ศุภจีชี้แจงเบื้องหลังการจัดทัพกระทรวงพาณิชย์ หลังถูกตั้งคำถามกรณีย้ายพิมพ์ชนกและอรมนเป็นผู้ตรวจราชการ ระบุพิมพ์ชนกครบกรอบปฏิบัติงานที่เจนีวาสูงสุด 6 ปี ส่วนอรมนไม่ตอบรับการทาบทามไป WTO-WIPO ยืนยันการตัดสินใจพิจารณาจากผลงาน ความเชี่ยวชาญ และภารกิจที่ประเทศต้องเผชิญ
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (15 กันยายน) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงเหตุผลเบื้องหลังการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ 9 ตำแหน่ง ซึ่งได้รับความสนใจและเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะกรณีการย้าย พิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (WTO) และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ณ นครเจนีวา และอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์
ศุภจีระบุว่า การจัดทัพครั้งนี้ไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวบุคคล แต่เริ่มจากการประเมินว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ใด และกระทรวงพาณิชย์ต้องเตรียมบุคลากรเพื่อรับมือกับภารกิจใดบ้าง
ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลโดยตรงต่อภูมิเศรษฐศาสตร์ กติกาการค้าระหว่างประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างสะสม ทั้งการกระจายรายได้ที่ไม่ทั่วถึง การส่งออกซึ่งยังกระจุกตัวอยู่ในสินค้า ตลาด และผู้ประกอบการบางกลุ่ม ตลอดจนข้อจำกัดของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายเล็กในการแข่งขันและเข้าถึงโอกาส
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาการประกอบธุรกิจโดยใช้นอมินี การเข้าครอบครองกิจการหรือแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่ากฎระเบียบและกลไกกำกับดูแลของรัฐ
ศุภจีระบุว่า ทั้งหมดคือ ‘ศึก’ ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องรับมือพร้อมกัน หลักคิดในการจัดวางบุคลากรจึงเป็น ‘Put the Right Person in the Right Job’ หรือวางคนที่เหมาะสมในงานที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากผลงาน ศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และความพร้อมเข้ารับภารกิจทันที
ในสถานการณ์ปกติ ผู้บริหารอาจมีเวลาศึกษางานใหม่ แต่สถานการณ์ปัจจุบันทำให้กระทรวงต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งเข้าใจทั้งเนื้องานและกลไกภายใน สามารถทำงานต่อเนื่องได้อย่างไร้รอยต่อ โดยมีผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นเป้าหมายสำคัญ
ศุภจียืนยันว่า การจัดทัพไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ผ่านการรับฟังและหารือร่วมกับทั้งวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน และพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ซึ่งจะต้องทำงานร่วมกับทีมผู้บริหารชุดนี้ต่อไป
แจงพิมพ์ชนกครบกรอบเจนีวาสูงสุด 6 ปี
สำหรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ณ นครเจนีวา ศุภจีกล่าวว่า พิมพ์ชนกปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ โดยดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี และได้รับการต่อวาระครั้งละ 1 ปีอีก 2 ครั้ง รวมเป็น 6 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาสูงสุดตามกรอบที่กำหนด หลังจากนั้นจะต้องหมุนเวียนกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม กระทรวงทราบว่าพิมพ์ชนกประสงค์จะปฏิบัติงานในต่างประเทศต่อด้วยเหตุผลด้านครอบครัว จึงสนับสนุนให้เข้าสู่กระบวนการคัดเลือกตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ Deputy Director General of WIPO
การสนับสนุนดังกล่าวรวมถึงการหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ WIPO และการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อยืนยันว่าพิมพ์ชนกได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย หากได้รับการคัดเลือกก็จะสามารถทำงานที่นครเจนีวาต่อไปได้ แต่ผลการคัดเลือกไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
ศุภจีระบุอีกว่า วาระของพิมพ์ชนกจะสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 และพิมพ์ชนกได้แจ้งมาตลอดว่า เมื่อหมดวาระจะลาออกจากราชการเพื่อกลับไปดูแลครอบครัว
อย่างไรก็ตาม การปรับตำแหน่งระดับสูงของกระทรวง ทั้งปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และอธิบดี จำเป็นต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับรอบการเกษียณอายุราชการและแผนส่งต่องานในภาพรวม เนื่องจากแต่ละตำแหน่งเชื่อมโยงกัน
ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รับช่วงภารกิจที่นครเจนีวาคือ กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งศุภจีระบุว่า มีพื้นฐานและประสบการณ์ด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เข้าใจทั้งกลไกของกระทรวงและเวทีการค้าระหว่างประเทศ และพร้อมรับภารกิจในช่วงที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เผยทาบทามอรมนไปเจนีวา แต่ไม่ได้รับการตอบรับ
สำหรับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ศุภจีกล่าวว่า กระทรวงต้องการยกระดับบทบาทจากการเป็น Regulator ซึ่งมุ่งจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิ ไปสู่การเป็น Value Creator ที่สามารถนำทรัพย์สินทางปัญญามาต่อยอด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น ไม่รอให้เจ้าของผลงานหรือผู้ประกอบการเข้ามาขอรับบริการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเข้าไปค้นหาศักยภาพ สนับสนุน เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ และผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาของไทยเข้าสู่ตลาดจริง
ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รับภารกิจนี้คือ จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งศุภจีระบุว่า เป็นบุคลากรที่เติบโตจากสายงานทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง เข้าใจทั้งศักยภาพ ปัญหา และกลไกภายในของกรม จึงสามารถเข้ารับภารกิจและเดินหน้างานได้ทันที
ส่วนอรมน ซึ่งเป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาคนปัจจุบัน ศุภจีเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงได้ทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ณ นครเจนีวา เนื่องจากมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่เมื่ออรมนไม่ได้ตอบรับ จึงต้องพิจารณาผู้มีความรู้และความพร้อมในลำดับต่อไป เพื่อไม่ให้ภารกิจที่เจนีวาสะดุด
วาง 2 รองปลัด ดูงานต่างประเทศ-บริหารภายใน
ในส่วนของตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้รับมอบหมายให้เป็นรองปลัดกระทรวง ดูแลและประสานภารกิจด้านต่างประเทศ แทนเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่จะเกษียณอายุราชการ
ศุภจีระบุว่า วิทยากรมีพื้นฐานจากงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เคยปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศทั้งฮ่องกงและดูไบ รวมถึงมีประสบการณ์บริหารกรมการค้าภายใน จึงมีความเหมาะสมกับภารกิจด้านต่างประเทศซึ่งกำลังมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ขณะที่มนัสนิตย์ จิรวัฒน์ ที่ปรึกษาการพาณิชย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อดูแลงานบริหารภายใน ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ และการบริหารจัดการ แทนจิตติมาที่จะย้ายไปเป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยศุภจีระบุว่า มนัสนิตย์มีประสบการณ์ด้านกฎหมายและมีส่วนดูแลงานภายในกระทรวงมาอย่างต่อเนื่อง
ส่งวัฒนศักย์กลับคุมราคาสินค้า วราวุฒิดันส่งออก
เมื่อวิทยากรย้ายไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายในจึงว่างลง ศุภจีระบุว่า กรมการค้าภายในเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องรับมือกับปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้า สินค้าเกษตร ความเป็นธรรมทางการค้า และการดูแลผู้ประกอบการ จึงต้องการผู้บริหารที่เข้าใจกลไกการทำงานและเริ่มงานได้ทันที
วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ จึงได้รับมอบหมายให้กลับไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายใน เนื่องจากเป็นบุคลากรที่เติบโตและมีประสบการณ์ในกรมมาอย่างยาวนาน เข้าใจกลไกราคา การดูแลตลาด และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมทางการค้า
ส่วนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะมีวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นอธิบดีคนใหม่ โดยศุภจีระบุว่า วราวุฒิเติบโตจากสายงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศและมีผลงานด้านการผลักดันสินค้าไทย จึงพร้อมรับภารกิจเปิดตลาด เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ และขยายการส่งออกท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
มอบกิตติวัฒน์สานต่อปราบนอมินี
สำหรับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งตำแหน่งอธิบดีว่างลงหลังพูนพงษ์ได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ กิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ จะเข้ารับตำแหน่งอธิบดี
ศุภจีระบุว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังมีภารกิจสำคัญ ทั้งการปราบปรามนอมินี การยกระดับผู้ประกอบการ การสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และการประสานงานกับหลายหน่วยงาน โดยกิตติวัฒน์เป็นผู้บริหารที่ทำงานเชิงรุก มีความบุกลุย และสามารถประสานหลายหน่วยงานเพื่อจัดการปัญหาซับซ้อน จึงพร้อมเข้ามาสานต่อภารกิจดังกล่าว
ศุภจียกตัวอย่างผลงานของพูนพงษ์ตลอดระยะเวลา 1 ปีในตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้งการยกระดับการปราบปรามนอมินี การพัฒนาทักษะผู้ประกอบการผ่าน DBD Academy และการส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ไทย เพื่อยืนยันแนวคิดว่า เมื่อเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเข้าใจกลไกและมีประสบการณ์ตรงเข้ามานำองค์กร ก็สามารถต่อยอดงานและขับเคลื่อนภารกิจใหม่ได้รวดเร็ว
ย้ำผู้ตรวจราชการไม่ใช่ตำแหน่งลดบทบาท
ศุภจีกล่าวถึงข้อวิจารณ์เรื่องการย้ายผู้บริหารไปเป็นผู้ตรวจราชการว่า ที่ผ่านมาตำแหน่งดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นตำแหน่งสำหรับลดบทบาท จนทำให้คุณค่าของบุคลากรในตำแหน่งนี้ถูกมองข้าม ทั้งที่ผู้ตรวจราชการเป็นผู้บริหารระดับสูง ระดับ C10 และมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจการทำงานของกระทรวงอย่างรอบด้าน
ศุภจียืนยันว่า ไม่ว่าบุคคลจะดำรงตำแหน่งใด หากมีความตั้งใจและปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของบุคคลนั้น พร้อมชี้ว่า การโยกย้ายครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ตรวจราชการ 4 คน ได้แก่ กนิษฐา กิตติวัฒน์ วราวุฒิ และวัฒนศักย์ เข้ารับผิดชอบตำแหน่งและภารกิจสำคัญที่สอดคล้องกับความสามารถและความเชี่ยวชาญของแต่ละคน
“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่การมองเฉพาะตัวบุคคล แต่ต้องมองว่าประเทศกำลังเผชิญกับอะไร ใครเหมาะสมกับภารกิจใด และทีมทั้งหมดจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้ประชาชนและประเทศได้อย่างไร”
ศุภจีกล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดทัพครั้งนี้ผ่านการรับฟัง พิจารณา และหารือร่วมกันอย่างรอบคอบ โดยมีโจทย์สำคัญเพียงข้อเดียว คือการชนะศึกทางเศรษฐกิจที่อยู่ตรงหน้า เพื่อปกป้องโอกาสของคนไทยและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ


