในหลายด้านพร้อมกัน ทั้งรายได้ต่อหัว เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ขีดความสามารถในการแข่งขัน การรับรู้การทุจริต PISA และประสิทธิผลของรัฐบาล เป็นต้น
ภาวะอันดับถดถอยตอกย้ำไทยเจอ ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ ไม่ใช่วัฏจักรขาลงชั่วคราว
ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) มองว่า ภาวะที่อันดับของประเทศไทยในดัชนีต่างๆ ลดลงสะท้อนว่า ไทยอาจไม่ได้เผชิญแค่ภาวะวัฏจักรเศรษฐกิจขาลงชั่วคราว แต่ภาวะเช่นนี้กำลังตอกย้ำว่า ไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง
“การที่อันดับไทยลดลงในหลายมิติ ไม่ใช่แค่ดัชนีเดียว อาจสะท้อนว่า เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ตัวอย่างเช่น ถ้าลดลงแค่ดัชนีเดียว อาจตีความได้ว่า อาจเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจหรือปัจจัยเฉพาะ” ณัฐพรกล่าว
ณัฐพรยังระบุอีกว่า ‘การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว’ เป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติพิจารณา แต่เมื่อไทยเจอปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้มองไปในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยคงโตไม่สูงต่อไปเรื่อยๆ จึงอาจทำให้นักลงทุนตัดสินใจเลือกไปลงทุนในประเทศอื่นแทนไทย โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตก็อาจจะหายไปจากปัญหาดังกล่าว
“ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติสนใจว่า การเติบโตระยะยาว (Long-term Growth) ของประเทศไทยว่า จะมาจากอะไร จะไปในทิศทางไหน เราก็พูดกันไปเยอะแล้วว่า (เศรษฐกิจไทย) จะโตแบบได้ประมาณ 2% ไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า ถ้าไม่มีการปฏิรูป ดังนั้น สิ่งนี้จึงเป็น Key Message ที่ต่างชาติรับรู้กัน” ณัฐพรกล่าว
วิเคราะห์สาเหตุทำไม อันดับไทยลดลงแทบทุกดัชนี
ด้านดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวว่า ภาวะที่ประเทศไทยมีอันดับลดลงในแทบทุกด้านนับเป็นสัญญาณเตือน (Trigger point) ว่าไทยถึง ‘จุดเปลี่ยน’ แล้ว พร้อมมองว่า สาเหตุที่ทำให้ไทยถึงจุดนี้มาจาก ‘แผลเก่า’ อย่างปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไทยสะสมมานานและยังแก้ไม่ได้ นอกจากนี้ยังเผชิญ ‘แผลใหม่’ จากโควิด-19 ที่ทำให้หลายภาคส่วนของเศรษฐกิจที่ไม่ได้อ่อนแอมากกลับอ่อนแอลง
“ภาคส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจไทยถูกผลกระทบจากโควิด แล้วก็ยังไม่สามารถกลับไปมีความเข้มแข็งเหมือนเดิมได้ ทำให้เรารู้สึกว่า ปัญหาโครงสร้างที่มีอยู่ บวกกับแผลเป็นที่ยังไม่หายจากโควิด ทำให้ปัญหาต่างๆ ออกอาการพร้อมกัน” ดร.ฐิติมากล่าว
ห่วงกบไทยถูกทิ้งในหม้อ แต่กบเพื่อนบ้านกำลังกระโดดออก
ดร.ฐิติมา กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ มีหลายคนเปรียบเทียบภาวะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญคือ ‘ต้มกบ’ กล่าวคือ เดิมทีไทยอยู่อันดับกลางๆ ในดัชนีต่างๆ ใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน เปรียบเสมือนกบที่อยู่ในหม้อต้มด้วยกัน แต่ปัจจุบันกบเพื่อนบ้านมีการปรับตัวและพัฒนาดีขึ้น ‘กระโดดออกจากหม้อ’ ในขณะที่ไทยยังย่ำอยู่กับที่หรือถดถอยลง ทำให้ช่องว่าง (Gap) ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านห่างขึ้นเรื่อยๆ
ระวัง! ไทยติดกับ ‘วงจรร้าย’ หาทางออกไม่ได้
ดร.ฐิติมา ยังมองว่า ผลกระทบจากภาวะที่ตัวชี้วัดต่างๆ ของไทยลดลงแทบทุกมิติเช่นนี้ รวมไปถึงด้านนิติธรรมและภาครัฐ ไม่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจหรือประชาชนทำมาหากินได้ จึงย่อมทำให้ผู้คนหมดหวัง มีความคิดอยากย้ายประเทศ หรือส่งลูกหลานไปเรียนต่อต่างประเทศ ย่อมทำให้ทรัพยากรและเงินทุนก็ไหลออกประเทศไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่า
ดร.ฐิติมา กล่าวต่อว่า ภาวะเช่นนี้คล้ายกับ ‘วงจรร้าย’ (Vicious Cycle) เนื่องจากเมื่อคนเก่งและเงินทุนไหลออก ประเทศก็ยิ่งขาดศักยภาพในการพัฒนา ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจยิ่งแย่ลง และวนกลับไปทำให้คนยิ่งหมดหวังวนไปมากขึ้นเรื่อยๆ
KResearch แนะเริ่มแก้จาก ‘สาเหตุ’ หรือปัญหารากฐาน
ณัฐพรกล่าวต่อว่า การทำให้อันดับของประเทศไทยดีขึ้นในทุกๆ ด้านพร้อมกันอาจจะเป็นงานใหญ่และยาก ดังนั้น อาจจะต้องมุ่งเน้นแก้ปัญหาที่เป็นต้นตอที่นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ก่อน อย่างเช่น การศึกษา และความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) นอกจากนี้ ยังต้องเร่งปรับโครงสร้างผ่านการสร้างโมเดลการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่
“การปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจสามารถทำได้ผ่านการสร้างโมเดลการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ๆ เพื่อทำให้การเติบโตสูงขึ้น อย่างเช่น อาจจะมีอุตสาหกรรมใหม่เป็นตัวดัน GDP Growth ในระยะข้างหน้า”
SCB EIC ชี้ ‘การปฏิรูป’ ต้องเป็นวาระแห่งชาติ
ด้านดร.ฐิติมาแนะว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ สร้างพิมพ์เขียว (Blueprint) ของประเทศเพื่อกำหนดว่า ในระยะข้างหน้าประเทศไทยควรไปทางไหน นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรกำหนดประเด็นเรื่อง ‘การปฏิรูป’ ให้เป็นวาระแห่งชาติ
โดยดร.ฐิติมาอธิบายต่อว่า “พรรคภูมิใจ ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็มีนโยบาย 10 พลัส ซึ่งมีทั้งนโยบายระยะสั้นและยาวแล้ว นอกจากนี้ ปัจจุบัน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ก็อยู่ระหว่างร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ตอนนี้จึงถือเป็นจังหวะดีที่รัฐบาลจะรวมแผนเหล่านี้ให้เป็นแผนเดียวกัน ท่ามกลางแรงกดดันที่ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2030 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
“ด้วยภาวะเหล่านี้ เส้นทางเดียวกันของทุกหน่วยในสังคม คือ ‘การปฏิรูป’ ดังนั้น จึงเป็นจังหวะดีที่ไทยจะยกประเด็นการปฏิรูปนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda)” ดร.ฐิติมากล่าว
นอกจากนี้ ดร.ฐิติมายังมองว่า การปฏิรูปประเทศสามารถมุ่งเป้าเลือกทำเป็นด้านๆ ได้ (prioritize) โดยเรื่องเร่งด่วนและสร้างผลกระทบสูง (Impactful) ที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือ การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและการปลดล็อกกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่ออำนวยให้ภาคเอกชนธุรกิจและประชาชนปรับตัวได้รวดเร็วขึ้น
สรุปกลุ่มดัชนีที่ตำแหน่งประเทศไทย ‘ดีขึ้น’ จาก 10 กว่าปีก่อน ได้แก่
- สัมประสิทธิ์ความเสมอภาค (GINI Index): อันดับไทยดีขึ้นมาอยู่ 42 จาก 169 ประเทศ (อยู่ระดับค่อนไปทางดี Top 25%) จากเดิมอันดับ 52 จาก 78 เมื่อปี 2008
- ดัชนีความเป็นประชาธิปไตย (Democracy Matrix) อันดับไทยดีขึ้นในแง่ตัวเลขอันดับ มาอยู่ 68 จาก 286 ประเทศหรือเขตปกครอง (อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางดี) จากเดิมอันดับ 93 จาก 167 เมื่อปี 2014
- ดัชนีรัฐเปราะบาง (Fragile state index) อันดับไทยดีขึ้นมาอยู่ 83 จาก 179 ประเทศ (อยู่ระดับกลาง) จากเดิมอันดับ 99 จาก 178 เมื่อปี 2014
กลุ่มดัชนีที่ตำแหน่งประเทศไทย ‘แย่ลง’ จาก 10 กว่าปีก่อน ได้แก่
- รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per Capita): อันดับไทยแย่ลงเล็กน้อยโดยอยู่ที่ 120 จาก 218 ประเทศ (อยู่ในระดับกลางของโลก) จากเดิมอันดับ 118 จาก 213 เมื่อปี 2013
- ดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Freedom): อันดับไทยลดลง โดยอยู่ที่ 82 จาก 184 ประเทศ (ระดับกลางๆ) จากเดิมอันดับ 75 จาก 178 เมื่อปี 2015
- ดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขัน (Global Competitiveness Index): อันดับไทยแย่ลงเล็กน้อยโดยอยู่ที่ 30 จาก 69 (อยู่ในระดับกลางๆ) จากเดิมอันดับ 29 จาก 60 เมื่อปี 2015
- ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perception Index): อันดับไทยแย่ลงอย่างมาก โดยอยู่ที่ 116 จาก 181 ประเทศ (อยู่ระดับค่อนมาต่ำกว่ากึ่งกลางอย่างชัดเจน) จากเดิมอันดับ 76 จาก 167 เมื่อปี 2015
- โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment:PISA): อันดับไทยลดลง โดยอยู่ที่ 63 จาก 80 ประเทศ (อยู่ระดับค่อนไประดับท้ายของกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมทดสอบ) จากเดิมอันดับ 56 จาก 102 เมื่อปี 2015
- ดัชนีนิติธรรม (Rule of Law Index): อันดับไทยแย่ลง โดยอยู่ที่ 77 จาก 143 ประเทศ (อยู่ในระดับกลางๆ) จากเดิมอันดับ 54 จาก 102 เมื่อปี 2015
- ดัชนีประสิทธิผลของรัฐบาล (Government Effectiveness Index): อันดับไทยแย่ลง โดยอยู่ที่ 77 จาก 193 ประเทศ (อยู่ในระดับกลางๆ) จากเดิมอันดับ 66 จาก 100 เมื่อปี 2014
- ดัชนีบำนาญ (Mercer Global Pension Index 2025): อันดับไทยลดลง โดยอยู่ที่ 48 จาก 52 ประเทศ (กลุ่มรั้งท้าย) จากเดิมอันดับ 43 จาก 43 เมื่อปี 2021



