วันนี้ (25 พฤษภาคม) อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับศาลในการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องร้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริต
มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปใช้ในทางบิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งและจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
คำแนะนำฉบับนี้ ได้วางแนวทางให้ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญา ที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร พร้อมยืนยันหลักการสำคัญว่า กระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้คุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยได้กำหนดลักษณะของการฟ้องคดีที่เข้าข่ายการดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ไว้ดังนี้
- การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร
- การใช้การดำเนินคดีเพื่อกดดันให้คู่ความกระทำการ หรือละเว้นกระทำการเพื่อผลประโยชน์อันมิชอบ
- การกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญต่อศาล
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดพฤติการณ์ที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัย ว่ามีการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ อาทิ การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็น, การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี, รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ
ในการดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าว ศาลสามารถใช้อำนาจตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากปรากฏชัดแจ้งว่าการฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจสั่งยกฟ้อง ได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง หรือดำเนินการไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้อง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาล ช่วยตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการวินิจฉัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแสวงหาข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนได้อย่างครบถ้วนและรอบคอบยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของฝ่ายโจทก์ควบคู่กันไป หากศาลพิจารณาเห็นว่า จำเลยยกข้ออ้างเรื่องการฟ้องไม่สุจริตขึ้นมาโดยมีพฤติการณ์มุ่งถ่วงเวลา หรือก่อความรำคาญแก่กระบวนพิจารณา ศาลสามารถสั่งยุติการดำเนินการในประเด็นดังกล่าว และดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปได้โดยไม่ชักช้า รวมถึงอาจออกข้อกำหนดหรือคำสั่งเพื่อป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย
การออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นของศาลยุติธรรมในการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย โดยยังคงยึดหลักความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของจำเลย และประโยชน์สาธารณะโดยรวม ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมจะนำคำแนะนำดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกันต่อไป


