×

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมั่นใจตลาดยังโตต่อถึงปี 2570 แต่ SMEs ยังฟื้นช้า วอนรัฐปัดฝุ่น Easy E-receipt ปั๊มกำลังซื้อในประเทศ

21.08.2026
  • LOADING...
ภาพผู้บริหารสมาคมผู้ค้าปลีกไทยพร้อมข้อความเรียกร้องรัฐบาลกระตุ้นกำลังซื้อ

ท่ามกลางมรสุมของเศรษฐกิจไทย ทั้งกำลังซื้อฝืด หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง กดตัวเลข GDP โตต่ำ สวนทางตลาดค้าปลีกไทย ปี 2569 ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทยคาดการณ์มูลค่าไว้ที่ราว 4.38 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปี 2568

 

 

 

ถึงกระนั้น ‘ณัฐ วงศ์พานิช’ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ยังยืนยันว่า สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเนื่องจากยังมีมาตรการภาครัฐช่วยพยุงไว้ แต่สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณานำโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่าง Easy E-receipt กลับมาปัดฝุ่นใช้อีกครั้งเพื่อช่วยอัดฉีดกำลังซื้อในประเทศ

 

ขาบนโตแกร่ง ขาล่าง SMEs ยังเหนื่อย

 

พร้อมให้มุมมองต่อภาพใหญ่ของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่ามีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่เป็นการฟื้นตัวในลักษณะ K-shaped ที่ทิ้งห่างกันชัดเจน กล่าวคือ กลุ่มขาบนที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่จากการส่งออก เริ่มตั้งแต่เศรษฐกิจดิจิทัล, อิเล็กทรอนิกส์, ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุน สามารถเติบโตต่อไปได้ดี ขณะที่กลุ่มขาล่างอย่างผู้ประกอบการ SMEs และรายย่อยยังคงฟื้นตัวได้ช้า เนื่องจากถูกกดดันจากต้นทุนที่สูง, สภาพคล่องตึงตัว, หนี้เสีย ตลอดจนการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ

 

จากการที่กลุ่ม SMEs ในไทยมีจำนวนมากกว่า 3.3 ล้านราย และคุมการจ้างงานภาคเอกชนสูงถึง 70% (ราว 13.6 ล้านคน) หากกลุ่มนี้ไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ ย่อมส่งผลกระทบเป็นโดมิโนลามไปถึงการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และกำลังซื้อโดยรวมทันที

 

ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่ขึ้นไปแตะระดับ 85.9% ของ GDP ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ยิ่งทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต ครั้งนี้ถือว่าไทยยังพอประคองตัวได้ดีกว่า เพราะประชาชนยังคงพอมีกำลังซื้อในบางส่วน และคาดว่าจะสามารถผ่านพ้นปีนี้ไปได้

 

เมื่อมองข้ามช็อตไปถึงปี 2570 มีการประเมินว่า GDP ไทยจะขยายตัวราว 1.8% จากการส่งออกที่อาจชะลอตัวลง ส่วนตลาดค้าปลีกคาดว่าจะขยายตัวได้ราว 3.0–3.5% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.51- 4.53 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยว ตามด้วยโครงสร้างพื้นฐาน และ การประยุกต์ใช้ AI กับ Big Data ของผู้ประกอบการ แต่ยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือน ต้นทุนพลังงาน และ การแข่งขันด้านราคาอย่างใกล้ชิด

 

สัญญาณบวกไตรมาส 4 แต่ยอดใช้จ่ายต่อบิลเริ่มลดลง

 

ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวต่อจากคาดการณ์ข้างต้น ช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569 ถูกมองว่าเป็นไฮซีซันสำคัญที่จะช่วยให้ภาคค้าปลีกปรับตัวดีกว่าปีที่แล้วอย่างแน่นอน โดยเฉพาะแรงส่งจากภาคท่องเที่ยว และ โครงการ ไทยเที่ยวไทย plus ที่เข้ามาช่วยกระจายรายได้ลงสู่เศรษฐกิจฐานราก ซึ่งภาคเอกชนหวังว่าจะดันให้ GDP ภาพรวมเติบโตต่อได้

 

อย่างไรก็ดี ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า แม้ดัชนีความเชื่อมั่นในช่วงเดือนสิงหาคม–ตุลาคม 2569 จะยังยืนเหนือระดับ 50 จุด แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดการณ์ว่ายอดขายช่วงไตรมาส 3–4 จะทำได้เพียงทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป

 

แม้จะยังมีความถี่ในการเดินซื้อสินค้าเท่าเดิม แต่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จกลับลดลง สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเน้นประหยัด เลือกซื้อเฉพาะสินค้าจำเป็น เช่น อาหาร และ ของใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือย ตามด้วยสินค้ากลุ่มคงทน และ วัสดุก่อสร้างยังคงได้รับผลกระทบหนัก

 

เปิดกลยุทธ์ TRA ‘ACT’ แผนยกระดับค้าปลีกไทย

 

เพื่อแก้โจทย์ความท้าทายดังกล่าว สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงได้ขับเคลื่อนภารกิจผ่านกลยุทธ์ TRA ‘ACT’ บน 3 เสาหลักสำคัญ เริ่มตั้งแต่ A – Advancing Inclusive & Fair Growth (เติบโตอย่างทั่วถึง และ เป็นธรรม) มุ่งสร้างโอกาสให้ SMEs เกษตรกร และแบรนด์ไทย (ผ่านมาตรฐาน MiT) เชื่อมโยงเข้าสู่ช่องทางขาย ผลักดันกติการะหว่างออฟไลน์-ออนไลน์ ให้อยู่บนฐานภาษีและความปลอดภัยที่เท่าเทียม

 

พร้อมคุมเข้มสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน แก้ปัญหาธุรกิจนอมินี และยกระดับไทยสู่ Shopping Destination ด้วยข้อเสนอ Instant VAT Refund (ซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท) ปรับลดอากรขาเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ลักชัวรี และจัดทำ Free Tax Zone นำร่องในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต

 

ตามด้วย C – Capability Building for Future-Ready Retail (เสริมความแข็งแกร่งค้าปลีกแห่งอนาคต) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลและองค์ความรู้ ผลักดันการลดกฎระเบียบ พร้อมส่งเสริมการใช้ AI, Data Analysis และ Omnichannel เร่ง Upskill/Reskill แรงงาน ตลอดจนเสนอโครงสร้างค่าตอบแทนตามทักษะ และปรับรูปแบบการจ้างงานให้ยืดหยุ่นขึ้น เช่น การจ้างงานรายชั่วโมง และการจ้างผู้สูงอายุ

 

และกลยุทธ์ T – Together for Sustainable Growth (เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน) สร้างความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐ หอการค้า และภาคประชาสังคม นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายจากข้อมูลจริง และส่งเสริมแนวคิด ESG ในภาคค้าปลีก ทั้งสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากแผนกลยุทธ์ข้างต้นแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างค้าปลีก หลังจากผู้บริโภคแบ่งขั้วชัดเจน ตลาดระดับกลางจะถูกกดดันหนักที่สุด ทำให้ธุรกิจต้องเลือกให้ชัดว่าจะจับกลุ่มพรีเมียมที่เน้นคุณค่าทางอารมณ์ หรือกลุ่มแมสที่เน้นความคุ้มค่าเงิน

 

รวมถึงหน้าร้านเปลี่ยนเป็น Trust and Experience Platform หน้าร้านยุคใหม่ไม่ได้มีไว้แค่ซื้อขาย แต่ต้องเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์และความไว้วางใจให้กับลูกค้า เพื่อดึงดูดให้เกิดการซื้อซ้ำและผู้ค้าปลีกต้องหันมาพัฒนา House Brand, ใช้ Local Sourcing, บริหารโลจิสติกส์ และใช้ข้อมูลในการวางแผนร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อรับมือความผันผวนของต้นทุน

 

รวมถึงการเปลี่ยนจากการสื่อสารแบบหว่านเป็นการส่งโปรโมชันที่ตรงใจลูกค้ารายบุคคล ผ่านการวิเคราะห์ Data ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเปิดโอกาสให้สินค้า SMEs เข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น

 

อนาคตค้าปลีกไทยยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ยอดขาย

 

ณัฐ ย้ำว่า สุดท้ายแล้วการเติบโตของค้าปลีกไทยยุคใหม่จะไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเติบโตที่กระจายโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในอุตสาหกรรมค้าปลีก การหวังผลเติบโตในระดับสองหลักเหมือนในอดีตกลายเป็นเรื่องยากถ้าเทียบกับอดีต เนื่องจากภูมิทัศน์การแข่งขันได้เปลี่ยนไปสู่ระดับภูมิภาค โดยมีประเทศคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่าง เวียดนาม และ อินโดนีเซีย ที่มีนโยบายเอื้อต่อการดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติ (FDI) เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก โดยหน้าที่ของผู้ประกอบการค้าปลีกไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและใช้กลยุทธ์ TRA ‘ACT’ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ต่อไป

 

ภาพ: i viewfinder / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories