ในวันที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน อีกหนึ่งภาคอุตสาหกรรมสำคัญที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนและเชื่อมโยงกับมิติเศรษฐกิจอื่นๆ อย่าง ‘ภาคก่อสร้าง’ ก็กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวอย่างหนัก
ประเด็นสำคัญ
กัญญารัตน์ กาญจนวิสุทธิ์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า หากประเมินภาพรวมของการก่อสร้างภาครัฐในช่วงที่เหลือของปี 2569 ถือว่ายังมีทิศทางที่ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยตัวเลขอัตราการเบิกจ่ายสะสมของหน่วยงานกลาง ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ราว 58% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนว่าเม็ดเงินยังคงทยอยไหลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ SCB EIC คาดว่าการจัดทำและบังคับใช้ร่างงบประมาณประจำปี 2570 จะเสร็จสิ้นและเริ่มใช้ได้ทันภายในเดือนกันยายน 2569 ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญให้การก่อสร้างภาครัฐในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ 5%
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองข้ามไปในปี 2570 ภาคก่อสร้างภาครัฐจะต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ แม้การจัดทำงบประมาณจะไม่ล่าช้า แต่งบลงทุนของงบประมาณประจำปี 2570 ที่ผ่านการอนุมัติอยู่ที่ราว 490,000 กว่าล้านบาท ซึ่งหดตัวลงอย่างมากถึง 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการก่อสร้าง เช่น กรมทางหลวง, กรมทางหลวงชนบท, กรมชลประทาน และกรมโยธาธิการและผังเมือง ต่างได้รับการจัดสรรงบประมาณลดลงในระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digits)
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ SCB EIC คาดการณ์ว่า มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2570 มีโอกาสหดตัวลงถึง 5% โดยมีมูลค่ารวมลดลงมาอยู่ที่ราว 927,000 ล้านบาท โดยความหวังสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพยุงสถานการณ์คือความเร็วในการเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ใหม่ๆ ในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งครอบคลุม 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ และหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ซึ่งหากเปิดประมูลและก่อสร้างได้เร็ว ก็จะเข้ามาช่วยหนุนมูลค่าก่อสร้างภาครัฐได้
ภาคก่อสร้างเอกชนปี 2027 ทรงตัว ตลาดอสังหาฯ ทรุด-ยอดเปิดใหม่ลดฮวบเหลือ 4.4 หมื่นหน่วย
ด้านการก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้เล็กน้อยที่ 2% โดยอาศัยแรงขับเคลื่อนจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และโรงงานอุตสาหกรรม ทว่าในปี 2570 ภาพรวมจะยังคงไม่ฟื้นตัวดีนัก โดยคาดว่าจะทรงตัวหรือเติบโตได้ไม่เกิน 1% คิดเป็นมูลค่าการก่อสร้างราว 598,000 ล้านบาท
ปัจจัยลบหลักมาจากการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่ง SCB EIC ประเมินว่า จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงปีนี้และปีหน้า (2569-2570) จะอยู่ในระดับที่ต่ำมากอย่างต่อเนื่องเพียง 44,000 กว่าหน่วยต่อปี เท่านั้น ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับในอดีตที่เคยสูงนับแสนหน่วยต่อปี
แรงกดดันที่ฉุดรั้งกำลังซื้อในอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย:
- ปัจจัยเชิงโครงสร้างในประเทศ: หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง, ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดในการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้ซื้อรายได้ปานกลางถึงล่าง
- ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก: ปัญหาความไม่แน่นอนจาก สงครามในตะวันออกกลาง เข้ามาซ้ำเติม โดยส่งผลให้กลุ่มผู้ซื้อระดับบน (High-End) ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อเฝ้ารอดูสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งไทยและโลกให้มีความชัดเจนก่อน
ในส่วนของโครงการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม แม้จะได้รับปัจจัยบวกจากมูลค่าการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่เติบโตสูงอย่างต่อเนื่องในอดีต แต่ผลกระทบเชิงบวกต่อภาคก่อสร้างเริ่มมีจำกัด เนื่องจากโรงงานส่วนใหญ่ได้ทยอยก่อสร้างเสร็จสิ้นไปแล้ว และปัจจุบันอยู่ในกระบวนการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ ประกอบกับอุตสาหกรรมไทยเผชิญความท้าทายจากขีดความสามารถการแข่งขันที่ต่ำ, อัตราการใช้กำลังการผลิตที่ยังต่ำ และการเข้ามาตีตลาดของสินค้าจีนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความกังวลเรื่องสงครามตะวันออกกลางที่อาจทำให้ผู้ประกอบการชะลอแผนการเปิดโรงงานใหม่หรือขยายกำลังการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตออกไป
3 ความท้าทายหลักที่ผู้รับเหมาต้อง ‘ตรวจตราเป็นพิเศษ’
คุณกัญญารัตน์ ได้เน้นย้ำถึง 3 ปัจจัยท้าทายสำคัญที่ผู้รับเหมาไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่:
- ต้นทุนการก่อสร้างที่ยังทรงตัวในระดับสูง: ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดการปะทุของสงครามตะวันออกกลางในเดือนมีนาคม โดยข้อมูลล่าสุดในเดือนกรกฎาคมชี้ว่า ดัชนีราคายังขยายตัวสูงถึง 6% (Year-on-Year) ปัจจัยนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและการขนส่งวัสดุก่อสร้าง
- ข้อจำกัดทางการคลังที่สูงขึ้น: จากภาวะทางการคลังของประเทศ รวมถึงการเดินหน้า พ.ร.ก. เงินกู้ของภาครัฐ ส่งผลต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐอย่างระมัดระวังมากขึ้น อาจมีการชะลอเปิดโครงการใหม่ หรือลดงบลงทุน ส่งผลให้ปริมาณงานเมกะโปรเจกต์ภาครัฐปล่อยออกมาน้อยลง และเกิดการแข่งขันประมูลงานที่รุนแรงขึ้นระหว่างผู้ประกอบการเพื่อความอยู่รอด
- ความเข้มงวดของมาตรฐานความปลอดภัยและการขึ้นบัญชีดำ:
- ภาครัฐเริ่มดำเนินมาตรการ “สมุดพกผู้รับเหมา” (มาตรการตัดแต้ม) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อกำกับดูแลผู้รับเหมาที่ทำงานล่าช้าหรือสร้างความเสียหายในโครงการภาครัฐ
- มีประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม กำหนดเกณฑ์เพิ่มเติมในการขึ้นทะเบียน Blacklist (ผู้ทิ้งงาน) สำหรับกลุ่มที่ปฏิบัติงานบกพร่องหรือละเว้นการปฏิบัติงานจนทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
- มีการเข้มงวดมาตรฐานวัสดุก่อสร้างมากขึ้น ทั้งจากฝั่งรัฐและเอกชน โดยเฉพาะการจัดทำ ร่างมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กฉบับใหม่ เพื่อกำกับดูแลคุณภาพเหล็กที่ผลิตจากเตาหลอมแบบเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace หรือ เตา IF) ซึ่งยังคงเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องความเปราะและความสม่ำเสมอของเนื้อเหล็ก
SCB EIC แนะ 4 กลยุทธ์ก้าวข้ามวิกฤตภาคก่อสร้าง
เพื่อให้อยู่รอดท่ามกลางวิกฤตต้นทุนสูงแต่งานประมูลและตลาดอสังหาฯ ฝืดเคือง SCB EIC แนะนำให้ผู้รับเหมาเร่งปรับใช้กลยุทธ์ 4 ด้านหลัก ดังนี้:
- การสร้างรายได้และขยายโอกาสทางธุรกิจ: เร่งพัฒนาศักยภาพเพื่อรองรับงานที่หลากหลายมากขึ้น และมองหาการสร้างพันธมิตรเฉพาะทางเพื่อเข้าร่วมประมูลงานใหม่ๆ สำหรับผู้รับเหมาขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ต้องยกระดับความสามารถเพื่อรักษาพื้นที่ตลาดท้องถิ่นที่ยังมีงบประมาณไหลเข้าต่อเนื่อง หรือผันตัวเป็นผู้รับเหมาช่วง (Subcontractor) ร่วมมือกับผู้รับเหมาใหญ่ในโครงการขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน
- การบริหารจัดการและลดต้นทุนเชิงรุก: วางแผนการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างล่วงหน้าอย่างสอดคล้องกับแผนงานจริง กระจายความเสี่ยงโดยซื้อจากซัพพลายเออร์ (Suppliers) หลายรายป้องกันวัสดุขาดตลาด และทำงานประสานกับผู้ว่าจ้างอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความผิดพลาดในกระบวนการก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนแฝงได้มาก
- รักษาสภาพคล่องและกระแสเงินสด: จัดสัดส่วนการรับงานภาครัฐและเอกชนให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม (Portfolio Balance) สำหรับรายที่มีศักยภาพสูงอาจหันมาประมูลงานในรูปแบบ PPP เพื่อสร้างรายได้ในช่องทางใหม่ๆ และที่สำคัญต้องเน้นการก่อสร้างและส่งมอบงานให้ตรงเวลา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสะดุดในการเบิกจ่ายและรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
- การยกระดับความปลอดภัยและเทคโนโลยี: ลงทุนนำเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัยเข้ามาใช้งานเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ลดข้อบกพร่อง โดยสร้างพันธมิตรกับผู้รับเหมาต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญ และพัฒนาบุคลากรทั้งแรงงานพื้นฐานและแรงงานฝีมือเพื่อตอบโจทย์เกณฑ์มาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น

