ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) พรรคประชาชน แถลงผลสรุปข้อเสนอและความเห็นเกี่ยวกับข้อพิรุธในโครงการ TH-AI passport วงเงิน 1,621 ล้านบาท โดยระบุว่า พบหลักฐานการจัดทำโครงการและกำหนดรายละเอียดทีโออาร์ (TOR) ล่วงก่อนการประมูล รวมถึงการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน ซึ่งพรรคประชาชนเตรียมนำหลักฐานเข้ายื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่า ข้อมูลที่จะนำเสนอชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ทับซ้อนและการทำธุรกิจการเมืองของฝั่งรัฐบาล โดยตั้งข้อสังเกตและข้อพิรุธหลัก 3 ประการ
- โครงการนี้มีลักษณะการดำเนินงานที่เสร็จสิ้นก่อนการประมูลจริง แต่นายกรัฐมนตรีกลับไม่เคยเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ทั้งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ระบุว่าให้ความสำคัญกับประเด็นนี้
- ความผิดปกติในทีโออาร์ที่มีการลอกและล็อกสเปกเรื่องจอโฆษณาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม โดยเปลี่ยนคำไปมา
- โครงการในลักษณะนี้ไม่ได้มีเพียงโครงการเดียว แต่มีมูลค่ารวมในระบบกว่า 10,000 ล้านบาท ที่ดำเนินการผ่านขบวนการที่มีความสัมพันธ์ส่วนบุคคล นำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มธุรกิจการเมือง
ณัฐพงษ์ระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีทางเลือก 2 แนวทาง คือ ดำเนินการสั่งระงับโครงการทั้งหมดทันทีเพื่อพิสูจน์ความตั้งใจในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน หรือเลือกที่จะลอยตัวหนีปัญหาไม่แตะต้องโครงการเนื่องจากมีความเกรงใจต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE หรือเกรงใจกลุ่มธุรกิจการเมืองที่เป็นเสาค้ำจุนรัฐบาล ‘ระบอบสีน้ำเงิน’
หัวหน้าพรรคประชาชนย้ำว่า งบประมาณในกองทุนดีอีจำนวน 1,600 ล้านบาท เป็นเงินนอกงบประมาณจำนวนมหาศาลที่สามารถนำไปสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้กลุ่มสตาร์ทอัพได้ดีกว่านี้ ทางออกระยะยาวคือต้องปฏิรูปกองทุนดีอีให้โปร่งใสและเปลี่ยนนโยบายจากการซื้อเทคโนโลยีมาเป็นการสร้างเทคโนโลยีแทน
ธีระชาติ ต่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงรายละเอียดทางเทคนิคว่า ทีโออาร์กำหนดให้ระบบรองรับการใช้งานได้ 500,000 คนต่อชั่วโมง แต่ปลัดกระทรวงดีอีกลับชี้แจงว่ารองรับได้ 5 ล้านคนต่อวินาที แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนตัวเลขตามใจชอบ อีกทั้งโครงการมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทนี้ กำหนดกรอบเวลาให้ประชาชนลงทะเบียนภายใน 30 วัน ซึ่งในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้จริง
นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบเอกสารรายละเอียดโครงการที่เคยเสนอต่อ ครม.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พบความเปลี่ยนแปลงสำคัญเปรียบเทียบกับเอกสารประชาพิจารณ์ทีโออาร์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยกรอบเวลาลงทะเบียนลดลงจาก 90 วันเหลือ 30 วัน กรอบเวลาเริ่มให้บริการลดจาก 120 วันเหลือ 90 วัน และมีการเพิ่มเงื่อนไขรายละเอียดเรื่องจอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อซึ่งไม่เคยมีอยู่ในเอกสารที่เสนอ ครม.เศรษฐกิจ
การปรับสเปกดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวกับการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งทำให้รัฐบาลมีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการ
ด้าน รักชนก ศรีนอก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นำหลักฐานภาพสไลด์มาแสดงต่อสื่อมวลชนเพื่อยืนยันพฤติการณ์ “ทำวันนี้ เสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว” โดยระบุว่าเอกสารนำเสนอของ Human Intelligence มีการบรรจุไทม์ไลน์การทำงานระบุชื่อ THAI passport ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ทั้งที่ในขณะนั้นภาครัฐยังไม่มีการประกาศโครงการ
ข้อมูลสไลด์ของบริษัทอักษรย่อ B ซึ่งถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 มีเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการอย่างชัดเจน ก่อนที่จะมีการเปิดทำประชาพิจารณ์ในวันที่ 15 ธันวาคม 2568 และเปิดประมูลปลายเดือนธันวาคม 2568 สิ่งนี้พิสูจน์ว่าผู้รับเหมารับรู้ผลลัพธ์ล่วงหน้าเนื่องจากกรอบเวลาประมูล 30 วันนั้นไม่สามารถเตรียมการได้ทันหากไม่ได้ทำมาก่อน
นอกจากนี้ะยังพบหลักฐานรายชื่อบุคคลของบริษัท B ที่เข้าไปทำการทดสอบระบบระหว่างกระบวนการประมูล ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของปลัดกระทรวงดีอีที่ระบุว่าหากมีหลักฐานทุจริตจะยกเลิกโครงการ
นางสาวรักชนกชี้ว่า ข้อมูลเหล่านี้ได้รับความร่วมมือจากบุคคลในแวดวงไอทีที่ไม่ต้องการให้เกิดการล็อกสเปกอันเป็นการทำลายอนาคตของการแข่งขันในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
โครงการ TH-AI passport ยังมีทีโออาร์ที่ทับซ้อนกับโครงการเนชันนอลเครดิตแบงก์ และยังมีอีก 2 โครงการคือ สกิลเครดิตพอร์ตฟอลิโอ ในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมมูลค่าทั้งขบวนการประมาณ 10,000 ล้านบาท ดำเนินการเสร็จไปแล้วประมาณ 2,000 ล้านบาท
รักชนกเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เร่งทบทวนทีโออาร์หรือพับโครงการดังกล่าวไปก่อนเพื่อตั้งงบประมาณใหม่ในปีถัดไป โดยพรรคประชาชนจะนำหลักฐานชุดนี้ไปยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.
ด้าน ภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอแนวทางหากมีการยุบโครงการ TH-AI Passport ว่า ควรนำงบประมาณ 1,600 ล้านบาท กลับมาสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและผู้ประกอบการ AI ในประเทศไทยที่มีอยู่แล้วหลายราย ส่วน AI ของต่างประเทศที่จำเป็นต้องใช้ ควรเปลี่ยนกระบวนการจัดซื้อจากการผ่านบริษัทตัวกลางมาเป็นการเจรจาแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) เพื่อดึงความร่วมมือเข้ามาในประเทศ รัฐบาลควรเน้นการสร้างทักษะบุคลากร เช่น การแจกคูปองดิจิทัลให้แก่กลุ่ม SME และสตาร์ทอัพเพื่อนำ AI ไปใช้
ตลอดจนนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพความโปร่งใสในภาครัฐเพื่อตรวจสอบการทุจริต คณะทำงานยังเสนอให้กระทรวงดีอีปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ทำโครงการ AI มาเป็นผู้สร้างกรอบควบคุมและกำหนดรากฐานมาตรฐานราคากลาง และส่งต่อโครงการด้าน AI ให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง เช่น สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ หรือสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ดูแลเพื่อลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณประเทศ







