เซ่นปิดฮอร์มุซ! ส.อ.ท.-สภาหอการค้าฯ-สถาบันอาหาร เผยส่งออกอาหาร 2 เดือนแรก ปี 69 มูลค่า 2 แสนล้านบาท ติดลบ 10.5% รับหั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท ผู้ผลิตชี้ยังประคองราคาช่วยผู้บริโภค แต่ถ้าหากสงครามยืดเยื้อถึงพฤษภาคม อาจจะต้องปรับขึ้นราคา
ประเด็นสำคัญ
ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมบูรณาการข้อมูล พบว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัว 10.5%
เศรษฐกิจโลกชะลอ – บาทแข็ง – อินโดนีเซียไม่นำเข้าสินค้าอาหาร
ปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดโลกที่ลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงครามการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงลดทอน ความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนของผู้ผลิต นโยบายจำกัดการนำเข้าและการพึ่งพาตนเองด้านอาหารมากขึ้นของคู่ค้าในภูมิภาค
“โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ประกาศไม่นำเข้าสินค้าอาหารหลักอย่างข้าว ข้าวโพด และน้ำตาลในปีนี้ เนื่องจากมีสต็อกภายในประเทศเพียงพอ ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ราคาสินค้าเกษตรและอาหารหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ มะพร้าว และทุเรียน ที่ตกต่ำ กดดันรายได้การส่งออก
ขณะเดียวกันความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชายังส่งผลให้ยอดส่งออกไปกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด ตลาดหลักหลายแห่งยังหดตัว เช่น CLMV อาเซียนเดิม สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดที่เติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ สหภาพยุโรป CIS และจีน

โปรตีน อาหารสุขภาพ ‘เครื่องยนต์ใหม่’
ในส่วนของการส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารอนาคต (Future Food) ยังคงเป็น ‘เครื่องยนต์ใหม่’ ของอุตสาหกรรมอาหาร ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกขยายตัวจาก 79,525 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 134,468 ล้านบาทในปี 2568 อัตราเติบโตเฉลี่ย 11.1% ต่อปี
ขณะเดียวกันสัดส่วนการส่งออกอาหารอนาคตต่อการส่งออกอาหารรวมทั้งหมด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 7.4 ในปี 2563 เป็น 8.9% ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสินค้าอาหารอนาคตในโครงสร้างการส่งออกของไทย แม้ในระยะสั้นจะมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการส่งออกยังคงกระจุกตัวสูง โดยพึ่งพากลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food) เป็นหลัก มีสัดส่วนสูงถึง 90.3% และเติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี ขณะที่กลุ่มอาหารทางการแพทย์ (Medical Food) มีสัดส่วน 4.8% เติบโตเฉลี่ย 3.7%
แม้เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ศักยภาพในการผลิตและส่งออกยังอยู่ในวงจำกัด ในทางกลับกัน กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) มีสัดส่วน 3.7% และกลุ่มอาหารอินทรีย์ (Organic Food) สัดส่วน 1.1% กลับชะลอตัว
ภาพรวมตลาดส่งออกอาหารไทยปี 2568 สะท้อนโครงสร้างตลาดที่กระจายตัวมากขึ้น โดยตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในปัจจุบัน คือ จีน มีสัดส่วน 22.3% ของการส่งออกอาหารทั้งหมด รองลงมาคืออาเซียน (11.5%) สหรัฐอเมริกา (11.3%) CLMV (10.8%)
ตลาดสำคัญหลายแห่งยังหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงความกังวลสงครามการค้าสหรัฐฯ โดย
- การส่งออกไปยังจีนหดตัวลงร้อยละ -11.6%
- อาเซียน (-13.6%)
- CLMV (-10.0%)
- ญี่ปุ่น (-8.9%)
- ตะวันออกกลาง (-16.7%)
- แอฟริกา (-25.2%)
ส่วนตลาดที่ยังเติบโต ได้แก่ สหภาพยุโรป (+5.2%), เอเชียใต้ (+35.5%) ทั้งนี้ แนวโน้มในไตรมาสแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยจะมีมูลค่า 305,900 ล้านบาท ลดลง 11.5% หดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน
“เดือนมีนาคมภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และการ Re-export จากยูเออีไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา (MENA) ถูกตัดขาด”
โดยสินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมาก เช่น ทูน่ากระป๋อง (17.4%) ข้าว (13.3%) ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง (12.4%) และสับปะรดกระป๋อง (11.5%) มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง
ขณะที่สินค้าที่พึ่งพาตลาดนี้ในระดับปานกลาง เช่น ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มจากมะพร้าว (4-5%) จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า
“ผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นความท้าทายหลักที่จะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ราคาปุ๋ย วัตถุดิบเกษตร โรงงานแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่งและการกระจายสินค้า”

ขณะที่ความต้องการตลาดโลกยังอ่อนแรงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันด้านราคา
สู้รบตะวันออกกลางป่วนพลังงาน ภาษีสหรัฐฯ ฉุดเป้าทั้งปีคาดเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท
สำหรับภาพรวมทั้งปี 2569 คาดว่ามูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ลดลง 7.3% หดตัวรุนแรงที่ -17.7% ในช่วงไตรมาส 2 ก่อนที่จะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังและฟื้นตัวได้เล็กน้อยในช่วงปลายปี
“หากเศรษฐกิจและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม ปัจจัยลบที่กระทบส่งออกสาเหตุหลักมาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ความไม่สงบในตะวันออกกลางจะบั่นทอนบรรยากาศการค้า มาตรการจำกัดการนำเข้าและความพึ่งพาตนเองด้านอาหารของคู่ค้า ราคาสินค้าเกษตรลดลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ”
รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา สำหรับตลาดส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น เอเชียใต้ (+35%) และสหภาพยุโรป (+15.9%)
ขณะที่กลุ่มตลาดที่จะ ‘หดตัวสูงสุด’ คือ ตะวันออกกลาง (-50.7%) เพราะประเทศปลายทางส่วนใหญ่ต้องอาศัยเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนตลาดสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัว -12.8%
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยปัจจุบันเผชิญทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยท้าทาย ซึ่งจำเป็นต้องเร่งแสวงหาโอกาสทางการค้าอย่างเหมาะสมและทันท่วงที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจกระทบต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศที่มีความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ ในระยะสั้นได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยหลีกเลี่ยงการรอคอยในพื้นที่เสี่ยง
ผู้ผลิตอาหารยังไม่ปรับราคา ชี้ประคองได้ถึง พ.ค.
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งพึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นหลักที่ประสบภาวะขาดแคลนสินค้าบางประเทศต้องการนำเข้าอาหารมากกว่า 90% บางประเทศ 50-70% ซึ่งประเทศไทยสามารถกลับเข้าสู่ตลาดดังกล่าวได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
แม้ในปัจจุบัน จะยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งทางเรือ อาทิ ความพร้อมของท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ อัตราค่าระวาง และภาษีนำเข้า ภายในประเทศในตะวันออกกลาง
ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเกิดวิกฤตนั้นก็ถือว่าเป็นโอกาสเช่นเดียวกัน จากตัวเลขการส่งออกอาหารเมื่อย้อนไป 3 ปีหลัง
การส่งออกมีการปรับตัวลดลงในทุกปี แต่มีกลุ่มอาหารที่เป็น ‘Rising Star’ ที่จะมากู้สภาวะของกลุ่มอาหาร นั่นก็คือ อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต
เนื่องจากสังคมโลกเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมากขึ้น เฉพาะอาหารที่มีความพิเศษสำหรับผู้สูงวัยก็จะเป็นหนึ่งทางออก และการปรับเปลี่ยนทางโครงสร้าง (Structural Change) การปรับตลาดสู่ Emerging Market, พัฒนาสินค้า High-Value และขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม การใช้พลังงานทางเลือก
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าพลาสติกที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตอาหารจะมีความตึงตัว แต่ไม่น่าจะถึงกับขาด จนต้องหยุดการผลิต
“ผู้ผลิตอาหารยังพยายามไม่ปรับราคา เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่ถ้าเหตุการณ์ยืดยาวนานจนถึงเดือนพฤษภาคม ก็อาจจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง” ทองดี กล่าว
ภาพ: Shutterstock AI Generator

