การเดินทางเยือนประเทศเอสวาตินีของไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นร้อนในเวทีโลกที่สะท้อนให้เห็นความตึงเครียดระหว่างจีน-ไต้หวันอย่างชัดเจน
เมื่อการเยือนต่างประเทศที่ดูเหมือนเป็นภารกิจปกติของผู้นำ แต่สำหรับประธานาธิบดีไต้หวันกลับต้องเผชิญแรงกดดันจากจีนอย่างหนัก โดยรัฐบาลปักกิ่งได้ออกมาวิจารณ์การเยือนครั้งนี้อย่างรุนแรง ขณะที่ไทเปยืนยันสิทธิในการมีปฏิสัมพันธ์กับโลกที่ไม่อาจถูกปิดกั้น
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเดินทางของไล่ชิงเต๋อในครั้งนี้ไม่ได้มีประกาศแจ้งล่วงหน้า และเดิมทีกำหนดการควรจะอยู่ในช่วงปลายเดือนเมษายน แต่สาเหตุที่ต้องขยับมาเป็นช่วงนี้แทนเป็นเพราะประเทศเซเชลส์ มอริเชียส และมาดากัสการ์ ได้ยกเลิกใบอนุญาตทางการบินของเครื่องบินเช่าเหมาลำของไล่ชิงเต๋อโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ซึ่งทางการไต้หวันออกมาระบุว่า การยกเลิกดังกล่าวเกิดจากแรงกดดันอย่างหนักจากจีน พร้อมเรียกการกระทำนี้ว่า “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประชาคมระหว่างประเทศ”
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนเดินหน้ากดดันประเทศต่างๆ ให้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลไทเป ทำให้ปัจจุบันไต้หวันเหลือพันธมิตรทางการทูตอย่างเป็นทางการเพียง 12 ประเทศเท่านั้น ซึ่งรวมถึงกัวเตมาลา เฮติ นครรัฐวาติกัน และเอสวาตินี
แต่ถึงแม้จีนจะกดดันหลายประเทศในทวีปแอฟริกาและยุโรปไม่ให้ผู้นำไต้หวันใช้น่านฟ้า แต่ท้ายที่สุดไล่ชิงเต๋อก็สามารถเดินทางถึงประเทศเอสวาตินีได้สำเร็จ ซึ่งเขาย้ำจุดยืนสำคัญว่าไต้หวันจะไม่ยอมละทิ้งการมีส่วนร่วมกับประชาคมโลก โดยระหว่างการเยือนไล่ชิงเต๋อได้เข้าพบกษัตริย์อึมสวาติที่ 3 (กษัตริย์แห่งเอสวาตีนี) พร้อมกับมีการลงนามข้อตกลงทางการค้า และได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการในระดับรัฐพิธี
การเยือนในครั้งนี้ได้จุดชนวนความไม่พอใจจากจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนวิจารณ์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น “การแสดงที่น่าขบขัน” และกล่าวหาว่าผู้นำไต้หวันใช้เครื่องบินต่างชาติทำการ “ลักลอบ” ออกจากเกาะ
สาเหตุของแรงกดดัน
แก่นของแรงกดดันนี้มาจากหลักการ “จีนเดียว” ที่รัฐบาลปักกิ่งยึดถือมาตลอด แม้ในหลายครั้ง ไต้หวันจะอ้างสิทธิในการปกครองตนเอง แต่จีนยังคงยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตน และเพราะเหตุนี้จึงมองว่า “ไต้หวันไม่มีสิทธิมีความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐ” และได้พยายามกดดันประเทศต่างๆ ให้ยุติความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทเป ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลไต้หวันโต้แย้งอย่างหนักแน่น
ไล่ชิงเต๋อ ระบุบนแพลตฟอร์ม X ว่า “เขาเดินทางถึงเอสวาตินีเพื่อยืนยันมิตรภาพอันยาวนานของเรา พร้อมย้ำว่าไต้หวันจะไม่มีวันยอมจำนนต่อแรงกดดันจากภายนอก ความมุ่งมั่นและพันธะของเราตั้งอยู่บนความเข้าใจว่า ไต้หวันจะยังคงมีส่วนร่วมกับโลกต่อไป ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายใด” ซึ่งในภายหลัง ไล่ได้กล่าวขอบคุณกษัตริย์เอสวาตินีที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างไต้หวัน แม้ต้องเผชิญแรงกดดันทางการทูตและเศรษฐกิจจากจีนก็ตาม
ทางด้านของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้โดยระบุว่า “การเยือนในครั้งนี้จะจบลงด้วยความล้มเหลวเสมอ และจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน” พร้อมเรียกร้องให้เอสวาตินีและประเทศอื่น ๆ มองให้เห็นทิศทางของประวัติศาสตร์ และหยุดทำหน้าที่สนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน
สำหรับเอสวาตินีนั้น เป็นประเทศเดียวในทวีปแอฟริกาที่ยังคงให้การรับรองไต้หวันอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางแนวโน้มที่หลายประเทศหันไปสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนแทน และในขณะเดียวกันเอสวาตินีก็กลายเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ไม่ได้รับสิทธิการเข้าถึงตลาดจีนแบบปลอดภาษี เนื่องจากยังคงมีความสัมพันธ์กับไต้หวัน
การเดินทางที่ไม่ใช่เพียงแค่การเยือน
หากย้อนมองในอดีตที่ผ่านมา จะพบว่า การเดินทางเยือนของบุคคลสำคัญหรือผู้นำทางการเมืองระหว่างไต้หวันกับประเทศอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น “เครื่องมือทางยุทธศาสตร์” ที่แต่ละฝ่ายมักใช้เพื่อส่งสัญญาณทางการทูตเสมอ และมีความหมายใน “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” อย่างมาก
ตัวอย่างสำคัญคือ เหตุการณ์เยือนไต้หวันของแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ในปี 2022 ซึ่งนำไปสู่การซ้อมรบขนาดใหญ่ของจีน และยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค โดยรัฐบาลจีนในขณะนั้นได้ประณามรัฐบาลสหรัฐฯ และเรียกการเยือนในครั้งนั้นว่า “ละเมิดหลักการจีนเดียวอย่างร้ายแรง”
ส่วนการเยือนจีนของเจิ้งลี่เหวิน ผู้นำก๊กมินตั๋งหรือฝ่ายค้านไต้หวัน และได้พบกับสีจิ้นผิงเมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีนัยสำคัญที่ก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงในสังคมไต้หวัน ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยการเยือนครั้งนี้ยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่นักการเมืองระดับสูงที่ยังอยู่ในตำแหน่งของไต้หวันมาเยือนจีนแผ่นดินใหญ่
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทที่รัฐบาลพรรค DPP กำลังพิจารณาอนุมัติงบประมาณกลาโหมจำนวนมากเพื่อจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกาเพื่อเสริมขีดความสามารถในการป้องกันดินแดน ขณะที่พรรคก๊กมินตั๋งของเจิ้งลี่เหวิน พยายามชะลอและคัดค้านมาตรการดังกล่าวในสภา จึงนำไปสู่ข้อสงสัยจากฝ่ายรัฐบาลว่าอาจมี “ผลประโยชน์ทางการเมือง” บางอย่างที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์พบปะผู้นำจีน
ท้ายที่สุดแล้ว จะเห็นได้ว่า ทุกการเดินทางของบุคคลระดับสูงล้วนมีนัยทางการเมืองที่ลึกซึ้งแฝงอยู่ และบ่อยครั้งได้เกี่ยวข้องกับการต่อรองทางอำนาจและขอบเขตอิทธิพลบนเวทีโลก และได้สะท้อนถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ” ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จีน “ยอมรับได้” สำหรับไต้หวัน
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ประเด็นที่ควรจับตามองอย่างใกล้ชิดในอนาคตคือ รัฐบาลของไล่ชิงเต๋อจะมีทิศทางในการยืนหยัดจุดยืนของตนอย่างไร เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากจีนที่เข้มข้นมากขึ้นในระยะยาว
ภาพ: Taiwan Presidential Office/Handout via REUTERS
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/5/3/taiwan-leader-visits-eswatini-despite-chinas-attempts-to-block-trip
- https://www.reuters.com/world/china/taiwan-president-defiant-begins-eswatini-trip-china-calls-him-rat-2026-05-03/
- https://www.npr.org/2026/05/02/g-s1-119911/taiwans-lai-lands-in-eswatini-in-a-trip-delayed-by-lack-of-overflight-clearance
- https://apnews.com/article/taiwan-china-us-wang-yi-marco-rubio-d19c90e61ada9e938b37b35c9c6f684b


