×

ซัพพลายเชนในห้วงเวลาแห่งสงคราม

06.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงเครือข่ายซัพพลายเชนโลกในบริบทสงคราม

ในโลกเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างแทบจะแยกขาดจากกันไม่ได้ สงครามในภูมิภาคหนึ่งอาจกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลไปทั่วโลกภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในช่วงเวลานี้เป็นตัวอย่างล่าสุดของปรากฏการณ์ดังกล่าว เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน เส้นทางเดินเรือ และระบบซัพพลายเชนโลกอย่างรวดเร็ว รายงานจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงครามในตะวันออกกลางจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้ง ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับตัวของราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่คือ “Stress test” ครั้งสำคัญของซัพพลายเชนโลกที่ถูกออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด (Efficiency) มากกว่าความยืดหยุ่นต่อวิกฤต (Resilience) เมื่อจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าโลก เช่น ช่องแคบฮอร์มุซเผชิญความเสี่ยง การสะดุดของซัพพลายเชนจึงสามารถลุกลามจากตลาดพลังงานไปสู่ภาคการผลิต การขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “สงครามจะจบลงเมื่อใด” แต่คือ “ธุรกิจทั่วโลกพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับซัพพลายเชนในยุคสงคราม”

 

หัวใจของผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งครั้งนี้อยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) และองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเกือบหนึ่งในสามของการค้าพลังงานทางทะเลของโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็นมูลค่าพลังงานมากกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ LNG และพลังงานรูปแบบอื่นรวมกันอาจมีมูลค่าการค้าผ่านเส้นทางนี้มากกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

 

หรืออีกนัยหนึ่ง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเหมือน “วาล์วควบคุม” ของระบบพลังงานโลก เมื่อเกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในพื้นที่ การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจึงถูกกระทบโดยทันที ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

รายงานข่าวล่าสุดระบุว่า การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบลดลงอย่างมาก และบริษัทประกันภัยทางทะเลหลายแห่งหยุดให้ความคุ้มครองเรือที่ผ่านพื้นที่ดังกล่าว ผลกระทบที่ตามมาคือการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปยังแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งเพิ่มระยะทางและต้นทุนการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ

 

แม้สงครามจะยังดำเนินอยู่และยังไม่มีตัวเลขความเสียหายที่ชัดเจน แต่จากแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของ IMF และธนาคารกลางยุโรป (ECB) สามารถประเมินผลกระทบเบื้องต้นได้ในหลายมิติ ประกอบด้วย

 

1. ผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

 

IMF เคยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตประมาณ 3.3% ในปี 2026 แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้แนวโน้มดังกล่าวมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่การวิเคราะห์ของ ECB ชี้ว่าหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 14% อัตราเงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้น 0.5% และอัตราการเติบโตของ GDP อาจลดลง 0.1% เมื่อคำนวณจากขนาดเศรษฐกิจโลกที่มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ การลดลงของการเติบโตเพียง 0.1% อาจหมายถึงมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์

 

2. ผลกระทบจากราคาพลังงาน

 

ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นทันทีหลังเกิดความตึงเครียด โดยบางช่วงเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% นักวิเคราะห์พลังงานหลายสำนักประเมินว่า หากการส่งออกพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานเพียง 10–20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจเพิ่มต้นทุนพลังงานของโลกมากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

 

3. ผลกระทบต่อการค้าโลก

 

ระบบโลจิสติกส์โลกมีมูลค่าการค้าทางทะเลมากกว่า 90% ของการค้าโลกทั้งหมด หากเส้นทางสำคัญถูกปิดหรือมีความเสี่ยงสูง ค่า freight จะเพิ่มขึ้น ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้น Inventory shortages จะเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม จากการเปรียบเทียบกับวิกฤตโควิด การหยุดชะงักของการค้าโลกเพียง 7–10% สามารถสร้างความเสียหายมากกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์ ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี

 

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันมากกว่า 80% ของการบริโภคภายในประเทศ ดังนั้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ต้นทุนโลจิสติกส์ อัตราเงินเฟ้อ ภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ปิโตรเคมี ยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูป ซึ่งล้วนพึ่งพาวัตถุดิบจากตลาดโลก

 

ในโลกที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ธุรกิจจำเป็นต้องปรับแนวคิดซัพพลายเชนจาก Efficiency สู่ Resilience ด้วยการกระจายแหล่งซัพพลายเออร์ ลดการพึ่งพา supplier เพียงประเทศเดียว อีกทั้งเพิ่ม Strategic Inventory สร้าง buffer stock สำหรับวัตถุดิบสำคัญ การประยุกต์ใช้ Digital Supply Chain ใช้ AI และระบบติดตามซัพพลายเชนแบบ real-time ตลอดจนการหันมามองเพื่อนบ้านรอบตัว เพื่อสร้าง Regional Supply Chains พัฒนาเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค เช่น ASEAN

 

สงครามอิสราเอล–อิหร่านกำลังตอกย้ำบทเรียนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ระบบซัพพลายเชนที่ถูกออกแบบเพื่อ ต้นทุนต่ำที่สุด อาจไม่ใช่ระบบที่เหมาะสมที่สุดในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในยุคที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น องค์กรที่สามารถสร้างซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่นที่สุด จะเป็นองค์กรที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันมากที่สุด สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญคือการพัฒนาระบบซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยงและสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว เพราะในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่ผลิตได้ถูกที่สุด แต่คือบริษัทที่ สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แม้ในวันที่โลกกำลังเผชิญสงคราม

 

ภาพ: GreenOak / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising