×

หุ้น ‘ไทย vs. เวียดนาม’ ตลาดไหนน่าสนใจกว่ากันในปี 2021

18.01.2021
  • LOADING...
หุ้น ‘ไทย vs. เวียดนาม’ ตลาดไหนน่าสนใจกว่ากันในปี 2021

โลกของการลงทุนที่เปิดกว้างมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้นักลงทุนต่างเสาะหาโอกาสทางการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในประเทศ และพร้อมที่จะกระโจนเข้าใส่โอกาสที่โผล่เข้ามาอยู่ตลอดเวลา 

 

สำหรับตลาดหุ้นเวียดนามก็น่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกของนักลงทุนไทย โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยที่ตั้งของประเทศซึ่งอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ขณะเดียวกันผู้ให้บริการการลงทุนต่างก็หันมาให้ความสนใจ และให้บริการข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนเพิ่มมากขึ้น 

 

แม้ว่าตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเวียดนามจะมีความแตกต่างกันในหลากหลายมิติ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ตลาดหุ้นไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม MSCI Emerging Markets ขณะที่ตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ในกลุ่ม MSCI Frontier Markets 

 

โดยปัจจุบันดัชนี MSCI Thailand ประกอบไปด้วยหุ้นที่ถูกคัดเลือกเข้ามา 43 บริษัท คิดเป็นมูลค่ารวมกัน 1.43 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.29 ล้านล้านบาท ขณะที่ดัชนี MSCI Vietnam ประกอบไปด้วยหุ้น 17 บริษัท คิดเป็นมูลค่ารวม 2.19 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.57 แสนล้านบาท 

 

 

หรือหากมองในภาพใหญ่อย่างขนาดของเศรษฐกิจ GDP ของไทยน่าจะยังมากกว่าเวียดนามประมาณ 1 เท่าตัว อยู่ที่ 5.28 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนของเวียดนามน่าจะอยู่ที่ 2.60 แสนล้านดอลลาร์ สำหรับปี 2563 ที่ผ่านมา จากการคาดการณ์ของ Trading Economics 

 

ส่วนแนวโน้มการเติบโตสำหรับปี 2564 World Bank คาดการณ์ว่า GDP ของเวียดนามจะเติบโตได้ 6.7% ขณะที่ GDP ของไทยถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโต 4% 

 

ในมุมของตลาดหุ้น หากอิงจากโครงสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมของไทย และเวียดนามอิงจาก MSCI ก็ค่อนข้างจะแตกต่างกัน สำหรับตลาดหุ้นไทย กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก 3 อันดับแรก ได้แก่ พลังงาน 15.8% การเงิน 13.1% และสินค้าจำเป็น 12.9% 

 

ส่วนตลาดหุ้นเวียดนาม ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ 41.7% สินค้าจำเป็น 26.4% และวัสดุอุปกรณ์ 13.3% 

 

ทั้งนี้ หากมองผลตอบแทนจากการลงทุนของทั้งตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเวียดนาม ในมุมของดัชนี MSCI เมื่อปีก่อน MSCI Thailand -11.7% สวนทางกับ MSCI Vietnam ซึ่ง +14.9% 

 

อย่างไรก็ดี สำหรับนักลงทุนที่เลือกลงทุนผ่านกองทุนรวม อาจจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด เมื่อพิจารณาจากผลตอบแทนของกองทุนไทยที่สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดในตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเวียดนาม

 

สำหรับกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นไทยและสร้างผลตอบแทนสูงสุด คือ กองทุนเปิด ทิสโก้ สแตรทิจิก ฟันด์ (TSF) ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา +26.17% และหากมองเฉพาะปี 2563 สร้างผลตอบแทน +18.30% 

 

ขณะที่กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามและสร้างผลตอบแทนสูงสุด คือ กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ (PRINCIPAL VNEQ) ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทน +33.04% ส่วนปี 2563 ผลตอบแทน +20.80% 

 

วิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.พรินซิเพิล ระบุผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตั้งแต่เปิดปี 2564 กองทุนที่ลูกค้าถามถึงมากที่สุด คือ PRINCIPAL VNEQ เพราะเพียงสองสัปดาห์แรกของปี สร้างผลตอบแทน +10% และ 1 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทน +34% ทำผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี และ 3 ปี สูงสุดเทียบกับกองทุนในกลุ่มเดียวกัน และร้อนแรงใกล้เคียงกับตลาดหุ้นจีน 

 

เหตุผลหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง คือ 

 

  1. เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วมาก เมื่อปี 2563 GDP +2% ขณะที่ประเทศอื่นๆ ติดลบ และปีนี้คาดว่าจะ +7% 

 

  1. ตลาดเวียดนามกลายเป็นตลาดที่มีสัดส่วนมากที่สุดในดัชนี MSCI Frontier Index แทนที่ตลาดหุ้นคูเวต ซึ่งย้ายเข้าไปอยู่ในกลุ่ม MSCI Emerging Market ทำให้มีน้ำหนักในดัชนีเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จะส่งผลให้ Fund Flow ไหลเข้ามาก 

 

  1. นักลงทุนรายย่อยกลับมาคึกคักมากขึ้น สังเกตได้จากจำนวนบัญชีซื้อขายหุ้นเปิดใหม่ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น และยังมีกองทุน ETF รายใหม่เข้ามาสร้างความคึกคัก 

 

 

ณัฐชาติ เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่า ตลาดหุ้นเวียดนามได้แรงหนุนจาก Fund Flow ที่จะไหลเข้าหลังจากเวียดนามขึ้นมามีสัดส่วนในดัชนี MSCI Frontier มากที่สุด ซึ่งการปรับพอร์ตของกองทุนต่างๆ จะต่อเนื่องจนถึงปีนี้ ทำให้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นเวียดนาม (VN Index) ปรับตัวขึ้นได้โดดเด่น (9-10% จากปีก่อน)

 

นอกจากนี้ เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่มาก และสามารถฟื้นตัวได้เร็ว ทำให้ตลาดหุ้นค่อนข้างจะโดดเด่น (Outperform) จากตลาดอื่นในภูมิภาค ขณะที่การเติบโตของ GDP ปีนี้ Consensus คาดไว้ที่ระดับ +7.6% ทั้งๆ ที่ปีก่อน (+2.9%) ถือว่ามีฐานที่สูงเมื่อเทียบกับไทย 

 

ส่วน GDP ของไทย ล่าสุดถูกปรับคาดการณ์ลงมาต่ำกว่า 3% แม้ว่าปีก่อนจะฐานต่ำมาก โดยคาดว่าจะติดลบ 6-7% ในมุมของ Valuation ปัจจุบัน VN Index ซื้อขายที่ P/E 15.9 เท่า ส่วน SET Index ซื้อขายที่ P/E 20 เท่า 

 

“จากข้อมูลเหล่านี้ ค่อนข้างชัดเจนว่าความน่าสนใจระหว่างไทยและเวียดนามในปีนี้ ทุกอย่างชี้ไปที่เวียดนาม สอดคล้องกับคำแนะนำที่ผ่านมาของเรา ซึ่งให้น้ำหนักการลงทุนต่างประเทศมากกว่าในประเทศ ซึ่งภาพปีนี้คงจะไม่ต่างจากเดิม คือนักลงทุนยังหาโอกาสจากต่างประเทศได้ดีกว่า โดยตลาดหุ้นเวียดนามซึ่งเป็นเสมือนหนึ่ง Emerging Market ในเอเชีย น่าจะเห็นการเติบโตที่ดีทั้งกำไรและราคาหุ้น”

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories