Menu
169834

มุมมอง ความคิด ความสดใส เมื่อวัยใกล้เลขหลัก 3 ของ แต้ว ณฐพร

โดย THE STANDARD TEAM
24.12.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

7 Mins. Read
  • สิบกว่าปีในวงการบันเทิง ทำให้ แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์ พัฒนาทักษะการเข้าสังคม เธอเปิดใจที่จะรับฟังความแตกต่างของแต่ละคน และไม่ยึดติดกับความสำเร็จ เพราะชีวิตนั้นมีขึ้นมีลง “การแสดงมันคืองานศิลปะแบบหนึ่ง ต่อให้เราเคยได้รับรางวัลอะไรมา พอเราได้รับบทใหม่มันก็เหมือนกระดาษว่างๆ อันใหม่ ที่เราไม่รู้เลยว่าจะเริ่มต้นวาดภาพให้มันออกมาเป็นอย่างไร มันทำให้เราพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ เพราะทุกๆ อย่างมันต้องมีขึ้นมีลง ถึงชื่อเสียงมันขึ้นไป มันก็ต้องมีลง”
  • แต้วมองว่าไม่มีใครเป็นผู้ใหญ่พอในแต่ละอายุหรอก ทุกคนก็จะมีความรู้สึกว่าฉันยังไม่ถึงวัยนี้ ยังมีความเป็นเด็ก ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเร่งเวลา แค่เราเป็นเราในเวอร์ชันนั้นให้ดีที่สุดก็พอแล้ว
  • แต้วบอกว่าความจริงเธอเป็นคนขี้เกียจมาก สมัยเรียนแต้วจะอ่านหนังสือวันสุดท้ายก่อนสอบ แต่พอถึงเวลาทำงานเธอกลับจริงจัง ตั้งใจ และจดทุกอย่างที่ขว้างหน้า “เราไม่ได้เกิดมาแบบ Born to be an Actress แต้วต้องใช้ความพยายามมาก เราเลยจะอยู่กับมันให้เยอะ สิ่งไหนที่รู้สึกว่ายากมาก เราก็จะยิ่งอยู่กับมันเยอะมาก หลายคนที่เคยเห็นว่าเวลาแต้วทำงาน แต้วก็จดโน้ตไปในบทเยอะแยะไปหมด จะทำการบ้านกับบท เหมือนเรียนหนังสือเลย”
  • ความขยันและตั้งใจของเธอยังไม่หมด ล่าสุดในละครเรื่อง รากนครา ที่ต้องเล่นเป็นคนเหนือ เรื่องราวเกี่ยวกับสมัยรัฐฉาน แต้วหายหน้าหายตาไป 2-3 วัน แล้วขึ้นไปที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อไปหาข้อมูล ไปดู ไปอยู่ ไปเก็บบรรยากาศ เพื่อให้ตนเองอินกับคนในยุคสมัยนั้นจริงๆ

“แต้วเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องจริงๆ เอาแน่เอานอนกับตัวเองไม่ค่อยได้” เสียงเล็กๆ กะทัดรัดพอๆ กับใบหน้าเรียวสวยของ แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์ หนึ่งในนางเอกที่ได้รับการยอมรับในฝีมือการแสดงในระดับแถวหน้าช่อง 3 ออกตัวไว้ก่อนจะนั่งลงพูดคุยกับ THE STANDARD แต่ถึงอย่างนั้นหลังจากได้คุยกันเพียงไม่นาน เธอก็ทำให้เราสัมผัสได้ถึงพลังความคิดบวกในตัวเอง  

 

แต้วเล่าถึงอุปนิสัยของเธอว่าเป็นคนขี้อายมาตั้งแต่สมัยมัธยม แต่การเข้าเรียนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ทำให้เธอมีความกล้ามากขึ้น เพราะมีโอกาสต้องพรีเซนต์งานอยู่บ่อยครั้ง เลยเหมือนเป็นภาคบังคับ แต่ความขี้อายก็ยังคงมีอยู่ แม้แต้วจะได้มาเป็นนักแสดง และถือว่าฝีไม้ลายมือของแต้วทำให้เธอจัดอยู่ในนักแสดงคุณภาพ

 

เราไม่ได้เกิดมาแบบ Born to be an Actress แต้วต้องใช้ความพยายามมาก เราเลยจะอยู่กับมันให้เยอะ สิ่งไหนที่รู้สึกว่ายากมาก เราก็จะยิ่งอยู่กับมันเยอะมาก หลายคนที่เคยเห็นว่าเวลาแต้วทำงาน แต้วก็จดโน้ตไปในบทเยอะแยะไปหมด จะทำการบ้านกับบท เหมือนเรียนหนังสือเลย

หลังผ่านหลักสิบปีในวงการบันเทิงมาแล้ว ยังมีอะไรที่อยากทำอีกบ้างไหม

ถ้าเป็นงานการแสดง แต้วอยากแสดงบทบาทที่แตกต่างออกไป ตอนนี้งานที่แต้วอยากทำและยังไม่มีโอกาสได้ทำอย่างจริงจังคืองานแสดงภาพยนตร์ อย่าง นาคี 2 ถือเป็นภาพยนตร์ก็จริง แต่เราไปทำงานอยู่ไม่นาน ที่ผ่านมาแต้วมีโอกาสเล่นหนังบ้าง แต่ว่าแต่ละเรื่องมันแค่สั้นๆ เหมือนไปรับเชิญ ยังไม่มีโอกาสเล่นเต็มตัวเลย แต่งานที่แต้วคิดว่าไม่เหมาะกับแต้วแน่ๆ คืองานพิธีกร เพราะแต้วไม่ชอบสัมภาษณ์ ซักถามคนอื่นเท่าไร

 

เป้าหมายของการอยู่ในวงการบันเทิง ณ ตอนนี้ล่ะ

เราเป็นคนไม่ตั้งเป้าหมายไกลๆ แค่อยู่กับเป้าหมายระยะสั้น สมมติได้รับมอบหมายให้เล่นละครเรื่องนี้ แต้วก็จะอยู่กับตรงนั้น และจะอยู่แบบมุ่งมั่นจริงจังกับมันจริงๆ ถ้ามีโอกาสอะไรใหม่ๆ เข้ามาก็จะประเมินตัวเองว่าเราอยากทำไหม อินกับมันไหม พร้อมที่จะสู้ไปกับมันไหม

 

แสดงว่าเลือกรับงานพอสมควร

ถ้าเป็นงานละครก็มีเลือกอยู่บ้าง กับบทที่เราจะสนุกกับมัน มีงานหลายแบบติดต่อมา แต่เราก็มีเลือกบ้าง ไม่ได้รับในทันที ค่อยๆ คิดดูว่าเราอยากทำมากน้อยแค่ไหน เรามองหาโอกาสที่เราจะได้ทำงานรูปแบบใหม่ๆ มากกว่า

 

แต่อย่างงานล่าสุดได้ทำคือ ได้ไปร่วมโชว์ในคอนเสิร์ตพี่เบิร์ด (Babb Bird Bird #11: Dream Journey) ถือเป็นประสบการณ์ใหม่มาก เราต้องขึ้นไปร้องเพลง แต่ว่าร้องเพลงไม่เก่ง มันเป็นเหมือนโชว์มากกว่า แต้วเป็นคนชอบเต้น แบบเต้นของเราเองนะ ไปเรียนเป็นครั้งๆ เพื่อออกกำลังกาย แต่ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งเราจะได้โอกาสจากพี่เบิร์ดให้ไปอยู่ในคอนเสิร์ตใหญ่ขนาดนั้น มันทำให้แต้วตื่นเต้นและสนุกมาก แม้จะเป็นช่วงเวลาไม่นานที่เราได้อยู่บนเวที แต่แต้วก็เอาจริงเอาจังนะ ไปออกกำลังกายให้ฟิตมากขึ้น ไม่ค่อยมีคนรู้ว่าแต้วชอบเต้น

 

ตอนเล่น รากนครา แต้วต้องเล่นเป็นคนเหนือ ตอนนั้นเราได้ไปเรียนกับหม่อมน้อย เขาก็จะเน้นสอนเรื่องความเชื่อมากๆ เราก็อยากจะอินกับคาแรกเตอร์มากๆ คือเรื่องราวมันเกี่ยวกับสมัยรัฐฉาน แต้วก็ไป มช. เลย หายไป 2-3 วัน ไปหาข้อมูล ไปอยู่ ไปดู ไปอิน เพื่อให้เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนในยุคนั้นจริงๆ

แต้วอยู่ในวงการบันเทิงมาสิบกว่าปี แต่แทบไม่เคยได้ยินข่าวลบๆ เลย อยากรู้ว่าต้องวางตัวอย่างไรถึงทำได้แบบนี้  

ถ้าเป็นเรื่องการวางตัว เราก็เป็นปกติของเราแบบนี้นะ เป็นตัวของตัวเองนี่แหละ พอทำงาน แต้วรู้สึกว่าสิบปีมันเร็วมาก พอเราเริ่มงานอะไรแล้วเราจะเอาตัวเข้าไปฝากไว้กับงานเลย อยู่กับที่บ้าน ไปกินข้าวหรืออะไร เราก็จะอยู่กับงานด้วย คิดว่าจะทำอย่างไรให้งานออกมาดี เพราะเราไม่ได้เกิดมาแบบ Born to be an Actress แต้วต้องใช้ความพยายามมาก เราเลยจะอยู่กับมันให้เยอะ สิ่งไหนที่รู้สึกว่ายากมาก เราก็จะยิ่งอยู่กับมันเยอะมาก หลายคนที่เคยเห็นว่าเวลาแต้วทำงาน แต้วก็จดโน้ตไปในบทเยอะแยะไปหมด จะทำการบ้านกับบท เหมือนเรียนหนังสือเลย

 

อย่างตอนเล่น รากนครา แต้วต้องเล่นเป็นคนเหนือ ตอนนั้นเราได้ไปเรียนกับหม่อมน้อย เขาก็จะเน้นสอนเรื่องความเชื่อมากๆ เราก็อยากจะอินกับคาแรกเตอร์มากๆ คือเรื่องราวมันเกี่ยวกับสมัยรัฐฉาน แต้วก็ไปมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เลย หายไป 2-3 วัน ไปหาข้อมูล ไปอยู่ ไปดู ไปอิน เพื่อให้เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนในยุคนั้นจริงๆ แล้วก็ไปเรียนภาษาอยู่พักหนึ่ง ก็ค่อนข้างซีเรียสกับการทำงานจนบางทีหลายคนต้องคอยบอกว่าไม่ต้องซีเรียสขนาดนี้ก็ได้มั้ง จริงๆ เป็นคนขี้เกียจมาก สมัยเรียนหนังสือจะอ่านวันสุดท้ายก่อนสอบ แต่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าพอเป็นการทำงานแล้วเรากลับจริงจังมาก

ถ้าสมมติเป็นแต้วที่ไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิงเลย แต้วคงไม่ได้เปิดมากขนาดนี้ เพราะแต้วเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว อย่างน้อยการอยู่ตรงนี้มันเปิดโอกาสให้เราได้เจอคน และพัฒนาสกิลการเข้าสังคม

การเดินทางในวงการบันเทิงตลอดสิบกว่าปีให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง  

ถ้าสมมติเป็นแต้วที่ไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิงเลย แต้วคงไม่ได้เปิดมากขนาดนี้ เพราะแต้วเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว อย่างน้อยการอยู่ตรงนี้มันเปิดโอกาสให้เราได้เจอคน และพัฒนาสกิลการเข้าสังคม อันนี้เป็นเรื่องเบสิกมาก

 

ส่วนการเป็นนักแสดง มันมีประโยชน์ตรงทำให้เราเปิดใจที่จะรับฟังความแตกต่างของแต่ละคน เพราะเราต้องไปเป็นตัวละครนั้นๆ แล้วเราก็ต้องหาเหตุผลในการกระทำของแต่ละตัวละคร มันเหมือนแบบฝึกหัดที่ทำให้เรายิ่งกลับมามองชีวิตแล้วเข้าใจความต่างของแต่ละคนได้แบบใจเย็นขึ้น ถึงเขาทำไม่ดี แต่เขาก็มีเหตุผลแหละที่เขาทำอะไรแบบนั้นลงไป นี่คือสิ่งที่เป็นข้อดีของการเป็นนักแสดงที่แต้วได้รับ

 

อีกอย่างที่สอนคือ มันทำให้เราไม่ยึดติด เพราะความสำเร็จในงานงานหนึ่งไม่ได้การันตีเลยว่างานต่อไปมันจะดีไหม การแสดงมันคืองานศิลปะแบบหนึ่ง ต่อให้เราเคยได้รับรางวัลอะไรมา พอเราได้รับบทใหม่มันก็เหมือนกระดาษว่างๆ อันใหม่ ที่เราไม่รู้เลยว่าจะเริ่มต้นวาดภาพให้มันออกมาเป็นอย่างไร มันทำให้เราพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ เพราะทุกๆ อย่างมันต้องมีขึ้นมีลง ถึงชื่อเสียงมันขึ้นไป มันก็ต้องมีลง

 

การแสดงมันคืองานศิลปะแบบหนึ่ง ต่อให้เราเคยได้รับรางวัลอะไรมา พอเราได้รับบทใหม่มันก็เหมือนกระดาษว่างๆ อันใหม่ ที่เราไม่รู้เลยว่าจะเริ่มต้นวาดภาพให้มันออกมาเป็นอย่างไร มันทำให้เราพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่

ตอนนี้แต้วอายุ 29 แล้ว กลัวเลข 3 ที่กำลังจะมาถึงบ้างไหม

(นิ่งคิด) กลัวนิดหนึ่งแหละ ด้วยความเป็นผู้หญิงเนอะ ในทางกายภาพหลายๆ คนที่เป็นนักแสดงด้วยกันก็จะบอกว่าเลข 3 มันเร็วมากเลยนะ อย่างน้อยกินเยอะก็จะอ้วน ก็จะกลัวแง่นั้นนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้น freak out แค่ใจหายมากกว่าแบบ เฮ้ย สามสิบมันคือผู้หญิงวัยกลางคนหรือเปล่า นี่ฉันกำลังจะเข้าวัยนี้แล้วใช่ไหม

 

หลายคนพอเราบอกว่าอายุ 29 แล้ว ก็จะตกใจ รู้สึกเหมือนเพิ่งจบเลย แต้วก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เอาจริงๆ จบมา 5 6 7 8 9 ปีแล้วมั้ง

 

ตอนเด็กๆ แต้วเคยจินตนาการภาพตัวเองตอนอายุสามสิบไว้อย่างไรบ้าง

อย่างที่บอกว่าเราเป็นคนไม่ค่อยวางแผน เพราะนิสัยเป็นคนชอบกดดันตัวเอง ถ้าวางแผนล่วงหน้าแล้วทำไม่ได้ชีวิตจะไม่มีความสุขสุดๆ ก็เลยพยายามปล่อยฟรี ให้มันสบายๆ เราแค่เคยมีภาพว่าถ้าเราสามสิบ เราต้องดูภูมิฐาน เป็นคุณนายแต้วที่เข้าใจทุกอย่าง รับมือทุกปัญหาได้ แต่ในความจริงแล้วคือยังห่างไกลสุดๆ ถ้าให้เทียบวุฒิภาวะในร่างนี้คืออยู่สักยี่สิบกว่าๆ ไม่ได้พูดถึงหน้าตาริ้วรอยนะ แต่ข้างในเรายังมีความงอแง อยากพัก อยากไปเที่ยวอะไรอย่างนี้ ยังไม่เหมาะกับความอายุสามสิบ

 

ซึ่งทุกๆ ปีเราก็จะบอกตัวเองนะ เฮ้ย โตได้แล้ว พยายามเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว แต้วว่าทุกคนก็คงมีฟีลนี้ไม่ต่างกัน แต่ว่าเอาจริงๆ สำหรับแต้วมองว่ามันไม่มีใครเป็นผู้ใหญ่พอในแต่ละอายุหรอก ทุกคนก็จะมีความรู้สึกว่าฉันยังไม่ถึงวัยนี้ เหมือนมันยังมีความเป็นเด็ก ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเร่งเวลาให้เราเป็นผู้ใหญ่หรอก แต้วคิดว่าเราเป็นเราในเวอร์ชันนั้นให้ดีที่สุด แค่นั้นก็พอแล้ว

 

ถ้าเรามองว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ มันก็เหมือนเราหยุดที่จะเรียนรู้ขวนขวายทำความเข้าใจชีวิตแล้ว เพราะฉะนั้นแต้วมองว่าเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่แบบนี้ไปแหละดีแล้ว

 

เป็นคนคิดบวกแบบนี้ เคยรู้สึกเป็นทุกข์ไหม

ส่วนใหญ่ความทุกข์ของแต้วคือความกังวลในอนาคตมากกว่า เราก็จะแอบคิดเหมือนกันว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป พ่อแม่หายห่วงกับเราหรือยัง เป็นความกังวลให้เราคิดๆ แค่นั้น แต่ไม่ถึงขั้นเป็นทุกข์มาก อาจเพราะเรายังมีคุณพ่อคุณแม่ดูแล แล้วเขาก็ให้คำปรึกษาที่ดีกับเรา เหมือนฝังชิปใส่ระบบการจัดการปัญหาต่างๆ ให้เราไปเรื่อยๆ แต้วว่าชีวิตต้องมีอุปสรรคผ่านเข้ามาอยู่แล้ว คิดไปในทางบวกดีกว่าเนอะ

 

ถ้าเรามองว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ มันก็เหมือนเราหยุดที่จะเรียนรู้ขวนขวายทำความเข้าใจชีวิตแล้ว เพราะฉะนั้นแต้วมองว่าเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่แบบนี้ไปแหละดีแล้ว

เรื่องราวก๋ากั่นที่สุดของแต้ว

แต้วไม่เข้าใจว่าทำไมคนชอบคิดว่าแต้วอินโนเซนต์ คือเราก็มีก๋ากั่นบ้าง อย่างสมัยเรียนมหาวิทยาลัย พี่เราเพิ่งซื้อ BlackBerry มาใช้ ช่วงนั้นก็มีคนขายที่มาบุญครองเยอะมาก พี่ไปซื้อเครื่องใหม่แล้วก็เอามาอวดเรา เราดูแล้วรู้สึกเหมือนเครื่องปลอม  เฮ้ย ยอมไม่ได้ (ตบโต๊ะ) เราต้องไปวีนหน่อย ซึ่งเราไม่เคยมีโมเมนต์นี้เลยนะ เวลาโกรธเพื่อนเราก็จะนิ่งๆ แต่ตอนนั้นลุยเลย ไปพูดๆ ไฟต์มาให้พี่ จนเขายอมเปลี่ยนให้

 

ตอนนั้นโกรธจริงหรือแอ็กติ้ง

ไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ) แต่ใจเราเต้นตุ้บๆ เหมือนเราไม่ได้โกรธเขาหรอก แต่ตื่นเต้น เหมือนแบบว่า นี่ฉันทำอะไรลงไป

 

แล้วเรื่องที่ทำให้มีความสุขที่สุดในช่วงนี้ล่ะ

คอนเสิร์ตพี่เบิร์ดจะรีสเตจ การได้ขึ้นไปเต้นมันเป็นความสุขมากๆ เหมือนเป็นงานอีกประเภทหนึ่งที่เราไม่เคยทำ กว่าจะขึ้นเวทีไปโชว์ไม่กี่นาทีก็จริง แต่ 3 นาทีนี้เราเหนื่อยไม่ได้เลยนะ ปกติแต้วเป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกาย แต่ก่อนหน้าจะขึ้นโชว์ในคอนเสิร์ตก็ต้องออกกำลังกายเยอะมาก เหมือนบังคับให้เราได้ออกกำลังกายไปด้วย แล้วก็มีเรื่องการเตรียมเพอร์ฟอร์แมนซ์ต่อหน้าคน มันสนุกจริงๆ อยู่ตรงนั้นเราได้แรงบันดาลใจเยอะมาก ทั้งจากตัวพี่เบิร์ดเองและทีมงานทุกคน เราอยากให้บรรยากาศแบบนั้นมันกลับมาอีก ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ลุ้นอยู่ แล้วเพิ่งได้คอนเฟิร์มเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เยส! (ชูกำปั้น)

 

ที่ผ่านมาไม่ค่อยออกกำลังกาย พออายุใกล้เลข 3 ส่งผลให้ดูแลตัวเองมากขึ้นไหม

นั่นคืออีกหนึ่งแรงบันดาลใจของการออกกำลังกาย ช่วงนี้ก็พยายามดูแลตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่แค่ออกกำลังกาย เรื่องกินก็ดูแลมากขึ้น เพราะอายุและการทำงานด้วย

 

แต่ก่อนได้ยินว่าแต้วให้ความสำคัญกับสกินแคร์มาก เดี๋ยวนี้ยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม

ไม่ค่อย (หัวเราะ) เหมือนตอนนั้นเรากลัวแก่ แต่อยู่ดีๆ ความรู้สึกนั้นก็หายไป มันอาจถูกแทรกด้วยอย่างอื่น บางทีการทำงาน การเตรียมตัว ก็ทำให้ความสนใจตรงนั้นลดน้อยลงไปบ้าง

 

เราอยากรู้สึกมั่นใจในความเป็นตัวเรา มีความสุขกับการใช้ชีวิตได้ ไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จแบบมีเงินพันล้าน แต่เราสามารถยิ้มให้กับปัญหาได้ นี่คือผู้หญิงเก่งและสวยสำหรับแต้ว

ถ้าต้องเลือกระหว่างเป็นผู้หญิงเก่งกับผู้หญิงสวย แต้วเลือกอะไร

แล้วผู้หญิงเก่งต้องไม่สวยเลยเหรอ

 

แต้วมองเรื่องความสวยของผู้หญิงอย่างไร

แต้วมองว่ามันเป็นธรรมชาติของแต่ละคนที่แตกต่างกัน แต่ถ้าสมมติเราเลือกได้ ซึ่งความจริงเลือกไม่ได้ เราก็อยากเป็นผู้หญิงเก่ง เก่งในที่นี้ไม่ได้ต้องการให้ใครมาชมหรอก แต่เราอยากรู้สึกมั่นใจในความเป็นตัวเรา มีความสุขกับการใช้ชีวิตได้ ไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จแบบมีเงินพันล้าน แต่เราสามารถยิ้มให้กับปัญหาได้ นี่คือผู้หญิงเก่งและสวยสำหรับแต้ว

 

New Year’s Resolution 2019 ของแต้วคืออะไร

จริงๆ ไม่มี จะมีก็ตอนที่ถูกถามเนี่ยแหละ (หัวเราะ) น่าจะเป็นการพยายามมีความสุขง่ายๆ กับสิ่งรอบตัว เมื่อก่อนเราชอบแอบคิดว่าฉันจะต้องประสบความสำเร็จเบอร์ใหญ่ แต่ไม่ค่อยกล้าออกตัวนะ แต้วจะเครียดกับการทำงานมาก แล้วก็มาคิดได้ว่า เราตั้งใจมาก งานออกมาดีก็จริง แต่เราไม่มีความสุขหรือเปล่า บางทีมันมีอะไรหล่นหายไป อย่างเวลาเราอยู่กับครอบครัว เราก็เคยมีหงุดหงิดใส่คนรอบข้าง แล้วแต้วก็คิดได้ แต่ถ้าเกิดพรุ่งนี้เราตายไปล่ะ ความสุขในชีวิตก็ไม่มีเหรอ ก็เลยพยายามจะมองอะไรให้เรียบง่าย มีความสุขให้ง่ายขึ้น

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR