×

‘น้ำท่วมเมืองหลวง’ ข้อมูลกระจัดกระจาย บูรณาการ (ไม่) ไร้รอยต่อ จับตาภัยแล้งปีหน้า?

03.10.2026
  • LOADING...
ภาพ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ประเด็นน้ำท่วมและการจัดการน้ำ

กว่า 1 สัปดาห์แล้ว หลังกรุงเทพมหานครเผชิญภาวะอุทกภัยหรือน้ำท่วม แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ บางพื้นที่น้ำท่วมตั้งแต่ชั่วโมงแรก บางพื้นที่ระบายได้เร็ว ขณะที่บางชุมชนยังต้องอยู่กับน้ำอย่างต่อเนื่อง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ปัญหาน้ำท่วมทั้งในเขตเมืองหลวงและอีกหลายจังหวัด เกิดคำถามทั้งเรื่องการประสานงานระหว่าง กทม. กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย ที่มีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นเจ้ากระทรวง ขณะที่ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าฯ กทม. ถูกกดดันให้แสดงความรับผิดชอบกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น หลังยอมรับว่า ประเมินแผนจัดการน้ำผิดพลาด

 

รายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดยอ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ สัมภาษณ์ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า, รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ถึงสถานการณ์น้ำท่วม และการบริหารจัดการน้ำของ กทม. รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

นายกฯ สั่งรับมือฝนระลอกใหม่ ชัชชาติน้อมรับทุกเสียงสะท้อน

 

อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ต่างๆ อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะน้ำฝนระลอกใหม่วันที่ 4-10 ตุลาคมนี้

 

แม้จะมีปริมาณฝนตกลงมาจนอาจเกิดน้ำท่วมขัง ภาครัฐก็จะเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง จะไม่มีการปล่อยปละละเลยหรือปล่อยให้ท่วมขังรอฝนระลอกใหม่เด็ดขาด แต่การระบายน้ำต้องประเมินปัจจัยรอบด้าน โดยเฉพาะระดับน้ำทะเลหนุน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับ

 

ขณะที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ยอมรับว่า นี่คือเหตุการณ์ที่รุนแรง เป็นการประเมินผิดพลาด พร้อมน้อมรับทุกเสียงสะท้อน หลังก่อนหน้านั้นเคยยืนยันว่า กทม. สามารถรับมือกับมวลน้ำไหว และมีการพร่องน้ำอย่างต่อเนื่อง

 

‘กทม.-รัฐบาล’ ข้อมูลน้ำท่วมกระจัดกระจาย การบูรณาการ (ไม่) ไร้รอยต่อ?

 

พรรณิการ์ฉายภาพปัญหาที่เกิดขึ้น โดยจำแนกได้ 4 ประเด็น ดังนี้

 

1. ความล้มเหลวและปัญหาระบบการเตือนภัย (Cell Broadcast & การสื่อสารสาธารณะ)

 

“แม้แต่กรุงเทพมหานครเอง ก็ยังมีข้อสงสัยในทางปฏิบัติว่ามีอำนาจกดส่งสัญญาณเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ได้ด้วยตนเองโดยตรงหรือไม่ หรือต้องรอการอนุมัติผ่านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” พรรณิการ์กล่าว

 

ในช่วงแรกการเตือนภัยเป็นไปอย่างล่าช้า แต่เมื่อถูกประชาชนและสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หน่วยงานรัฐกลับเปลี่ยนไปส่งข้อความ Cell Broadcast ถี่และรัวในหลายพื้นที่ จนสร้างความตื่นตระหนกและสับสนแก่ประชาชนว่าควรเชื่อถือข้อมูลจากช่องทางใด

 

2. วิกฤตตัวเลขการปล่อยน้ำจากเขื่อนขัดแย้งกันเอง

 

มีการแถลงตัวเลขปริมาณการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาขัดแย้งกันเองถึง 3 ตัวเลขจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่

 

  1. โฆษกรัฐบาล: ระบุตัวเลขการปล่อยน้ำที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที
  2. กรมชลประทาน: ในฐานะหน่วยงานเจ้าของข้อมูลการบริหารจัดการน้ำที่แท้จริง ระบุตัวเลขอยู่ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาที
  3. รัฐมนตรี: ออกมาแถลงเตือนภัยด้วยตนเอง (อ้างสิทธิ์ในฐานะคนพระนครศรีอยุธยา) โดยระบุตัวเลขสูงถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที

 

พรรณิการณ์มองว่า การได้รับตัวเลขขัดแย้งกันทำให้ชาวบ้านตื่นตระหนกและไม่สามารถประเมินได้ว่าต้องเตรียมยกระดับสิ่งของสูงเท่าใด

 

3. ความไม่พร้อมของศูนย์พักพิงชั่วคราวและการขาดแผนอพยพ

 

เมื่อมีความจำเป็นต้องอพยพกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่ท่วมขังไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ปรากฏว่าศูนย์พักพิงกลับขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน ทำให้ประชาชนผู้ประสบภัยจำใจต้องเดินเสี่ยงภัยกลับไปอยู่อาศัยในบ้านเดิมที่ถูกน้ำท่วมขัง

 

“การทำงานของภาครัฐมักมองข้ามรายละเอียดการปฏิบัติงาน เช่น การบกพร่องในการจัดเตรียมข้าวปลาอาหารดูแลทหารที่มาปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย จนทหารต้องเดินทางกลับหน่วยเพื่อรับประทานอาหารแล้วค่อยกลับมาปฏิบัติงานใหม่ สะท้อนถึงการขาดการวางแผนอย่างเป็นระบบ” พรรณิการ์ระบุ

 

4. สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงจากภาครัฐ

 

พรรณิการ์ระบุว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจากภาครัฐอย่างแท้จริงคือ ระบบป้องกันอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ, คำเตือนล่วงหน้าที่แม่นยำและระบบปฏิบัติการ และศูนย์พักพิงชั่วคราวที่มีความพร้อมในการดำรงชีวิตจริง

 

“ไม่ใช่เงินชดเชยเยียวยาหลังเกิดเหตุ เพราะแม้จะเพิ่มวงเงินชดเชยมากเพียงใด แต่ไม่สามารถทดแทนทรัพย์สินที่เสียหาย หรือความสูญเสียทางจิตใจได้” พรรณิการ์ย้ำ

 

ปัญหาเชิงโครงสร้าง-กายภาพ และอภิมหาโครงการ?

 

รศ.ดร.ปริญญาฉายภาพไว้น่าสนใจว่า หมู่บ้านจัดสรรที่สร้างในช่วง 10-20 ปีหลัง มีการถมดินสูงกว่าระดับเดิมมากเพื่อป้องกันน้ำท่วมตัวโครงการ

 

ผลกระทบคือเปลี่ยนทิศทางน้ำ ทำให้มวลน้ำทั้งหมดไหลทะลักไปตกอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่ารอบข้าง เช่น ชุมชนเก่าแก่อายุ 30-50 ปี, แฟลตคลองจั่น, ถนนแจ้งวัฒนะ, ถนนงามวงศ์วาน, ถนนพหลโยธิน เป็นต้น กลายเป็นวัฏจักรการแก้ปัญหาแบบต่างคนต่างเอาตัวรอด คือใครสร้างใหม่ก็ถมดินให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน

 

ผศ.ดร.ธรณ์เสริมต่อว่า พื้นที่ท้ายหมู่บ้านจัดสรรส่วนใหญ่ตั้งอยู่ติดคลองระบายน้ำ และมีการสร้างกำแพงรอบโครงการไว้ ซึ่งกำแพงดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อกันขโมย ไม่ใช่กันน้ำ

 

เมื่อมีการถมดินสูงในโครงการ พอดินชุ่มน้ำจากฝนตกหนัก ดินจะมีน้ำหนักมหาศาลจนดันกำแพงกั้นน้ำพังถล่มลงมาภายใน 20 นาที ทำให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านอย่างกะทันหัน

 

ขณะที่พรรณิการ์ระบุว่า จากการลงพื้นที่ในกรุงเทพฯ, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และนนทบุรี พบว่าถนนตัดใหม่ที่สร้างยกระดับสูงขึ้น ทำให้ถนนกลายสภาพเป็นคันกั้นน้ำโดยไม่ตั้งใจ ส่งผลให้น้ำเน่าเสียถูกขังไว้ในชุมชนพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายซอย ซึ่งปากซอยติดถนนหลักน้ำแห้งสนิท แต่ท้ายซอยย่อยมีน้ำท่วมสูงระดับเอวถึงอก

 

ด้านมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ได้อนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลาก ‘ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย’ วงเงินประมาณ 1.65 แสนล้านบาท ใช้เวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2570 ไปจนถึงปี 2577

 

รัฐบาลประเมินว่า ถ้าทำสำเร็จจะช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ และลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้ประมาณ 16,930 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งมีศักยภาพในการเก็บกักน้ำช่วงหน้าแล้งประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธรณ์มองว่า โครงการนี้ช่วยได้แค่น้ำเหนือให้ลงทะเลเพื่อช่วยพื้นที่พระนครศรีอยุธยาได้ แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาฝนตกแช่ขัง (Rain Bomb) หรือน้ำทะเลหนุนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (เช่น เอกมัยหรือคลองจั่น) เลยแม้แต่น้อย

 

การปรับตัวของประชาชนและการบริหารจัดการภาวะวิกฤต

 

รศ.ดร.ปริญญาแนะนำว่า ให้บ้านที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซาก เร่งยกระดับปลั๊กไฟและสายไฟขึ้นที่สูง โดยอยากให้รัฐบาลและการไฟฟ้านครหลวงเข้าช่วยสนับสนุนงบสำหรับผู้ที่มีทุนน้อย

 

นอกจากนั้น รศ.ดร.ปริญญายังเสนอให้ยกเลิกการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้อัดหรือบิ้วอิน แล้วเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่ทนน้ำ เช่น กระเบื้อง ปูน หรือไม้จริงแทน และขอให้ทุกหมู่บ้าน, แฟลต และคอนโดมิเนียม จัดเตรียมเรือพายประจำไว้ยามฉุกเฉิน

 

ส่วน ผศ.ดร.ธรณ์เสนอให้ประเทศไทยไปศึกษาดูงาน และถอดบทเรียนจากเมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ที่เคยเจอเหตุการณ์ฝนตกแช่ขังสูงถึง 380 มิลลิเมตร เพื่อเตรียมรับมือสภาวะขั้นสูงสุด

 

ก่อนเน้นย้ำว่า สิ่งที่ตนเองสอนนิสิตอยู่ทุกวัน คือการให้ไปพูดคุยทำความเข้าใจกับพ่อแม่ล่วงหน้าไว้เลยว่า “ถ้าลูกโทรศัพท์มาบอกให้ออก พ่อแม่ต้องยอมอพยพออกจากบ้านทันที”

 

‘จับตาภัยแล้ง’ เมื่อ “เราเกลียดน้ำในเดือนกันยา แต่จะรักน้ำในเดือนเมษา”

 

ผศ.ดร.ธรณ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวใจความว่า “เราเกลียดน้ำในเดือนกันยา เราจะรักน้ำในเดือนเมษา อย่าให้ภาพฝนตกน้ำท่วมในกรุงเทพมาลวงตา ต้นทุนน้ำในหน้าแล้งปีหน้าของเรายังไม่ได้มากมาย ฝนท้ายเขื่อนไหลลงทะเล”

 

ดร.ธรณ์กล่าวว่า มวลน้ำมหาศาลที่กำลังแย่งกันระบายทิ้งลงอ่าวไทยในวันนี้ หากมีกลไกหรือพื้นที่กักเก็บไว้ได้บ้าง จะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าอย่างยิ่ง เพราะเมื่อพ้นช่วงฤดูฝนไปอีก 3-4 เดือน ประเทศไทยจะเข้าสู่สภาวะแห้งแล้งและจำเป็นต้องใช้น้ำมวลนี้อย่างแน่นอน

 

ข้อมูลระบบ ‘One Map น้ำ’ ที่รัฐบาลเพิ่งเปิดตัวเพื่อใช้รวมคลังข้อมูลวิเคราะห์ภัยพิบัติล่วงหน้า และป้องกันน้ำท่วม-แล้ง พบว่า เขื่อนใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ไม่ได้มีปริมาณน้ำล้นหรือเต็มจนน่ากลัวเมื่อเทียบกับปี 2554

 

ทั้งนี้ เมื่อเกิดฝนตกแช่ต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ทุกฝ่ายเกิดความกลัวน้ำท่วมและมุ่งเน้นไปที่การ ‘เร่งระบายน้ำทิ้งลงทะเล’ ให้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว

 

“การบริหารจัดการน้ำจึงต้องมองทั้งมิติน้ำท่วมและมิติน้ำแล้งควบคู่กันอย่างสมดุล ไม่ใช่เร่งระบายทิ้งทั้งหมดด้วยความตกใจ” ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวทิ้งท้าย

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising