ท่ามกลางกระแสข่าวเศรษฐกิจไทยที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งภัยธรรมชาติและตัวเลขการเติบโตที่ชะลอตัวลงเรื่อยๆ ทิศทางในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังมีทั้ง เรื่องดี จากการปรับทบทวนตัวเลขสถิติที่สะท้อนความจริงได้ดีขึ้น เรื่องน่ากังวล จากภัยน้ำท่วมและวิกฤตสภาพอากาศ ตลอดจน ความหวัง จากร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 จะทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหน
ประเด็นสำคัญ
โดยดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและทิศทางในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังมีทั้ง เรื่องดี จากการปรับทบทวนตัวเลขสถิติที่สะท้อนความจริงได้ดีขึ้น เรื่องน่ากังวล จากภัยน้ำท่วมและวิกฤตสภาพอากาศ ตลอดจน ความหวัง จากร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14
ดร.ฐิติมา ระบุว่า ในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีการปรับทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญย้อนหลัง 2-3 ปี ซึ่งทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยดูดีขึ้นใน 2 มิติหลัก ดังนี้
- ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ปรับเพิ่มสู่ระดับกว่า 4% เดิมทีตัวเลข MPI แทบไม่เติบโต จนเกิดข้อสงสัยว่าทำไมยอดส่งออกไทยโตดีแต่ภาคการผลิตกลับนิ่ง ซึ่งเกรงกันว่าไทยเป็นเพียงทางผ่านของสินค้า ทว่าเมื่อหน่วยงานรัฐปรับการจัดเก็บข้อมูลให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม กรมศุลกากร และ BOI ส่งผลให้ดัชนี MPI ตัวใหม่ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4% กว่าๆ สะท้อนว่าไทยมีการผลิตจริงเพื่อส่งออก ไม่ใช่แค่ทางผ่าน
- ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาดีขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ได้ปรับปรุงสถิติดุลการชำระเงินตามมาตรฐานสากล โดยตัดรายการนำเข้าสินค้าที่นำเข้ามาเพื่อ รับจ้างผลิต โดยไม่มีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ ออกจากหมวดนำเข้าสินค้า แล้วบันทึกเป็น รายได้ค่าบริการรับจ้างผลิต แทน การปรับปรุงนี้ส่งผลให้ดุลการค้าที่เคยติดลบหนักพลิกกลับมาเป็นบวก และดุลบัญชีเดินสะพัดขยับมาติดลบน้อยลงมาก
“ภาพนี้บอกเราว่า เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาไม่ได้เปราะบางรุนแรงอย่างที่เราเคยประเมินไว้ การผลิตเกิดขึ้นจริง แต่มียังคงมีภาพ K-Shape ที่อุตสาหกรรมใหม่เติบโต ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมยังทรงตัวหรือหดตัว” ดร.ฐิติมา กล่าว
ช็อกน้ำท่วมระยะสั้น กระทบ GDP 0.1% โจทย์ใหญ่ ‘Living with Climate Risk’
ในส่วนของปัจจัยท้าทายระยะสั้น เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญช็อกจากภัยธรรมชาติ โดย SCB EIC ประเมินผลกระทบจากน้ำท่วมไว้ ดังนี้
- ผลกระทบไตรมาส 3 ปีนี้ คาดว่าจะฉุด GDP ลงราว 0.3%
- ภาพรวมทั้งปี 2569 คาดว่าผลกระทบลดลงประมาณ 0.1% จากประมาณการเดิมที่ 2.2%เนื่องจากจะมีแรงหนุนจากการฟื้นฟูและซ่อมแซมเข้ามาในไตรมาสที่ 4 ปีนี้
- ขอบเขตความเสียหาย น้ำท่วมครั้งนี้ครอบคลุมเกือบครึ่งประเทศ ราว 32 จังหวัด กระทบครัวเรือนและธุรกิจรายย่อยมากกว่า 1.3 ล้านครัวเรือน
เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งกระทบ GDP ถึงติดลบ 3.5-4% เนื่องจากนิคมอุตสาหกรรมหลัก 7 แห่งจมน้ำ

นอกจากนี้ ในกรณีฐาน (Base Case) สำหรับฝนระลอกสองและน้ำเหนือไหลผ่านกรุงเทพฯ คาดว่าปริมาณน้ำยังอยู่ในระดับที่พื้นที่กรุงเทพฯ รองรับได้ และไม่ซัดเข้ามาพร้อมกับน้ำหนุน อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือการตระหนักว่า ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ (Climate Risk) กำลังเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น ทุกภาคส่วนจึงต้องเรียนรู้ที่จะ Living with it ผ่านการพัฒนาระบบเตือนภัย ผังเมือง การระบายน้ำ และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ
ทิศทาง 5 ปีข้างหน้า ถอดรหัส ‘ร่างแผน 14’ ดันเศรษฐกิจไทยโต 3% Plus
มองข้ามปัจจุบันสู่อนาคต สภาพัฒน์ได้เสนอร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (ปี 2569–2573 / เริ่มใช้จริง ตุลาคม 2569 – 2575) โดยมีเป้าหมายเพื่อ ‘พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย’ จากจุด A ไปสู่จุด B
- บริบทที่ต้องแก้ โดยที่ผ่านมา หลังเผชิญวิกฤตแต่ละรอบ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะลดลงครึ่งหนึ่ง มาโดยตลอด จนปัจจุบันเติบโตอยู่เพียงระดับประมาณ 2%
- เป้าหมายใหม่ (3% Plus) โดยร่างแผน 14 ตั้งเป้าพาเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเกิน 3% ขึ้นไป ผ่านการยกระดับ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (เช่น เกษตรแปรรูป, ยานยนต์สมัยใหม่, เทคโนโลยี, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ/Wellness และ Creative Economy)
- กลยุทธ์ขับเคลื่อน โดยปรับเพิ่มสัดส่วน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้ขยายจาก 31% ขึ้นไปเป็นเกือบ 38% ของเศรษฐกิจ โดยต้องโตเกิน 5% ต่อปี
- โครงสร้างบ้านแห่งอนาคต ดังนี้
- เสาบ้าน (Pillars) ยกระดับศักยภาพ คน, ทุน และเทคโนโลยี
- หลังคาบ้าน (Roof) การปฏิรูปนโยบายการเงิน การคลัง และกลยุทธ์การจัดสรรทุนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน
ดร.ฐิติมา ปิดท้ายในประเด็นนี้ว่า ความท้าทายที่แท้จริงของแผน 14 ไม่ใช่เรื่องของการตั้งเป้าหมาย แต่อยู่ที่ Execution หรือการนำแผนไปปฏิบัติจริงร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อไม่ให้เป็นเพียง แผนบนหิ้ง เหมือนในอดีต
สรุปภาพเศรษฐกิจไทยในภาพเดียว K-Shape ชัดเจน กับ ‘แสงรำไร’ ของการปรับตัว
หากต้องสรุปภาพรวมเศรษฐกิจไทยในวันนี้ ดร.ฐิติมา ชูเชิด มองว่า เศรษฐกิจไทยสะท้อนภาพ K-Shape ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
- ขาขึ้น (เครื่องยนต์ใหม่) ไทยเริ่มเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ของโลกได้แล้ว แต่โจทย์ใหญ่คือจะกระจายมูลค่าเพิ่มและประโยชน์เหล่านั้นไปสู่คนและธุรกิจในประเทศได้อย่างไร
- ขาลง/แรงกดดัน (ความเสี่ยงเดิมและสิ่งแวดล้อม) อุตสาหกรรมดั้งเดิมยังชะลอตัว บวกกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นปัจจัยลบซ้ำเติม
อย่างไรก็ดี ภาพในวันข้างหน้า ยังพอมีแสงรำไร และไม่ใช่เรื่องสิ้นหวัง หากภาครัฐ ภาคเอกชน และกำลังแรงงานร่วมมือกันปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เร่ง Upskill/Reskill ทักษะแรงงาน และยกระดับธุรกิจไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตใหม่ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้เกิน 3% ได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
ภาพ: jamesteohart / Shutterstock

