วันนี้ (4 กรกฎาคม) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยระบุว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันครั้งใหม่ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือศักยภาพการผลิต แต่กำลังแข่งขันกันในด้านความสามารถในการผลิตไฟฟ้าสะอาด
เนื่องจากพลังงานสะอาดได้กลายเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน การส่งออก และการสร้างงาน รัฐบาลจึงเร่งดำเนินการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แนวโน้มพลังงานโลก สู่ยุคไฟฟ้าสะอาดเต็มรูปแบบ ข้อมูลจากรายงานทบทวนสถิติโลกด้านพลังงาน (Statistical Review of World Energy) ฉบับล่าสุดของสถาบันพลังงาน (Energy Institute) บ่งชี้ว่า ในปี พ.ศ. 2568 พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวมกัน ได้กลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่เพิ่มเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของโลกมากที่สุดเป็นครั้งแรก
ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังการผลิตใหม่ส่วนใหญ่ล้วนมาจากพลังงานคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 18.3 ภายในปีเดียว ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนอย่างชัดเจนว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคไฟฟ้าสะอาด
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นหัวใจสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อุตสาหกรรมยุคใหม่ อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมอาหาร และภาคการส่งออก ล้วนต้องการพลังงานไฟฟ้าที่มีความมั่นคง มีต้นทุนที่เหมาะสม และสอดคล้องกับมาตรฐานการลดการปล่อยคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก หากประเทศไทยไม่เตรียมความพร้อม อาจส่งผลให้สูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนและขยายตลาดส่งออกในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประกอบด้วย:
- การส่งเสริมและขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน
- การผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชนอย่างจริงจัง
- การสนับสนุนอุตสาหกรรมและการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
- การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบกักเก็บพลังงาน
- การนำเงินตามพระราชกำหนดกู้เงินด้านพลังงาน มาสนับสนุนโครงการที่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างชัดเจน
รัฐบาลกำลังเดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด แต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาระบบสายส่งอัจฉริยะ การจัดตั้งสถานีชาร์จและโครงสร้างรองรับยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีการบริหารจัดการพลังงาน เพื่อสร้างระบบไฟฟ้าที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ
“รัฐบาลต้องการให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ประชาชนสามารถเริ่มต้นจากการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนเพื่อลดค่าไฟ ชุมชนสามารถพัฒนาระบบพลังงานของตนเอง ภาคธุรกิจสามารถลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานการผลิต ขณะที่ภาครัฐจะเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบพลังงานที่มั่นคง ทันสมัย และแข่งขันได้ในระยะยาว” รัชดา กล่าว
รัชดา ได้กล่าวย้ำถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ว่า โลกไม่ได้กำลังจะเปลี่ยนในอีกสิบปีข้างหน้า แต่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ในขณะนี้ ประเทศที่สามารถเตรียมระบบไฟฟ้าสะอาดได้ก่อน จะเป็นประเทศที่ดึงดูดการลงทุน สร้างงาน และมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน รัฐบาลจึงต้องเร่งปรับโครงสร้างพลังงานตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับคนไทย


