‘เอกนิติ’ ชง ครม. 3 พ.ย. วางเกณฑ์กำกับ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ แบ่ง 7 ระดับตามขนาดการใช้ไฟ ให้เวลาปรับตัว 8-12 เดือน
วันนี้ (27 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 4/2569 มีมติเห็นชอบ (ร่าง) นโยบายการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ เพื่อวางกรอบการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยให้เป็นระบบมากขึ้น
สาระสำคัญของร่างนโยบายฯ มี 3 เรื่อง ได้แก่ การจัดทำฐานข้อมูลกลาง การแบ่งระดับดาต้าเซ็นเตอร์ตามขนาด และการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับผู้ประกอบการ
1. จัดทำ Dashboard TH-DC รวมข้อมูลการอนุมัติ-อนุญาต
มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พัฒนาระบบ Dashboard TH-DC เพื่อรวบรวมข้อมูลการอนุมัติและอนุญาตการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์จากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การกำกับดูแลและติดตามโครงการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
2. แบ่งดาต้าเซ็นเตอร์ 7 ระดับตามขนาดการใช้ไฟ
ร่างนโยบายฯ กำหนดให้แบ่งดาต้าเซ็นเตอร์ตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าออกเป็น 7 ระดับ ตั้งแต่ขนาดเล็กที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 0.5 เมกะวัตต์ ไปจนถึงขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 200 เมกะวัตต์ โดยมีรายละเอียดดังนี้
- ระดับ 1: 0-0.5 เมกะวัตต์
- ระดับ 2: 0.5-5 เมกะวัตต์
- ระดับ 3: 5-10 เมกะวัตต์
- ระดับ 4: 10-20 เมกะวัตต์
- ระดับ 5: 20-50 เมกะวัตต์
- ระดับ 6: 50-200 เมกะวัตต์
- ระดับ 7: มากกว่า 200 เมกะวัตต์ขึ้นไป
การแบ่งระดับดังกล่าวจะถูกนำไปใช้กำหนดรายละเอียดและความเข้มข้นของมาตรฐานที่ผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มต้องปฏิบัติตาม เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดและผลกระทบของกิจการ
3. กำหนด Minimum Requirement 4 มิติ
ร่างนโยบายฯ กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ (Minimum Requirement) สำหรับการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่
1) ที่ตั้งและการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงการกักเก็บน้ำมันสำรองสำหรับผลิตกำลังไฟฟ้า
2) การเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าและระบบน้ำของประเทศ
3) สิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้มีการจัดทำรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ หรือ Code of Practice (CoP)
4) ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม จากการประกอบกิจการในประเทศ
ทั้งนี้ รายละเอียดของมาตรฐานและกระบวนการจะพิจารณาแตกต่างกันตามระดับของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยกลุ่มขนาดเล็กจะใช้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสมกับขนาดกิจการ ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มข้นขึ้น
สำหรับ Code of Practice (CoP) จะมีการกำหนดรายละเอียดเป็นลำดับตามขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยระดับ 1-4 จะใช้มาตรฐานในระดับพื้นฐาน และอนุญาตให้ตั้งในพื้นที่พาณิชยกรรมได้ ขณะที่ระดับ 5 และระดับ 6-7 จะมีข้อกำหนดที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งรายละเอียดของแต่ละระดับจะมีการประกาศเพิ่มเติมต่อไป
กำหนดระยะเปลี่ยนผ่าน 1 ปี
ขณะเดียวกัน ภาครัฐเตรียมกำหนดระยะเปลี่ยนผ่านประมาณ 8-12 เดือน สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับปรุงการดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐาน Code of Practice (CoP) ตามขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์
ส่วน โครงการที่ยังไม่มีใบอนุญาตก่อสร้าง จะถือเป็นโครงการใหม่ และต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ใหม่ รวมถึงผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองที่เกี่ยวข้อง
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า การกำกับดูแลต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยดึงดูดการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI กับการดูแลผลกระทบต่อทรัพยากรและสังคม
ปัจจุบันไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการแล้วประมาณ 63 แห่ง อยู่ระหว่างการก่อสร้างประมาณ 20 แห่ง และมีโครงการที่เสนอเข้ามาใหม่อีกกว่า 100 โครงการ
คาดอนุมัติโครงการใหม่เร็วสุดธันวาคมนี้
สำหรับโครงการใหม่กว่า 100 โครงการ มีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมเบื้องต้นประมาณ 3 กิกะวัตต์ โดยคณะอนุกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ชุดที่ 1 ด้านโครงสร้างพื้นฐาน จะพิจารณาศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ทั้งความพร้อมด้านไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินว่าพื้นที่ใดสามารถรองรับโครงการได้มากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจะต้องนำเสนอโครงการ (Pitching) โดยแสดงให้เห็นถึง ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการลงทุน ทั้งการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยและ SMEs เข้าถึง Computing Power
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ จะจัดทำรายละเอียดขั้นตอนและกระบวนการขออนุมัติและอนุญาตตามหลักเกณฑ์ใหม่ โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นภาพการรองรับโครงการใหม่ได้ชัดเจนขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ และจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด

