Menu
281335

เลาะอัลบั้ม ‘Lover’ มุมมองต่อความรัก ความสัมพันธ์ และสังคมที่เติบโตขึ้นของ Taylor Swift

23.08.2019
  • LOADING...
Taylor Swift

HIGHLIGHTS

7 MINS. READ
  • “อัลบั้มนี้มีหลากหลายอารมณ์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เป็นเหมือนจดหมายรักที่เขียนถึงความรักอีกที ทั้งในแง่มุมของความลุ่มหลง ความน่าตื่นเต้น ความน่ากลัว โศกนาฏกรรม รวมไปถึงช่วงเวลาที่แสนวิเศษ” เทย์เลอร์กล่าวไว้ในนิตยสาร Vogue อเมริกา ฉบับเดือนกันยายน
  • ในอัลบั้ม Lover เธอได้สร้างเรื่องราวใหม่ที่เพิ่มการวิพากษ์สังคมลงไปนิดๆ เช่นเพลง The Man ที่เป็นการออกมาโต้เถียงตัวเองเล็กๆ ว่า ทำไมเวลาผู้ชายที่รักๆ เลิกๆ กับคนนั้นคนนี้ถึงถูกมองว่าเจ๋ง ว่าเท่ ในขณะที่หากเป็นผู้หญิงอย่างเธอ กลับถูกดูถูกด้วยถ้อยความเสียๆ หายๆ เป็นนังแรดบ้าง เธอจึงอยากหยิบความเป็นเพศตรงนี้มาโต้แย้ง
  • นอกจากนี้ยังมีอีก 2 เพลง ที่ทำให้เรามองเห็นตัวเธอกับพื้นที่ยืนในสังคมในฐานะศิลปินคนหนึ่งคือ ME! และ You Need To Come Down ที่ดูตั้งอกตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อนำเสนอมุมมองของเธอต่อกลุ่มความหลากหลายทางเพศ

ต้องยอมรับว่า เทย์เลอร์ สวิฟต์ คือศิลปินหญิงแห่งยุคคนหนึ่งที่ผู้คนต่างจับตามอง และนอกเหนือจากเรื่องผลงานเพลงที่ผู้คนต่างให้ความสนใจแล้ว เรื่องความรักของเธอกับชายหนุ่มที่ผ่านเข้ามามากมายก็เป็นอีกเรื่องที่ทุกข่าวแท็บลอยด์ต้องหยิบมาพูดถึงเสมอเมื่อเธอสะบั้นรักกับหนุ่มคนนั้น หรือเขียนเพลงถึงผู้ชายคนนี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเพียงเปลือกของสิ่งที่ ‘ป๊อปสตาร์’ ทุกคนต้องเจอ

 

สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อว่ามุมมองความสัมพันธ์ของเธอมีความน่าสนใจคือ การหยิบจับเรื่องเล่าในชีวิตของตัวเองออกมาเป็นเพลงได้อย่างลุ่มลึก ถึงแม้ว่าสื่อนอกหลายสำนักจะยังมานั่งเพ่งเล็งว่า “เพลงนี้นางเขียนถึงใครวะ?” อยู่ดี แต่เราจะไม่สนใจตรงนั้นหรอก เพราะสิ่งที่เราสนใจคือ เทย์เลอร์กำลังถ่ายทอดมุมมองความรัก ชีวิต สังคม และความสัมพันธ์ของตัวเองอย่างไรในวัย 29 ปี มากกว่า

 

Taylor Swift

ปกอัลบั้ม Lover ของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ 

 

ในวันที่เธอเติบโตขึ้น ผ่านเรื่องราวอะไรมามากมายในช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้ เอาเถอะ เธอเติบโตขึ้นพร้อมๆ กับความรักที่เบ่งบานสะพรั่งออกมาทางภาษาเขียนของเธอเช่นเคย และเรากำลังรู้สึกว่า เทย์เลอร์กำลังกลับมาพร้อมกับความรู้สึกสดใหม่ในชีวิตของเธอเอง

 

“อัลบั้มนี้มีหลากหลายอารมณ์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เป็นเหมือนจดหมายรักที่เขียนถึงความรักอีกที ทั้งในแง่มุมของความลุ่มหลง ความน่าตื่นเต้น ความน่ากลัว โศกนาฏกรรม รวมไปถึงช่วงเวลาที่แสนวิเศษ” เทย์เลอร์กล่าวไว้ในนิตยสาร Vogue อเมริกา ฉบับเดือนกันยายน

 

Lover คือสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 7 ของเธอ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นทำงานกับบ้านหลังใหม่ที่ชื่อว่า Republic Records และ Taylor Swift Production ของเธอเอง ซึ่งหากนับยุคหลังจากอัลบั้ม Red เป็นต้นมา เธอยังคงเดินหน้านำเสนอความเป็นป๊อปสตาร์อยู่เหมือนเดิม ละทิ้งกลิ่นอายกีตาร์คันทรี เพิ่มซาวด์ที่ร่วมสมัย และจริตจะก้านมากขึ้น อย่างเช่นที่เราเห็นได้จาก2 อัลบั้มก่อนหน้า ทั้ง 1989 (2014) และ Reputation (2017) แต่ในอัลบั้มล่าสุดที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อวานนี้ (22 สิงหาคม 2562) ในชื่อ Lover ก็ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะค่อยๆ ผ่อนคลายความหนักหนาของดนตรีลงอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับเนื้อหาของแต่ละเพลงที่ค่อยๆ เบาบางลง ดูละมุนละม่อม แต่มิวายแทรกไว้ด้วยเรื่องราวในชีวิตของเธอที่มีมุมมองเฉพาะตัว

 

Taylor Swift

ภาพจากมิวสิกวิดีโอเพลง Lover

 

เพลงที่เพิ่งปล่อยมิวสิกวิดีโอออกมาอย่าง Lover เรียกได้ว่า เป็นไตเติลแทร็กชื่อเดียวกับอัลบั้มที่พอจะทำให้เราได้เห็นภาพรวมของอัลบั้ม ตัวเพลงเป็นบัลลาดเจือกลิ่นคันทรีบางๆ ที่ทำให้เราคิดถึงเธอในยุคก่อนอัลบั้ม 1989 สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นมากที่พอจะทำให้เรายังคงสัมผัสตัวตนของเธอมากขึ้นคือ การเลือกหยิบใช้คำศัพท์สวยงามอู้ฟู่ที่พบเห็นตามนิยายปรัมปรา เจ้าหญิงสาวสวย และเจ้าชายในฝัน มาใช้อธิบายความสัมพันธ์ของเธอ

 

จริงๆ แล้วนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมเราถึงชื่นชอบเพลงของเธอ เพราะด้วยบรรยากาศของความโรแมนติกที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาผ่านเนื้อเพลง การทำให้ความรักดูเป็นเรื่องแฟนตาซี หอมหวาน ซึ่งเหมือนสิ่งที่เธอกำลังพร่ำบอกมาเสมอว่า เธอเป็นคนบูชาความรักระดับหนึ่งเชียวแหละ และเธอต้องการบอกกับทุกคนว่า ความรักของเธอกำลังไปได้สวย มันอาจฟังดูประโลมโลกไปหน่อย แต่นี่คือจุดแข็งของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่เธอสามารถพาให้เรื่องความรักแสนธรรมดา กลายเป็นเรื่องพิเศษขึ้นมาได้ จากภาษาและดนตรีที่เข้าท่าของเธอ จึงคล้ายกับการได้ดูหนังรักโรแมนติกดีๆ สักเรื่อง

 

Taylor Swift

Photo: Instagram @taylorswift

 

แต่ถึงแม้เธอจะดูติดอยู่กับความรักอันสวยงามในอุดมคติของเธอ แต่ขณะเดียวกันในอัลบั้ม Lover นี้ เธอเองก็ยังสร้างเรื่องราวใหม่ที่เพิ่มการวิพากษ์สังคมลงไปนิดๆ จากสองแทร็กทั้ง The Man ที่เป็นการออกมาโต้เถียงตัวเองเล็กๆ ว่า ทำไมเวลาผู้ชายที่รักๆ เลิกๆ กับคนนั้นคนนี้ถึงถูกมองว่าเจ๋ง ว่าเท่ ในขณะที่หากเป็นผู้หญิงอย่างเธอทำบ้าง กลับถูกดูถูกด้วยถ้อยความเสียๆ หายๆ เป็นนังแรดบ้างล่ะ เธอจึงอยากหยิบความเป็นเพศตรงนี้มาโต้แย้ง แต่ให้พูดก็พูดเถอะว่า มันก็แอบเชยไปหน่อยสำหรับประเด็นนี้ในปี 2019 แต่ก็ทำให้เราได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการที่เธอเขียนเนื้อว่า ‘เธอไม่ใช่คนขี้ขลาด แถมยังเป็นคนประเภทเป็นผู้นำ’ ฉะนั้น นี่ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของ ‘วัยวุฒิ’ ที่โตขึ้นด้วย

 

ส่วนอีกเพลงอย่าง Miss Americana & the Heartbreak Prince ที่โคตรจะบ่งบอกความเป็นตัวเธอได้อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องภาษาเขียนและดนตรีที่ว่าด้วยเรื่องของหญิงสาวและหนุ่มหล่อไฮสคูลกำลังคิดหลีกหนีออกไปจากเมืองเล็กๆ ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่า เธอถูกขนานนามไว้ว่า เป็นศิลปินหญิงขวัญใจอเมริกันชน (America’s Sweetheart) ดังนั้น การที่เธออุปมาอุปไมยตัวเองเป็น Miss Americana ในเพลงนี้ และต้องการหลีกเร้นไปจากเมืองที่สิ้นหวัง จึงยิ่งเรียกความน่าสนใจจากคนฟัง อเล็กซิส เพรทิดิส นักวิจารณ์เพลงจาก The Guardian ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเพลงนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “หรือนี่จะเป็นการบ่งบอกอะไรบางอย่างแก่สังคมอเมริกันอันน่าสิ้นหวัง ภายใต้การปกครองของทรัมป์หรือเปล่า?” อะ ก็น่าคิด!

 

Taylor Swift

ภาพจากมิวสิกวิดีโอเพลง You Need To Come Down

 

นอกจากนี้อัลบั้ม Lover ยังมีอีก 2 เพลง ที่ทำให้เรามองเห็นตัวเธอกับพื้นที่ยืนในสังคมในฐานะศิลปินคนหนึ่งคือ ME! และ You Need To Come Down ที่ดูตั้งอกตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อนำเสนอมุมมองของเธอต่อกลุ่มความหลากหลายทางเพศ นอกเหนือไปจากกลุ่มแฟนเพลงของเธอเอง เธอต้องการสื่อสารกับคนทั้งโลกว่า ‘ฉันซัพพอร์ต LGBT+ นะจ๊ะ’ ซึ่งเธอก็ทำได้ดีทีเดียว ถึงแม้ว่าเพลง ME! จะกลายเป็นแทร็กที่หลุดออกไปจากอัลบั้มโดยรวมเสียหน่อย ส่วน You Need To Come Down เอง ก็เป็นเพลงป๊อปที่ป๊อปเหลือเกิน ซึ่งทำให้เราชื่นชอบได้ไม่ยาก อีกทั้งยังขนทั้งแดร็กควีน เหล่าพิธีกรจาก Queer Eye และพิธีกร ดารา นักแสดง LGBT มากมายมาไว้ในมิวสิกวิดีโอ รวมไปถึงการกลับมารักกันอีกครั้งของเธอกับ เคที เพอร์รี อดีตเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดที่มีปัญหากันไปก่อนหน้านี้ คล้ายๆ จะเป็นการล้างไพ่และเริ่มต้นใหม่อย่างที่เธอว่าไว้จริงๆ

 

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ การลุกขึ้นมาสนับสนุนกลุ่มความหลากหลายทางเพศของเธอนี่แหละ เพราะคุณรู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วเธอนับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก ตามครอบครัวของเธอทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ที่มีจุดยืนที่ค่อนข้างชัดเจนในเรื่องการไม่สนับสนุนกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ฉะนั้น เราจึงได้เห็นเพลงในอัลบั้มก่อนหน้าอย่าง Don’t Blame Me หรือแม้แต่ในอัลบั้มนี้อย่างเพลง False God ที่เธอเริ่มหันมาพูดเรื่องความศรัทธาของเธอที่มีต่อพระเจ้า โดยเปรียบเปรยเข้ากับความรักครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่ ซ้ำยังมีเพลงที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศไปด้วยกันในอัลบั้มเดียว ถือเป็นการบ่งบอกความเชื่อมั่นในตัวเธอที่มีต่อมนุษย์โลกด้วยกัน ซึ่งขัดกับความเชื่อที่เธอรับรู้มาตั้งแต่ยังเด็ก และนี่จึงนับเป็นการลุกขึ้นมายืนหยัดเพื่ออะไรบางอย่าง โดยไม่แคร์ความเป็นป๊อปสตาร์ของเธออีกครั้งหนึ่ง

 

Taylor Swift

Photo: Instagram @taylorswift

 

เทย์เลอร์ สวิฟต์ คือมนุษย์ครบรสคนหนึ่งที่มีอารมณ์หลากหลาย และการที่เพลงของเธอเป็นที่ถูกใจผู้ฟัง นอกเหนือจากชั้นเชิงทางด้านดนตรีที่สร้างผลงานเพลงป๊อปออกมาได้น่าฟังคือ การสร้างประสบการณ์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวเธอและผู้ฟัง ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างอะไรมากนักจากศิลปินป๊อปคนอื่นๆ เพียงแต่เราได้เห็นเธอเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กัน จากเด็กสาวคันทรีกลายเป็นหญิงสาวสะพรั่งที่กำลังมีความรักอันหอมหวาน

 

เราจึงเชื่อเหลือเกินว่า ในวัย 29 ปีของเธอ กับอัลบั้ม Lover คือความรักในใจที่มีต่อชีวิต สังคม และคนรอบข้างจริงๆ

 

Photo: Instagram @taylorswift

 

ภาพ: Instagram @taylorswift

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR