วันนี้ (16 เมษายน) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
ก่อนที่ศุภจีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าไม่ได้ขอพรอะไร แต่ตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้กับประเทศชาติและประชาชน และถ้าทำได้ เต็มที่แล้วก็ขอให้ช่วยอำนวยพรให้สามารถทำได้ตามสิ่งที่อธิษฐานเอาไว้
เมื่อถามว่า การทำงานรอบนี้น่าจะมีแรงกดดันมากกว่ารอบแรกรู้สึกอย่างไร ศุภจีกล่าวว่า เป็นธรรมดา เพราะช่วงนี้กำลังเจอวิกฤตหลายวิกฤตซ้อนกัน ดังนั้นต้องตั้งใจทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ต้องมีการปรับรูปแบบการทำงาน ซึ่งตอนแถลงนโยบายบอกแล้วว่าจะมีการทำงานในรูปแบบของคลัสเตอร์และบูรณาการร่วมกันกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดการปัญหาแต่ละเรื่องให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า ศุภจีระบุว่า กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการ 2-3 เรื่อง คือ การดูแลค่าครองชีพประชาชน พยายามดูคือสินค้าที่เป็นสินค้าควบคุมและสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ในกรณีหากมีการขยับตัวของราคาก็จะต้องไปควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกลไกที่เป็นธรรมกับทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ
ขณะเดียวกันจะมีการนำสินค้าราคาพิเศษภายใต้ ‘โครงการไทยช่วยไทย’ ที่ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการนำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นมาร่วมกับผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนอีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังได้มีการขยับ SMEs เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ แพลตฟอร์มการขายผ่านการค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมศักยภาพ SMEs ให้สามารถอยู่ได้ในสภาพเศรษฐกิจที่มีลักษณะแบบนี้ และดูแลในเรื่องของการส่งออกที่ขณะนี้ตึงตัว เช่น ที่ตะวันออกกลางขณะนี้เกิดการชะงักงัน ต้องหาตลาดเพิ่มเติม
ศุภจีกล่าวอีกว่า ตนขอเป็นกำลังใจให้ช่วยกันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน ซึ่งหากจุดไหนที่กระทรวงพาณิชย์สามารถทำได้ก็ยินดีที่จะรับคำชี้แนะ ดังนั้นขอให้ส่งข้อความหรือคำแนะนำมา เรายินดีที่จะทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
ศุภจียังเปิดเผยต่อว่าในช่วงบ่ายวันนี้จะเชิญกระทรวงอุตสาหกรรม มาหารือต่อเนื่องเรื่องสถานการณ์เม็ดพลาสติก พร้อมเชิญผู้ประกอบการที่มีความรู้เกี่ยวกับการรีไซเคิล เพราะเราไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่จะวางโครงสร้างในระยะยาวไว้ด้วย
จากนั้นจะเชิญ สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคนที่ดูแลกรมพัฒนาชุมชน มาหารือเรื่องการกระจายตัวสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งต้องอาศัยแรงของท้องถิ่น ทั้งอำเภอและตำบล เพื่อต่อยอดสินค้า SMEs รวมถึงเป็นการขยายโครงการไทยช่วยไทย ให้ครอบคลุมได้ทั่วประเทศอย่างมียุทธศาสตร์สำคัญร่วมกัน
ส่วนการตั้งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีจะสร้างความเชื่อมั่นอย่างไรได้บ้าง ศุภจีเน้นย้ำว่า การตั้งที่ปรึกษาคือการดึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาช่วย เพื่อตอบโจทย์ที่มีหลากหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องประสานไปกับภูมิเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้ไทยอ่านเกมออกว่าตลาดไหนคือโอกาสหรือความเสี่ยง ทั้งการปรับตัวตามแผนเศรษฐกิจจีน การเจาะตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และอินเดีย รวมถึงการเจรจาการค้ากับยุโรป นอกจากนี้ยังได้ระดมมืออาชีพด้านสินค้าเกษตร การแปรรูป และสิ่งแวดล้อม เข้ามาช่วยเติมเนื้อหานโยบาย เพื่อให้การดูแลครอบคลุมทั้งมิติการส่งออกและการจัดการภายในประเทศ
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มีการปรับทัพภายในเพื่อรับมือกับวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วนอย่างสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งมีการดึงข้าราชการที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาเสริมกำลังให้กรมการค้าภายใน การปรับทั้งทีมที่ปรึกษาและทีมข้าราชการในครั้งนี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้รัฐบาลสามารถตอบสนองและดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเท่าทันสถานการณ์
ต่อจากนั้น ศุภจีได้เยี่ยมชมห้องทํางานสื่อมวลชน พร้อมระบุว่า อยากให้มีการปรับการทํางาน และการแถลงข่าว ฉะนั้นหากมีประเด็นอะไรที่สื่อมวลชนต้องการเป็นพิเศษ ก็ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่สำนักโฆษกสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะมานั่งอธิบาย หรือส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูล เพราะไม่อยากให้ไปดักตามบันไดอาคาร อยากให้นั่งฟังกัน






