ความสำเร็จของวงการกอล์ฟไทยในระดับสากลไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน หากแต่เริ่มต้นจากการสร้างรากฐานที่มั่นคงและแข็งแกร่งภายในประเทศ แม้ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราจะได้เห็นนักกอล์ฟไทยรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมาทำผลงานโดดเด่นในต่างแดนมากขึ้น
ประเด็นสำคัญ
การจะส่งนักกอล์ฟไทยสู่ Asian Tour หรือระดับโลก ต้องอาศัยทัวร์นาเมนต์ในประเทศที่ได้มาตรฐานและเข้มข้นเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง การร่วมมือจัดแข่งแบบ Co-sanction ระหว่างสองทัวร์หลักของไทยอย่าง ‘สิงห์-เอสเอที เอ็มบีเค แชมเปียนชิพ 2026’ และ ‘สิงห์ บางกอก โอเพ่น 2026’ จึงเป็นเวทีสำคัญในการเจียระไนนักกอล์ฟสู่ระดับอาชีพ ซึ่ง THE STANDARD จะพาไปเจาะลึกความสำคัญของรายการนี้

การแข่งแบบ Co-sanction คืออะไร? สำคัญกับนักกอล์ฟไทยอย่างไร?
เส้นทางกอล์ฟอาชีพไม่อาจก้าวกระโดดจากเยาวชนสู่ Asian Tour ได้ทันที แต่ต้องอาศัยรายการกลางทางในการแข่งขัน สะสมอันดับ และสั่งสมประสบการณ์ โดยการแข่งแบบ Co-sanction เป็นหนึ่งในรูปแบบการแข่งขันที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้กับพื้นที่ตรงกลางนี้

การ Co-sanction ระหว่าง Thailand PGA Tour และ All Thailand Golf Tour คือการร่วมมือจัดแข่งขัน โดยเปิดให้ผู้เล่นจากทั้งสองทัวร์แข่งขันร่วมกันภายใต้กติกาเดียวกัน สามารถสะสมคะแนนในทั้งสองทัวร์ และสะสมคะแนน Official World Golf Ranking (OWGR) ในรายการที่เข้าเกณฑ์ ช่วยให้นักกอล์ฟได้ประชันฝีมือกับผู้เล่นที่หลากหลาย ต่างชาติ และดาวรุ่ง ทำให้บรรยากาศเข้มข้นใกล้เคียงระดับภูมิภาค
สำหรับ พงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ นายกสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย การแข่งขันลักษณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบพัฒนานักกอล์ฟที่ต้องต่อกันตั้งแต่ฐานเยาวชนขึ้นมาถึงระดับอาชีพ
“การพัฒนาวงการกอล์ฟไทยเริ่มจากการให้โอกาสเยาวชนเพื่อบ่มเพาะตั้งแต่ฐานราก ขยายฐานนักกอล์ฟ และจุดประกายให้ก้าวสู่ระดับอาชีพ ซึ่งเรามีรายการแข่งขันรองรับตลอดปีให้ฝึกฝนและพัฒนาฝีมือ ส่วนความร่วมมือ Co-sanction คือการผนึกกำลังจัดแข่งและจัดสรรสิทธิ์ผู้เล่น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นแต่ละทัวร์ได้แข่งขันและพัฒนาร่วมกัน”

พงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ นายกสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย
2 รายการ Co-sanction กับโอกาสที่มากกว่าเงินรางวัล
ในปี 2026 สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพฯ ร่วมมือกับออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ จัดแข่ง Co-sanction ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมี 2 รายการในเดือนสิงหาคม ชิงเงินรางวัลรวม 6 ล้านบาท

รายการแรกคือ ‘สิงห์-เอสเอที เอ็มบีเค แชมเปียนชิพ 2026’ แข่งขันระหว่างวันที่ 20-23 สิงหาคม ที่สนามลำลูกกา คันทรี คลับ จังหวัดปทุมธานี ชิงเงินรางวัล 3 ล้านบาท ก่อนต่อด้วย ‘สิงห์ บางกอก โอเพ่น 2026’ ระหว่างวันที่ 27-30 สิงหาคม ที่สนามบางกอก กอล์ฟ คลับ จังหวัดปทุมธานี ชิงเงินรางวัลอีก 3 ล้านบาท

