×

TDRI ชี้ 4 ความเสี่ยงกระทบคนไทย ท้าทายขีดความสามารถรัฐ

โดย THE STANDARD TEAM
29.10.2026
ภาพการสัมมนาสาธารณะประจำปี 2569 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการเมืองโลก ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสำคัญอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งไม่เพียงกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการทำงาน รายได้ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงในระยะยาวของประชาชน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ข้อสรุปสำคัญจากการสัมมนาสาธารณะประจำปี 2569 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) คือ ความเสี่ยงจากภายนอกกำลังเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดภายใน ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาต่างประเทศสูง ระบบสวัสดิการที่ยังไม่ครอบคลุม และความสามารถของภาครัฐในการบริหารความเสี่ยงที่ยังไม่เพียงพอ

 

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI กล่าวในการสัมมนาหัวข้อ “ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ว่า ความมั่นคงของประเทศจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งด้านชีวิต ความปลอดภัย เศรษฐกิจ และสิทธิเสรีภาพ เพราะความไม่มั่นคงในระดับประชาชนสามารถส่งผลต่อเสถียรภาพของประเทศได้เช่นกัน

 

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนในระยะยาว

 

ภูมิรัฐศาสตร์กระทบเศรษฐกิจไทย แต่ความเปราะบางภายในยิ่งเพิ่มความเสี่ยง

 

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกำลังส่งผลกระทบต่อประเทศไทยหลายด้าน ทั้งมาตรการกีดกันทางการค้า ความเสี่ยงจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้า ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ ตลอดจนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

 

ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ และธัญญาทิพย์ แสงสุวรรณ์ นักวิจัย TDRI ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางจากการพึ่งพาตลาดส่งออกบางประเทศในสัดส่วนสูง ขณะที่ไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการถูกใช้เป็นทางผ่านของสินค้าสวมสิทธิ์เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า

 

นอกจากนี้ ปัญหาข้ามพรมแดน เช่น มลพิษจากกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมาที่ส่งผลต่อแม่น้ำในภาคเหนือ ยังสะท้อนว่าความมั่นคงของประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่ภายในพรมแดนประเทศ

 

TDRI เสนอให้ไทยปรับแนวทางดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยเพิ่มอำนาจต่อรองและพิจารณาผลประโยชน์ระยะยาวมากกว่าผลลัพธ์เฉพาะหน้าในการเจรจาการค้า ควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบบางประเภท และยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจนอมินี รวมถึงการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและนักลงทุน

 

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรับมือแรงกดดันจากต่างประเทศ แต่รวมถึงการปรับปรุงกติกาและโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือความผันผวนจากภายนอก

 

AI เปลี่ยนโครงสร้างงาน กลุ่มทักษะสูงและแรงงานเริ่มต้นอาจได้รับผลกระทบ

 

อีกประเด็นสำคัญคือผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ซึ่งอาจเกิดขึ้นแตกต่างจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีในอดีต เพราะงานที่มีความเสี่ยงถูกทดแทนส่วนหนึ่งกลับเป็นงานที่ใช้ความรู้ มีรายได้ค่อนข้างดี และมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ

 

ดร.พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิชาการ TDRI เปิดเผยผลการศึกษาที่ประเมินว่าแรงงานไทยราว 2.2 ล้านคนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการใช้ AI ทดแทนงาน โดยเฉพาะงานธุรการ การบันทึกข้อมูล บัญชี การแปล การตลาด และงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินกลุ่มแรงงานที่มีความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าจะมีผู้ตกงานจำนวนเท่านี้ทั้งหมด

 

ข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์ที่ TDRI ศึกษาพบว่า ความต้องการทักษะด้าน AI เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่าระหว่างไตรมาส 2 ปี 2567 และไตรมาส 2 ปี 2569 โดยความต้องการไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสายเทคโนโลยี

 

ขณะเดียวกัน แรงงานจบใหม่อาจเผชิญความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดงานมากขึ้น เนื่องจากงานระดับเริ่มต้นบางส่วนสามารถใช้ AI ทำแทนได้ ส่วนงานที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะและการดูแลผู้อื่น เช่น งานช่างและการดูแลผู้สูงอายุ ยังเป็นงานที่ AI ทดแทนได้ยาก แต่หลายอาชีพยังมีข้อจำกัดด้านรายได้และความก้าวหน้า

 

ข้อเสนอของ TDRI จึงไม่ใช่การชะลอการนำ AI มาใช้ แต่เป็นการสนับสนุนให้ธุรกิจประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน ออกแบบงานใหม่ และสร้างเส้นทางเปลี่ยนอาชีพสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ

 

นอกจากผลกระทบต่อการจ้างงาน ดร.สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุโส TDRI ยังชี้ถึงความเสี่ยงจากการใช้ AI ก่ออาชญากรรมออนไลน์ ทั้งการปลอมเสียง ภาพ และการหลอกลวงทางดิจิทัล ซึ่งมีต้นทุนต่ำลงและสามารถเข้าถึงเหยื่อได้มากขึ้น

 

ข้อเสนอสำคัญคือการเปลี่ยนจากมาตรการป้องกันที่แยกส่วน ไปสู่ระบบความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างธนาคาร บริษัทโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อร่วมตรวจจับและสกัดกั้นอาชญากรรม โดยไม่ผลักภาระให้ประชาชนต้องป้องกันความเสียหายด้วยตนเองเพียงฝ่ายเดียว

 

ภาพการสัมมนาสาธารณะประจำปี 2569 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI 1

 

โลกรวนทำให้เห็นข้อจำกัดของระบบรับมือภัยพิบัติ

 

สำหรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดร.ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการ TDRI ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่สะท้อนข้อจำกัดของระบบบริหารจัดการภัยพิบัติไทย โดยปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแผนรับมือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำแผนไปปฏิบัติจริง และประสิทธิผลของมาตรการที่ดำเนินการแล้ว

 

TDRI เสนอให้ปรับระบบจัดการภัยพิบัติให้ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การเตรียมพร้อม การรับมือเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการฟื้นฟูชีวิตและเศรษฐกิจหลังเกิดภัย พร้อมพัฒนาระบบข้อมูลและการเตือนภัย รวมถึงกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบให้ชัดเจน เพื่อลดปัญหาการทำงานแยกส่วน

 

ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ ผลกระทบจากภัยพิบัติไม่ได้เกิดขึ้นกับประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน แรงงานรายวัน เกษตรกร ผู้สูงอายุ และผู้ประกอบการรายย่อยมักมีข้อจำกัดในการเตรียมพร้อมและฟื้นตัวหลังเกิดเหตุ

 

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการ TDRI จึงเสนอให้รัฐจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงภัยที่เชื่อมโยงและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถออกแบบระบบเตือนภัย การอพยพ และความช่วยเหลือได้ตรงตามความต้องการของประชาชนแต่ละกลุ่ม

 

ในระยะยาว รัฐควรเปลี่ยนน้ำหนักจากการเยียวยาหลังเกิดภัยไปสู่การลงทุนลดความเสี่ยงล่วงหน้า รวมถึงพัฒนากลไกประกันภัยและเครื่องมือทางการเงินสำหรับรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติขนาดใหญ่ โดยยังคงบทบาทของรัฐในการรับความเสี่ยงที่ภาคเอกชนไม่สามารถรองรับได้

 

สังคมสูงวัยท้าทายทั้งระบบดูแลและความมั่นคงของเงินบำนาญ

 

ความเสี่ยงอีกด้านหนึ่งที่สามารถคาดการณ์ได้ค่อนข้างชัดเจนคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดย ดร.อรรถกฤต เล็กศิวิไล นักวิชาการ TDRI ระบุว่า ภายในปี 2593 ประชากรไทยมากกว่าหนึ่งในสามจะเป็นผู้สูงอายุ ส่งผลให้ความต้องการบริการดูแลระยะยาวและหลักประกันรายได้หลังเกษียณเพิ่มขึ้น

 

ปัจจุบัน ภาระดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงยังตกอยู่กับสมาชิกครอบครัว โดยเฉพาะผู้หญิง ขณะที่ระบบบริการดูแลของภาครัฐยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึง แม้จะมีงบสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสำหรับการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง แต่จำนวนผู้เข้าถึงบริการในบางพื้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

 

TDRI เสนอให้ปรับปรุงการคัดกรองและลงทะเบียนผู้ต้องการความช่วยเหลือ พัฒนาบริการดูแลที่เหมาะกับสภาพสังคมเมือง ยกระดับมาตรฐานผู้ดูแล และพิจารณาจัดตั้งระบบประกันการดูแลระยะยาว เพื่อกระจายภาระค่าใช้จ่ายระหว่างรัฐ นายจ้าง และประชาชนวัยทำงาน

 

ขณะเดียวกัน ความยั่งยืนของกองทุนบำนาญประกันสังคมเป็นอีกประเด็นที่ต้องเร่งพิจารณา

 

ชาคร เลิศนิทัศน์ นักวิจัยอาวุโส TDRI ประเมินว่า หากไม่มีการปฏิรูป กองทุนบำนาญประกันสังคมอาจเริ่มเผชิญภาวะติดลบในปี 2580 และมีความเสี่ยงที่เงินกองทุนจะหมดลงในช่วงปี 2595-2601 จากจำนวนแรงงานที่จ่ายเงินสมทบลดลง สวนทางกับจำนวนผู้เกษียณและระยะเวลารับบำนาญที่เพิ่มขึ้น

 

ข้อเสนอประกอบด้วยการทยอยเพิ่มอัตราเงินสมทบส่วนบำนาญจากนายจ้างและลูกจ้างรวมกันจาก 6% เป็น 12% ปรับการบริหารเงินลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน และทยอยขยายอายุเริ่มรับบำนาญจาก 55 ปี เป็น 60 ปี โดยกำหนดข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่ไม่สามารถทำงานต่อได้

 

มาตรการเหล่านี้มีผลต่อภาระของนายจ้าง ลูกจ้าง และระยะเวลาการทำงานของประชาชน จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งในด้านความเป็นธรรมและช่วงเปลี่ยนผ่าน ควบคู่กับการปรับปรุงธรรมาภิบาลของสำนักงานประกันสังคม โดยเฉพาะความโปร่งใสในการลงทุนและการใช้จ่ายเงินกองทุน

 

รัฐต้องเป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่ต้องรักษาความสามารถทางการคลัง

 

เมื่อพิจารณาความเสี่ยงทั้ง 4 ด้านร่วมกัน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI เสนอว่า รัฐควรทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการความเสี่ยงเชิงระบบที่ประชาชนและภาคเอกชนไม่สามารถจัดการได้ด้วยตนเอง แต่ไม่จำเป็นต้องรับภาระทุกเรื่องหรือใช้มาตรการอุดหนุนในวงกว้างเสมอไป

 

ตัวอย่างเช่น ในภาวะราคาพลังงานผันผวน รัฐควรเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและสร้างแรงจูงใจให้ปรับตัว มากกว่าการตรึงราคาโดยไม่จำกัดภาระงบประมาณ ส่วนการรับมือผลกระทบจาก AI ควรมุ่ง “คุ้มครองคน ไม่ใช่คุ้มครองงาน” ด้วยระบบประกันการว่างงานที่เชื่อมโยงกับการฝึกทักษะและการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน

 

อย่างไรก็ตาม บทบาทดังกล่าวมีข้อจำกัดสำคัญจากฐานะการคลังของประเทศ โดย TDRI ตั้งข้อสังเกตว่าหนี้สาธารณะไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และระดับหนี้ที่เกิดขึ้นจริงยังสูงกว่าประมาณการในแผนการคลัง ซึ่งอาจลดความสามารถของรัฐบาลในการรองรับวิกฤตในอนาคต

 

ดร.สมเกียรติเสนอให้รัฐบาลรักษาพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ผ่านการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและการรั่วไหลจากการทุจริต ทบทวนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ไม่คุ้มค่า ตลอดจนพิจารณาแนวทางเพิ่มรายได้ภาครัฐ ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีที่สร้างแรงจูงใจให้ปรับพฤติกรรม เช่น ภาษีคาร์บอน

 

นอกเหนือจากงบประมาณ TDRI ยังชี้ว่าประสิทธิภาพภาครัฐเป็นเงื่อนไขสำคัญของการบริหารความเสี่ยง โดยเสนอให้ปรับระบบราชการให้ใช้ข้อมูลและหลักฐานประกอบการตัดสินใจมากขึ้น ลดกฎระเบียบที่ล้าสมัย และประเมินการทำงานจากผลลัพธ์ต่อประชาชนมากกว่าการปฏิบัติตามขั้นตอน

 

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองประชาชนกับความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจและการคลัง เพราะการเพิ่มหลักประกันทางสังคม การป้องกันภัยพิบัติ และการพัฒนาทักษะแรงงานล้วนต้องใช้ทรัพยากร ขณะที่การเพิ่มภาษี ปรับเงินสมทบ หรือเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ย่อมมีต้นทุนต่อประชาชนแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน

 

ข้อเสนอจากการสัมมนาของ TDRI สะท้อนว่า การรับมือโลกที่ไม่แน่นอนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการคาดการณ์วิกฤตเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการเตรียมความพร้อมของระบบเศรษฐกิจ สวัสดิการ และภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น แม้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกได้ทั้งหมด

 

 


READ MORE





Latest Stories