THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่ จ.ชลบุรี กับนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อชม บริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้พัฒนานวัตกรรมการผลิตสารแต่ง กลิ่นรสจากวัตถุดิบทางการเกษตร และสร้างสูตรจำลองกลิ่นตามที่ต้องการ (Bio Re-engineering)
ประเด็นสำคัญ
- พลิกวิกฤตเป็นโอกาสรับ ‘ระเบียบโลกใหม่’ ชี้ไทย คือ ‘เซฟโซน’
- โลกกำลังแข่งขัน 4 เรื่อง
- เร่ง 3 เรื่อง ชงรัฐบาลใหม่
- Work Visa ดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก
- ชู Thailand FastPass เร่งเครื่องลงทุน ปลดล็อกไฟฟ้า-ที่ดิน ไฟเขียวเมกะโปรเจ็กต์ค้างท่อ
- ไทยมีเสน่ห์และจุดแข็ง
- หนุนผู้ประกอบการไทย มุ่งสู่อุตฯ ยุคใหม่ ดันเม็ดเงินลงทุนปีพุ่ง 86%
โดยบริษัทได้รับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในการวิจัยและพัฒนา และการผลิตสารเติมแต่งกลิ่นรส จนเติบโต นำไปสู่การร่วมลงทุนและเป็นบริษัท โดห์เลอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ‘Döhler’ โดยพัฒนาโรงงานในประเทศไทย ให้เป็นฐานการผลิตและศูนย์วิจัยและพัฒนาสู่ตลาดโลก
ระหว่างการลงพื้นที่ นฤตม์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง สงครามซึ่งเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก และทวีความตึงเครียดในขณะนี้ กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก

ขณะเดียวกัน ยังเริ่มปรากฏสัญญาณว่า วัตถุดิบบางประเภทอาจเผชิญภาวะขาดแคลน หรือมีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและภาคการผลิตทั่วโลก
“ตอนนี้สถานการณ์สงคราม กระทบธุรกิจอยู่ 2 เรื่องสำคัญ คือ ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น กับความเสี่ยงที่วัตถุดิบบางประเภท จะเริ่มขาดแคลนหรือราคาพุ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมแผนรับมือ”
พลิกวิกฤตเป็นโอกาสรับ ‘ระเบียบโลกใหม่’ ชี้ไทย คือ ‘เซฟโซน’
ในมิติของการลงทุน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ระยะสั้น แต่เป็นผลต่อเนื่องจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-Economic) ที่สะสมมาอย่างยาวนาน
“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกใหม่ (New World Order) และจะอยู่กับระบบเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนไปอีกยาว ทำให้บริษัททั่วโลกต้องมองหาแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพ ปลอดภัย และสามารถรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจได้” นฤตม์ กล่าว
จึงเริ่มเห็นนักลงทุนทั่วโลกเริ่มปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยหันมามองหาแหล่งลงทุนที่มีความมั่นคง ปลอดภัย ซึ่งไทยคือเซฟโซน และสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของห่วงโซ่การผลิต
ในอีกด้าน กลับกลายเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะและความสามารถสูงเข้ามาทำงานในประเทศ เนื่องจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายทั้งเงินทุนและแรงงานฝีมือไปยังประเทศที่มีเสถียรภาพมากกว่า
โดยไทยเองก็มีนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่กำลังเดินหน้าทั้งการยกระดับอุตสาหกรรมเดิม และ การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่กัน โดยอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ภาคเกษตรและอาหาร การแพทย์ และการท่องเที่ยว จะได้รับการยกระดับให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ไทยยังให้ความสำคัญกับการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเริ่มเห็นความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ อุตสาหกรรมไบโอ เช่น ไบโอพลาสติก ไบโอแมททีเรียล ไบโอชีวภาพ (Biofuel), อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่, อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
รวมถึง อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และภาคบริการมูลค่าสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค
“วันนี้ทุกคนยอมรับว่าไทยคือฐานการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของโลกที่อยู่นอกประเทศจีน”
โลกกำลังแข่งขัน 4 เรื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน แต่ยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ระบบพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ และการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ
“โลกกำลังเข้าสู่การแข่งขันทางเทคโนโลยีและทรัพยากรที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันใน 4 เรื่องสำคัญ คือ พลังงาน แร่หายาก ชิป และ AI ประเทศไหนมีความสามารถใน 4 เรื่องนี้ จะเป็นผู้ชนะในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่”
แม้ว่าประเทศไทยจะต้องแข่งขันกับหลายประเทศในภูมิภาค เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
“แต่จากสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนจำนวนมากยังคงมองหาประเทศที่มีเสถียรภาพ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคง ไทยยังคงมีโอกาสสำคัญในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน ศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค และใช้จังหวะของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ในการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”
เร่ง 3 เรื่อง ชงรัฐบาลใหม่
นฤตม์ เปิดเผยว่า บีโอไอกำลังเตรียมเสนอวาระสำคัญต่อ รัฐบาลและคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อรักษาโมเมนตัมการดึงดูดการลงทุน โดยมีประเด็นเร่งด่วนหลายด้าน
- เดินหน้ามาตรการ EV ต่อเนื่อง โดยบีโอไอเตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (บอร์ด EV) ชุดใหม่ใน 3 ประเด็น คือ การสร้างความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุน EV ทุก Segment, มาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการส่งเสริม Localization
- ยุทธศาสตร์ Semiconductor ฉบับสมบูรณ์ เพื่อเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งสร้าง Ecosystem ครบวงจร ในระยะใกล้จะมีบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม เช่น Analog Devices เตรียมเปิดศูนย์ออกแบบ (Design Center) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเร็วๆนี้ รวมถึง Infineon Technologies บริษัทชิป ซึ่งกำลังก่อสร้างโรงงานและคาดว่าจะแล้วเสร็จใน ไตรมาส 3
- พลังงานสะอาด รองรับ Data Center โดยเตรียมเสนอหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) ต่อ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยตั้งเป้ารองรับกำลังผลิตไฟฟ้าสีเขียว ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์
Work Visa ดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก
นฤตม์ กล่าวว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือการดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก โดยบีโอไอกำลังพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบหลายด้าน เช่น การปลดล็อกการรายงานตัว 90 วัน สำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง และการพิจารณาเปลี่ยนจาก Work Permit เป็น Work Visa
ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานในประเทศไทย ในด้านการพัฒนาบุคลากร บีโอไอตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้าน Semiconductor จำนวน 80,000 คน ภายใน 5 ปี
โดยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ปัจจุบันมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ Upskill เกือบ 200,000 คน จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 100,000 คน”
ชู Thailand FastPass เร่งเครื่องลงทุน ปลดล็อกไฟฟ้า-ที่ดิน ไฟเขียวเมกะโปรเจ็กต์ค้างท่อ
นฤตม์ ระบุอีกว่า รัฐบาลได้เร่งรัดการลงทุนผ่านระบบ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลัก ที่นักลงทุนให้ความสำคัญ ได้แก่ ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด และการจัดหาพื้นที่ลงทุน
โดยโครงการที่ได้รับคัดเลือกให้รับบัตร Thailand FastPass ในเฟสแรก 16 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 1.7 แสนล้านบาท ทั้งหมดได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว
มี 7 โครงการได้มายื่นขอออกบัตรส่งเสริมเรียบร้อยแล้ว และมี 4 โครงการที่ได้รับใบอนุญาตหรือการอนุมัติจากหน่วยงานพันธมิตรแล้ว ในส่วนที่เหลือ บีโอไอกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด
สำหรับความคืบหน้าของการติดตามโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติช่วงปี 2566-2568 จำนวน 78 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มี 35 โครงการ มูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท สามารถเริ่มลงทุนได้แล้ว และมี 30 โครงการ มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท มีแผนเริ่มลงทุนชัดเจนในปี 2569-2570
ขณะที่อีก 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ยังมีประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ทั้งเรื่องไฟฟ้า ที่ดิน และใบอนุญาตต่าง ๆ โดยคาดว่าหากแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ จะทำให้เกิดการลงทุนจริงของโครงการในกลุ่มนี้อีกประมาณ 3.5 แสนล้านบาทภายในปี 2570
“ภายใต้สงคราม มีทั้งความเสี่ยงและโอกาสความขัดแย้งในโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ทำให้บริษัทข้ามชาติหลายแห่งต้องปรับแผนลงทุนประเทศไทยมีโอกาสดึงการลงทุนเหล่านี้เข้ามา หากสามารถพัฒนาคน Supply Chain ให้แข็งแรง เพราะสองสิ่งนี้จะทำให้บริษัทที่เข้ามา ปักหลักอยู่กับไทยระยะยาว”
โดยที่ผ่านมาจะเห็นโอกาสจากการย้ายฐานธุรกิจ มีข้อมูลว่า นักธุรกิจในฮ่องกงกว่า 73% มีแผนลงทุนในอาเซียน และประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ แต่ต้นทุนในสิงคโปร์และฮ่องกงสูงมาก ทำให้ไทยมีโอกาสดึงธุรกิจบริการมูลค่าสูง เช่น Financial Services Logistics Services
ไทยมีเสน่ห์และจุดแข็ง
นอกจากนี้ ไทยมีเสน่ห์และจุดแข็งด้านสุขภาพและ Wellness ประเทศไทยมีโอกาสเป็น Health Care Hub ของภูมิภาค โดยครอบคลุมทั้ง Wellness (การดูแลสุขภาพ) Sickness (การรักษาโรค) แต่ต้องเตรียมบุคลากร เช่น แพทย์และพยาบาลให้เพียงพอ
“ประเทศไทยไม่ได้แข่งขันแค่กับเวียดนามเท่านั้น แต่รวมถึง มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ทุกประเทศต้องการดึง โครงการลงทุนขนาดใหญ่เหมือนกัน”
ดังนั้นหน่วยงานด้านการลงทุนจึงต้องทำงานแบบ การแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อดึงโครงการเข้าประเทศให้ได้
หนุนผู้ประกอบการไทย มุ่งสู่อุตฯ ยุคใหม่ ดันเม็ดเงินลงทุนปีพุ่ง 86%
นฤตม์ กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกเหนือจากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมากแล้ว ผู้ประกอบการไทยก็มีบทบาทสำคัญ ในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมาก มีจำนวน 1,170 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 676,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86%