นอกจากเงินรางวัล ทั้งสองรายการยังมีคะแนนสะสม Official World Golf Ranking (OWGR) และ Order of Merit ของ Thailand PGA Tour และ All Thailand Golf Tour ซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับนักกอล์ฟที่กำลังสร้างอันดับและผลงานตลอดฤดูกาล
สำหรับดาวรุ่ง การแข่งข้ามทัวร์ในสนามเดียวกันทำให้ทุกสัปดาห์มีความหมายมากกว่าแค่เก็บประสบการณ์ เพราะการสะสมคะแนนอย่างต่อเนื่องช่วยต่อยอดสู่ระดับที่สูงขึ้นได้

“ประโยชน์ที่นักกีฬาได้รับจากการแข่งครั้งนี้คือคะแนนสะสม ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของ Co-sanction ในการเปิดโอกาสและสะสมคะแนน Order of Merit เพื่อต่อยอดสู่ระดับที่สูงขึ้น หากทำผลงานได้ดี เราจึงมุ่งมั่นเพิ่มแมตช์ มอบคะแนน และพัฒนาศักยภาพของพวกเขาอย่างเต็มที่” พงษ์รัตน์ กล่าว
การเปิดรับนักกอล์ฟต่างชาติช่วยเพิ่มระดับคู่แข่งและมาตรฐานการเล่นที่หลากหลาย พงษ์รัตน์มองว่าความเข้มข้นนี้สำคัญไม่แพ้คะแนนสะสม เพราะช่วยเตรียมนักกอล์ฟไทยให้พร้อมก่อนก้าวไปแข่งขันในสภาพแวดล้อมจริงของ Asian Development Tour หรือ Asian Tour
Co-sanction ช่วยพัฒนานักกอล์ฟไทยอย่างไร?
นพรัฐ พานิชผล หรือ ‘โปรเอด้า’ เป็นหนึ่งในนักกอล์ฟที่ผ่านการแข่งขันหลายระดับ ตั้งแต่ทัวร์ในประเทศ Asian Development Tour (ADT) ไปจนถึง Asian Tour ซึ่งปี 2026 ถือเป็นฤดูกาลแรกที่เขาได้ลงเล่นใน Asian Tour อย่างเต็มตัว

นพรัฐ พานิชผล หรือ ‘โปรเอด้า’
ผลงานในไทยปีนี้เริ่มดีขึ้นตั้งแต่เมษายน ทั้งการได้ที่ 2 หลายรายการใน All Thailand Golf Tour และคว้าแชมป์ของสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพฯ ที่กบินทร์บุรี ประสบการณ์ทำให้เขามองว่ารายการ Co-sanction มีประโยชน์โดยตรง เพราะนอกจากคะแนนและอันดับแล้ว สนามแข่งยังสร้างโจทย์ท้าทายใกล้เคียงกับการเล่นต่างประเทศ
สำหรับ ‘สิงห์-เอสเอที เอ็มบีเค แชมเปียนชิพ 2026’ ที่ลำลูกกา คันทรี คลับ นี่เป็นครั้งแรกที่โปรเอด้าลงแข่งขันรายการนี้ เขาจึงเข้ามาซ้อมสนามล่วงหน้า เพื่อทำความเข้าใจทั้งแนวแฟร์เวย์ อุปสรรคน้ำ และขนาดกรีน
“เนื่องจากเพิ่งเคยแข่งสนามนี้เป็นครั้งแรก ผมจึงมาซ้อมล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อม เพราะสภาพสนามค่อนข้างแคบจริง มีอุปสรรคน้ำขนาบสองข้าง และกรีนเล็ก หากมีลมแรง ก็จะยิ่งเพิ่มความท้าทายมากขึ้น”
ส่วน ‘สิงห์ บางกอก โอเพ่น 2026’ เป็นสนามที่เขาคุ้นเคยมากกว่า จากการลงแข่งขันมาหลายครั้ง สนามมีระยะค่อนข้างสั้น แต่ต้องอาศัยความแม่นยำของช็อตเข้ากรีน และความเข้าใจว่าจุดไหนควรเปิดเกมรุกหรือเล่นอย่างระมัดระวัง
“เนื่องจากหลายคนคุ้นเคยกับสนามดีอยู่แล้ว การสร้างความคุ้นชินและซ้อม 2-3 รอบจะช่วยให้เห็นมุมมองใหม่ๆ ว่าจุดไหนควรรุกทำสกอร์ หรือจุดไหนควรเล่นเพลย์เซฟ”
โปรเอด้ามองว่าความต่างของสองสนามช่วยยกระดับทักษะนักกีฬา เพราะแต่ละสัปดาห์ท้าทายต่างกัน เช่น การวางลูก Tee Shot หรือเทคนิคช็อตเข้ากรีน Short Game และการ Putting โจทย์ที่หลากหลายนี้ช่วยให้นักกอล์ฟเห็นจุดเด่นและจุดที่ต้องฝึกเพิ่มชัดเจน

“แต่ละสนามท้าทายต่างกันไป อย่างสนามนี้ต้องเน้น Tee Shot ให้อยู่ในกรอบพร้อมวาง Game Plan ที่รัดกุม ขณะที่สัปดาห์หน้าจะเป็นโจทย์รูปแบบใหม่ ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยเสริมศักยภาพและพัฒนาฝีมือของนักกอล์ฟได้อย่างรอบด้าน”
ในมุมของโปรเอด้า หากนักกอล์ฟสามารถทำผลงานอยู่ในกลุ่มบนของทัวร์ไทยได้อย่างสม่ำเสมอ ระดับฝีมือก็มีโอกาสต่อยอดไปแข่งขันใน ADT ได้ ขณะที่การขึ้นไปถึง Asian Tour จะเป็นบททดสอบอีกระดับ ทั้งคุณภาพของผู้เล่น สนาม และความสม่ำเสมอที่ต้องสูงขึ้นตามไปด้วย
กอล์ฟไทยกำลังโต แต่ยังมีพื้นที่ให้พัฒนา
หากมองจากฐานผู้เล่น โปรเอด้าเห็นความเปลี่ยนแปลงของวงการกอล์ฟไทยชัดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
“วงการกอล์ฟไทยตอนนี้ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยสังเกตได้จากตามสนามไดรฟ์ที่มีเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่หันมาสนใจฝึกซ้อมกันมากขึ้น รวมถึงผู้หญิงก็ให้ความสนใจเล่นกอล์ฟกันเพิ่มขึ้นด้วย ขณะเดียวกัน การแข่งขันในระดับเยาวชนก็มีจัดขึ้นอย่างแพร่หลายมากขึ้นเช่นกัน”
โปรเอด้าเห็นว่าจำนวนรายการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นช่วยพัฒนาทักษะนักกีฬาโดยตรง การแข่งขันจริงทำให้ผู้เล่นเห็นข้อบกพร่องได้เร็ว ทั้งการตีเริ่มจากแท่นที การเล่นเกมสั้น หรือการพัตต์ ผลการแข่งขันจึงชี้วัดประสิทธิภาพของทักษะที่ฝึกซ้อมมาภายใต้แรงกดดันได้ชัดเจน

พงษ์รัตน์มองภาพเดียวกันในระดับโครงสร้าง เขาเชื่อว่ากอล์ฟเป็นหนึ่งในกีฬาที่นักกีฬาไทยมีศักยภาพแข่งขันกับต่างชาติได้ แต่ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากนักกีฬาเพียงคนเดียว
“ผมยืนยันเลยว่าศักยภาพทางกีฬากอล์ฟของเราไม่ได้เป็นรองประเทศใดในโลก และมีขีดความสามารถเต็มที่ที่จะก้าวไปถึงจุดนั้น แต่ความสำเร็จย่อมขึ้นอยู่กับหลากหลายองค์ประกอบ ทั้งตัวนักกีฬาเอง ผู้ปกครอง รวมถึงบทบาทของสมาคมในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้นักกีฬาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือผู้สนับสนุน”
เมื่อถึงระดับ Asian Tour โปรเอด้ามองว่านักกอล์ฟไทยต้องเน้นเรื่องร่างกายและ Fitness เพื่อสู้กับผู้เล่นต่างชาติที่ตัวใหญ่และไดรฟ์ไกลกว่า
“สำหรับการขยับไปเล่น Asian Tour สิ่งสำคัญคือสมรรถภาพร่างกายและ Fitness เนื่องจากนักกอล์ฟยุโรปแข็งแกร่งและสรีระใหญ่กว่า ทำให้เราอาจเสียเปรียบระยะไดรฟ์ แต่พัฒนาได้ ซึ่งการเสริมร่างกายให้พร้อมจะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ต่อสู้ในระดับนั้นได้อย่างมั่นใจ”

พงษ์รัตน์มองว่าวงการต้องมีระบบการแข่งขันที่แข็งแรงรองรับการสะสมประสบการณ์ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้จัด ภาครัฐ และเอกชน แม้ปัจจุบันผู้สนับสนุนจะเห็นคุณค่าของกอล์ฟมากขึ้น แต่ยังเติบโตได้อีก หากองค์กรใหญ่เห็นว่าการสนับสนุนช่วยสร้างโอกาสให้นักกีฬาและขยายอุตสาหกรรมกอล์ฟไปพร้อมกัน
“ในปัจจุบันเริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามาสนับสนุนเพิ่มขึ้น รายใหญ่ขึ้น และเล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่ตรงนี้อย่างชัดเจน แต่ผมเชื่อมั่นว่าพวกเรายังขับเคลื่อนไปได้ไกลกว่านี้อีกหลายเท่าตัว หากผู้นำในองค์กรชั้นนำต่างๆ ตระหนักถึงผลประโยชน์ในการยกระดับอุตสาหกรรมกอล์ฟให้เติบโตอย่างยิ่งใหญ่ มันจะเกิดเป็นผลลัพธ์แบบ Win-Win ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ตัวนักกอล์ฟเองก็พร้อมเต็มที่ที่จะร่วมสร้างมูลค่าคืนกลับให้แก่ผู้สนับสนุนเช่นเดียวกัน”

ภาพของกอล์ฟไทยวันนี้จึงมีทั้งด้านที่กำลังเติบโต และโจทย์ที่ยังต้องเติมต่อ ตั้งแต่ฐานเยาวชน คุณภาพการแข่งขัน ความแข็งแรงของนักกีฬา ไปจนถึงเงินสนับสนุนที่ทำให้รายการคุณภาพสามารถเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง
ฝากอนาคตวงการไว้กับทุกภาคส่วน
สำหรับพงษ์รัตน์ สิ่งที่อยากเห็นต่อจากนี้คือการมีรายการคุณภาพเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีผู้สนับสนุนเข้ามาช่วยให้ระบบการแข่งขันแข็งแรงพอที่จะรองรับนักกอล์ฟรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นมา
“สิ่งที่เราลงมือทำในวันนี้ต้องก้าวไปให้ไกลกว่าในอดีต หากทุกภาคส่วนเล็งเห็นประโยชน์ร่วมกันและจับมือสนับสนุน เราจะสามารถผลักดันวงการกอล์ฟไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างแน่นอน”
ด้านโปรเอด้า ฝากถึงทั้งผู้จัดการแข่งขันและแฟนกอล์ฟที่ติดตามว่า การมีแมตช์ที่ดีในประเทศยังเป็นพื้นที่สำคัญให้นักกีฬาได้เล่น ได้พัฒนาฝีมือ และต่อยอดไปสู่รายการต่างประเทศ
“อยากเห็นแมตช์การแข่งขันที่มีคุณภาพจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อให้นักกอล์ฟชาวไทยมีพื้นที่ในการแข่งขันและยกระดับฝีมืออย่างต่อเนื่อง สุดท้ายนี้ขอขอบคุณแฟนกอล์ฟทุกท่านที่ร่วมส่งแรงใจเชียร์ครับ”

แชมป์ปี 2025: ภูพิรัฐ กลิ่นเกสร (MBK Championship)
การแข่งขัน ‘สิงห์-เอสเอที เอ็มบีเค แชมเปียนชิพ 2026’ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 สิงหาคม ที่สนามลำลูกกา คันทรี คลับ ก่อนต่อด้วย ‘สิงห์ บางกอก โอเพ่น 2026’ วันที่ 27-30 สิงหาคม ที่สนามบางกอก กอล์ฟ คลับ

แชมป์ปี 2025: ธันยากร ครองผา (บางกอก โอเพ่น)
สองสัปดาห์นี้จึงไม่ได้มีแค่การลุ้นว่าใครจะเป็นแชมป์ แต่ยังเป็นอีกโอกาสให้เห็นว่า นักกอล์ฟไทยรุ่นต่อไปกำลังพัฒนาตัวเองอยู่ตรงไหน และใครพร้อมจะขยับขึ้นไปสู่เวทีที่ใหญ่กว่า
ภาพ: Headline on Cover


