วันนี้ (16 มิถุนายน) ระหว่างการเดินทางปฏิบัติภารกิจที่ประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมเพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาและหารือกับกลุ่มนักลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ ณ 3EALITY ภายใน High Tech Campus ประเทศเนเธอร์แลนด์
การจัดงานครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประจำนครแฟรงก์เฟิร์ต เพื่อนำเสนอทิศทาง แผนงานการพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนนโยบายและมาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทยแบบครบวงจร
ภายในงาน ศ.ดร.ยศชนัน และผู้บริหารจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมบรรยายถึงวิสัยทัศน์การสร้างกำลังคนแห่งอนาคต และผู้อำนวยการ BOI ประจำสำนักงานแฟรงก์เฟิร์ต ได้นำเสนอภาพรวมสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจาก NXP Semiconductors และ Invest International โดยศ.ดร.ยศชนันได้เน้นย้ำว่า ที่ผ่านมาบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของเนเธอร์แลนด์มักมองไปที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม แต่ยังไม่เคยมองมาที่ประเทศไทยอย่างจริงจัง จึงถึงเวลาแล้วที่ทุกท่านจะต้องมองมาที่ประเทศไทย
ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยภายหลังการหารือว่า คณะผู้แทนไทยได้มีโอกาสพบปะและเจรจากับผู้บริหารของกลุ่มบริษัทสตาร์ทอัพและบริษัทที่กำลังขยายตัว (Scale-up) ด้านเซมิคอนดักเตอร์ราว 30 แห่ง ภายใน High Tech Campus ซึ่งในอดีตเคยเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยทางฟิสิกส์ของบริษัท Philips จึงมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับสูง โดยเฉพาะห้องสะอาด (Clean Room) จำนวนมาก
ปัจจุบันเนเธอร์แลนด์ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการทำวิจัยเพียงลำพัง มาสู่ระบบนวัตกรรมแบบเปิดที่เปิดโอกาสให้บริษัทหลายร้อยแห่งเข้ามาใช้พื้นที่และสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน จนได้รับการยกระดับให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech Area) ที่มีบุคลากรมันสมองระดับหัวกะทิทำงานร่วมกันนับหมื่นคน
สำหรับการหารือครั้งนี้ คณะผู้แทนไทยได้นำเสนอความพร้อมและศักยภาพของประเทศในการเป็นฐานรองรับการลงทุน โดยเฉพาะความสำเร็จด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งไทยได้เริ่มบรรจุทักษะสำคัญที่อุตสาหกรรมชิปต้องการเข้าสู่หลักสูตรการศึกษาและเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแล้ว
พร้อมกันนี้ ยังได้ชูจุดแข็งที่ทำให้ไทยเหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีเชิงลึกแห่งใหม่ของภูมิภาค (New SEA Hub for Deep Tech Company) ประกอบด้วย ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาวในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน ตลอดจนการมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ โดยไทยเป็นผู้นำด้านอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ชั้นนำที่มีความต้องการใช้ชิปมหาศาล
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นผู้นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยมีความโดดเด่นในด้านเทคโนโลยีการแพทย์ (Med-tech) หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีการเกษตร อีกทั้งมีทำเลยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน โดยไทยได้ใช้โอกาสนี้ส่งคำเชิญอย่างเป็นทางการถึงกลุ่มบริษัทดังกล่าวเดินทางเข้ามาตั้งฐานการทำวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในไทย รวมถึงใช้ไทยเป็นสปริงบอร์ดในการนำเทคโนโลยีมาต่อยอดขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน
ขณะเดียวกัน รองนายกฯ ยังได้ขยายความถึงแผนปฏิบัติการ MHESI Action Plan 2026-2030 ที่กำหนดให้ ‘Semiconductor Thailand’ เป็นหนึ่งในวาระเรือธง โดยชี้ให้เห็นว่าเซมิคอนดักเตอร์คือเสาหลักพื้นฐานของทุกอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (A Foundational Pillar for All Future Industries) ตั้งแต่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยีพลังงาน, หุ่นยนต์, 6G ไปจนถึงเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งทั้งหมดล้วนขับเคลื่อนด้วยชิปประเภทต่างๆ โดยไทยตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการพัฒนาอุตสาหกรรมกลุ่ม Photonic IC, Power IC และ Sensor (มุ่งสู่ Biosensor Thailand) เพื่อตอบรับการเติบโตทางเทคโนโลยีในอนาคต
ด้าน BOI ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์พิเศษในการลงทุนและการทำวิจัยร่วมกัน โดยย้ำวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่มองว่าอุตสาหกรรมนี้คือ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเนเธอร์แลนด์ถือเป็นประเทศชั้นนำที่มีห่วงโซ่คุณค่าเซมิคอนดักเตอร์เกือบสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ตั้งแต่เทคโนโลยี Lithography (ASML), การ Deposition/Epitaxy ฝั่ง Front-end (ASM International), การประกอบและแพ็กเกจจิ้ง Back-end (BESI) ไปจนถึงบริษัทใหญ่ระดับโลกอย่าง NXP และ Nexperia พร้อมฐานซัพพลายเออร์ที่แข็งแกร่ง โดยมี Brainport Eindhoven เป็นศูนย์กลางที่สั่งสมประสบการณ์กว่า 40 ปี ผ่านการผสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ปัจจุบันมีบริษัทร่วมเครือข่ายกว่า 300 แห่ง สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสูงถึง 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
“การหารือครั้งนี้สะท้อนเจตจำนงของไทยอย่างชัดเจน ในการก้าวข้ามจากการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี สู่การเป็นพันธมิตรร่วมพัฒนา และก้าวขึ้นเป็นฐานการลงทุนแห่งใหม่ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()


