ดัชนี SET ของหุ้นไทยลุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ทะลุ 1,852 จุด ในปีหน้า หากกำไรบริษัทจดทะเบียนแตะ 117 บาทต่อหุ้น ได้จริงตามประมาณการ ขณะที่ Bank of America (BofA) เผยหุ้นไทยถูกปรับประมาณการกำไรขึ้นแรงสุดในเอเชียในเดือนสิงหาคมนี้
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า บริบทของตลาดหุ้นไทยในเวลานี้อยู่ในสภาพที่ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
“บริบทปัจจุบันของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างดี การเมืองไม่ได้มีปัญหา กำไรไตรมาส 2 ออกมาดีกว่าตลาดคาดอย่างมาก นำไปสู่การปรับประมาณการกำไรขึ้น ทำให้ valuation ไม่ได้ตึงตัว” ณัฐชาตกล่าว
ส่วนบริบทต่างประเทศ เขามองว่าหากมีความชัดเจนหรือการการันตีว่าอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัว ก็จะทำให้ตลาดอยู่ในโทนบวกต่อเนื่อง
ณัฐชาตยังชี้ว่าโครงสร้างความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นไทยรอบนี้แตกต่างจากในอดีต “SET อยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้นเยอะ หุ้นไทยไม่ได้พึ่งพิง DELTA ความกว้างของตลาดอยู่ในระดับเดิม พูดง่ายๆ คือ ความแข็งแกร่งของหุ้นไทยไม่ได้กระจุกตัว แต่กระจายไปยังหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดี”
อีกหนึ่งปัจจัยที่ณัฐชาตมองว่าเป็นจุดพลิกคือการปรับน้ำหนักดัชนีของ MSCI ซึ่งประกาศผลไปเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม และจะมีผล ณ ราคาปิดของวันที่ 31 สิงหาคม 2569
เขาประเมินว่า รอบนี้จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2565 ที่หุ้นไทยถูกปรับเพิ่มน้ำหนัก หลังจากที่หุ้นไทยค่อนข้าง outperform ขณะที่หุ้นเกาหลีใต้และอินโดนีเซียปรับลดลงแรง ผลที่ตามมาคือกองทุนประเภท active fund จะเข้ามาติดตามหุ้นไทยกันมากขึ้น
ในทางกลับกัน ณัฐชาตคาดว่ารอบนี้น่าจะเห็นการปรับลดน้ำหนักหุ้น DELTA ลง ซึ่งหากผ่านช่วงการปรับลดน้ำหนักรอบนี้ไปได้ ก็อาจทำให้แรงกดดันต่อทั้งหุ้น DELTA และตลาดหุ้นไทยโดยรวมลดลงตามไปด้วย
เปิดเงื่อนไขหุ้นไทยลุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่
สำหรับความคาดหวังว่าหุ้นไทยจะกลับไปทำสถิติสูงสุดใหม่ ซึ่งสถิติเดิมอยู่ที่ 1,852.51 จุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 หรือห่างจากระดับปัจจุบันราว 15% ณัฐชาตกางตัวเลขให้เห็นว่าเงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง
เขาประเมินว่า P/E ที่เหมาะสมของหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 16 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่าเป็นกรณีดีที่สุด (best case) และเมื่อคำนวณคร่าวๆ หุ้นไทยจะต้องมีกำไรต่อหุ้นราว 125 บาท จึงจะไปถึงระดับดังกล่าวได้
ในด้านตัวเลขกำไร ณัฐชาตอ้างอิงประมาณการของ Bloomberg Consensus ที่คาดกำไรต่อหุ้นของตลาดหุ้นไทยไว้ที่ราว 111 บาทในปีนี้ 117 บาทในปีหน้า และ 123.5 บาทในระยะถัดไป
“มีโอกาส record high ถ้า EPS เป็นตามคาดการณ์ของ Bloomberg Consensus” ณัฐชาตกล่าว พร้อมระบุเงื่อนไขประกอบว่าอัตราดอกเบี้ยจะต้องยังอยู่ที่ระดับราว 1%
เงื่อนไขข้อหลังนี้สอดคล้องกับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี โดยมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ณัฐชาตสรุปว่า หากยังมีแรงส่งจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาต่อเนื่อง ก็อาจจะได้เห็นหุ้นไทย outperform ตลาดหุ้นอื่นๆ ต่อเนื่องจากปีนี้ไปยังปีหน้า
แม้ภาพรวมจะเอียงไปทางบวก แต่ณัฐชาตชี้ว่าปัจจัยที่ต้องติดตามคือนโยบายภาครัฐที่หันมาเน้นคุณภาพของผู้เข้ามาลงทุนมากขึ้น หลังจากที่มีผู้ยื่นขอรับสิทธิประโยชน์การลงทุนเป็นจำนวนมาก
“ถ้าภาครัฐคุมเข้มมากขึ้น อาจทำให้การลงทุนจริงน้อยกว่าตัวเลขขอรับสิทธิทั้งหมด” เขากล่าว ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบโดยตรงต่อธีมการลงทุนภาคเอกชนที่ตลาดกำลังให้ราคาอยู่ในเวลานี้
BofA เผยแนวโน้มกำไรหุ้นไทยแรงสุดในเอเชีย
รายงาน Global Quantitative Strategy ของ BofA Global Research ระบุว่า Earnings Revision Ratio หรือ ERR ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดว่านักวิเคราะห์ปรับ เพิ่ม ประมาณการกำไรมากกว่าปรับ ลด มากน้อยเพียงใด ของตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 3.07 เท่า สูงที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) แซงหน้าไต้หวันที่ 2.23 เท่า ญี่ปุ่นที่ 2.27 เท่า และสิงคโปร์ที่ 1.80 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาคอยู่ที่ 1.05 เท่า
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือความเร็วของการเปลี่ยนแปลง ERR ของไทยไต่ขึ้นจาก 1.28 เท่าในเดือนมิถุนายน มาที่ 1.75 เท่าในเดือนกรกฎาคม ก่อนกระโดดขึ้นแตะ 3.07 เท่าในเดือนสิงหาคม ทำให้เมื่อวัดเป็น ERR ย้อนหลัง 3 เดือน ไทยปรับดีขึ้น 0.67 จุด มากที่สุดในภูมิภาค ทิ้งห่างญี่ปุ่นที่ปรับดีขึ้น 0.34 จุด และฟิลิปปินส์ที่ 0.24 จุด ส่วนมาเลเซียเป็นตลาดเดียวในกลุ่มที่ ERR ถอยลงที่ -0.09 จุด
ในภาพย้อนหลัง 3 เดือน ไทยอยู่ที่ 1.93 เท่า เป็นรองเพียงไต้หวันที่ 2.02 เท่า แต่สูงกว่าญี่ปุ่น (1.61 เท่า) เกาหลีใต้ (1.37 เท่า) ฮ่องกง (0.98 เท่า) จีน (0.81 เท่า) และอินเดีย (0.74 เท่า) รวมถึงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่นที่ 0.90 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ
BofA ระบุว่าการปรับประมาณการขึ้นของไทยกระจุกตัวอยู่ใน 5 กลุ่ม ได้แก่ พลังงาน วัสดุ ธนาคาร สินค้าฟุ่มเฟือย และฮาร์ดแวร์เทคโนโลยี
สิ่งที่เกิดขึ้นกับไทยเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นการปรับประมาณการกำไรขึ้นทั่วโลก โดย ERR ระดับโลกกระโดดจาก 0.99 เท่า มาอยู่ที่ 1.35 เท่าในเดือนสิงหาคม ซึ่งหมายความว่ามีการปรับประมาณการกำไรขึ้นมากกว่าปรับลงในทุกภูมิภาค ญี่ปุ่นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยุโรปขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 7 นับตั้งแต่ปี 1988 ขณะที่สหรัฐฯ เข้าใกล้จุดสูงสุดในรอบ 5 ปี
BofA ยังชี้ให้เห็นสถิติในอดีตว่า เมื่อ ERR ระดับโลกอยู่ใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน ดัชนี MSCI ACWI ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ในช่วง 12 เดือนถัดมา
การปรับขึ้นรอบนี้นำโดยกลุ่มวัฏจักร (cyclical) เป็นหลัก โดยกลุ่มฮาร์ดแวร์เทคโนโลยีและกลุ่มสถาบันการเงินที่หลากหลาย (Diversified Financials) เข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังแข็งแกร่ง ส่วนพลังงาน วัสดุ และสินค้าอุตสาหกรรม ก็ทำ ERR สูงกว่า 1.0 เท่า ตรงข้ามกับกลุ่มสาธารณูปโภค สื่อสาร และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ที่ยังถูกปรับประมาณการลงต่อเนื่อง

