×

บทสรุปตลาดแรงงานไทยครึ่งแรกปี 2569 อัตราว่างงานเพิ่มสูงสุดรอบ 7 ไตรมาส ว่างงานแตะ 4 แสนราย รายได้แท้จริงติดลบ 2.88% จับตาแรงกดดันครึ่งปีหลัง

24.08.2026
  • LOADING...
แรงงานไทย

อัตราว่างงานไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มแตะ 0.95% สูงสุดรอบ 7 ไตรมาส หลังจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 9.7% อยู่ที่ 4 แสนคน ขณะที่ ‘ค่าจ้างที่แท้จริง’ แรงงานไทย (เมื่อปรับผลเงินเฟ้อแล้ว) ลดลงถึง 2.88% SCB EIC ประเมินแนวโน้มช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแรงกดดันต่อเนื่อง

 

 
 

อัตราว่างงานเพิ่มแตะ 0.95% สูงสุดรอบ 7 ไตรมาส

 

วันนี้ (24 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า อัตราการว่างงานในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 0.95% เพิ่มขึ้นจาก 0.91% ในไตรมาส 2 ปี 2568 และนับเป็นอัตราที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (หรือ 1 ปี 3 ไตรมาส) หรือนับแต่ไตรมาส 3 ปี 2567 หลังจำนวนผู้ว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น แตะ 4.0 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เมื่อพิจารณาสาเหตุของการว่างงานในกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนพบว่าเกือบครึ่งหนึ่ง (41.1%) เป็นการลาออกจากงาน และส่วนใหญ่มาจากสาขาการค้าส่งและค้าปลีก (22.1%) และสาขาการผลิต (20.1%)

 

นอกจากนี้ หากพิจารณาอัตราการว่างงานตามระดับการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้จบอุดมศึกษายังคงมีอัตราการว่างงานสูงสุดที่ 1.70%

 

อัตราว่างงานในระบบสูงสุดรอบกว่า 4 ปี หลังธุรกิจปิดกิจการพุ่ง

 

สำหรับการว่างงานในระบบประกันสังคม พบว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 2.9 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานในระบบที่ 2.37% เพิ่มขึ้นจาก 2.07% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และนับเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 51 เดือน (หรือ 4 ปี 3 เดือน) หรือนับตั้งแต่มีนาคม 2565

 

รายงานของสภาพัฒน์ยังระบุว่า การเพิ่มของอัตราว่างงานในระบบสอดคล้องกับข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่พบว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีธุรกิจแจ้งเลิกประกอบกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

นอกจากผู้ว่างงานจะเพิ่มขึ้นแล้วยังพบว่า ‘ผู้เสมือนว่างงาน’ หรือผู้มีงานทำที่มีชั่วโมงการทำงานอยู่ในระดับต่ำ (ผู้ที่ทำงาน 0-20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในภาคเกษตรกรรม และผู้ที่ทำงาน 0-24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นอกภาคเกษตรกรรม) มีจำนวน 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.0%

 

ค่าแรงที่แท้จริงคนไทยลดลง 2.88%

 

รายงานระบุอีกว่า ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานยังคงปรับลดลงในภาพรวม อยู่ที่ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 0.25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

 

โดยแยกตามกลุ่มแรงงานพบว่า กลุ่มอาชีพอิสระเป็นกลุ่มที่มีค่าจ้าง ‘ลดลงมากกว่า’ ลูกจ้างในระบบ โดยค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 1.96% อยู่ที่ 16,059 บาทต่อคนต่อเดือน

 

ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มลูกจ้างในระบบอยู่ที่ 15,853 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 0.90% เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างเอกชนและของลูกจ้างรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่ 1.13% และ 0.18% ตามลำดับ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อปรับด้วยผลอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.70% พบว่า ‘ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริง’ ในภาพรวมลดลง 2.88% โดยลดลงทั้งค่าจ้างที่แท้จริงของกลุ่มอาชีพอิสระและของลูกจ้างในระบบที่ 4.54% และ 1.76% ตามลำดับ

 

การลงทุนจากต่างชาติโตแรง แต่ส่งไม่ถึงตลาดแรงงานไทย: ช่องว่างใหญ่เศรษฐกิจไทย

 

ดร. ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALH ว่า แม้ในปีที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามดูแลตลาดแรงงาน ผ่านการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และการออกพ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อมาช่วยบรรเทาผลกระทบและค่าใช้จ่ายของแรงงานและผู้ประกอบการ รวมไปถึงมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่างๆ เช่น การใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยตรึงราคา

 

อย่างไรก็ตาม ดร. ฐิติมามองว่า ในระยะต่อไป สิ่งที่รัฐบาลควรพยายามดำเนินการเพิ่มเติม คือ การเพิ่มรายได้ของแรงงานไทยให้สูงขึ้นและยั่งยืนขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มทักษะให้ทันกับตลาดแรงงานใหม่

 

นอกจากนี้ จากการติดตามนโยบายการทำงานของรัฐบาล ดร. ฐิติมายังพบว่า รัฐบาลพยายามผลักดันการลงทุน ดังนั้นจึงจะเห็นว่า ตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2568 เป็นต้นมา จึงเริ่มเห็นทิศทางการลงทุนไทยดีขึ้นจากที่โตแบบต่ำๆ ก็เริ่มโตกว่า 10% ได้ต่อเนื่อง

 

กระนั้น ยังมีข้อสังเกตว่า การลงทุนที่เข้ามามีลักษณะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ต่างชาติ ที่เป็นกระแส AI ดิจิทัล และ Data center ที่อาจจะยังไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับคนไทย แรงงานไทย หรือธุรกิจไทยเท่าไหร่ กลายเป็นช่องว่าง (Gap) ของประเทศ ดังนั้น ดร. ฐิติมาจึงแนะว่า ในระยะต่อไป รัฐบาลอาจจะต้องปรับเงื่อนไขให้เอื้อกับตลาดแรงงานมากขึ้น

 

“ถ้าการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลดี เราก็ต้องเห็นข้อมูลตลาดแรงงานที่ดีขึ้น” ดร. ฐิติมากล่าว

 

เปิดแนวโน้มตลาดแรงงานไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2569

 

ดร. ฐิติมา ประเมินต่อว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดแรงงานน่าจะได้รับแรงกดดันต่อ เนื่องจากผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง เพิ่งเริ่มต้นในไตรมาส 2 ดังนั้นจึงอาจยังเห็นการทยอยส่งผ่านต้นทุนต่อในระยะต่อไป

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังเผชิญกับการแข่งขันจากต่างประเทศต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นจากตัวเลขธุรกิจแจ้งเลิกประกอบกิจการ มีจำนวนทั้งสิ้น 7,024 ราย ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 9.89 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นในเกณฑ์สูงถึง 224.1% เทียบกับทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 3.05 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

“ตัวเลขการปิดกิจการที่สูงในครึ่งปีแรก สะท้อนว่า รายได้ การมีงานทำ และกำลังซื้อน่าจะอ่อนแอในช่วงครึ่งหลัง” ดร. ฐิติมากล่าว

 

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คือ ผลการสอบสวนของสหรัฐฯ มาตรา 301 แห่งกฎหมายว่าด้วยการค้าปี 1974 ประเด็นการผลิตส่วนเกิน (Excess Manufacturing Capacity) ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา และอาจนำไปสู่การกำหนดมาตรการทางภาษีเพิ่มเติมอีกระลอกในอนาคต

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories