วันนี้ (16 มิถุนายน) เวลา 09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ มีมติเพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน 155,865 ไร่ ว่า เรื่องนี้แยกออกมาเป็น 5 กลุ่ม
กลุ่มแรก 55,000 ไร่ ประกาศเป็นที่ดิน ส.ป.ก. เมื่อปี 2521 ซึ่งเราประกาศอุทยานแห่งชาติทับลานปี 2524 ดังนั้น กลุ่มนี้ต้องคืนเขาตามกฎหมาย
กลุ่มที่ 2 หมู่บ้านไทยสามัคคี ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2520 มอบ 8,000 กว่าไร่ ให้กับผู้ที่สู้รบในช่วงการปราบปรามคอมมิวนิสต์ และมีภาพถ่ายทางอากาศชัดเจนว่าอยู่ก่อนการประกาศอุทยาน
กลุ่มที่ 3 จำนวน 80,000 กว่าไร่ เป็นที่หมู่บ้านด้านความมั่นคงในอดีต ส่วนนี้เป็นมติ ครม. เมื่อปี 2535 แต่กลุ่มที่ 4 จำนวน 100,000 กว่าไร่ เรายังไม่ให้ถอน เพราะมีคดีในกลุ่มนี้เยอะมาก เนื่องจากอยู่นอกเขต ส.ป.ก. และนอกเขตที่ดินป่าไม้ ซึ่งจะต้องทำการพิสูจน์ก่อน เพราะมีชาวบ้านที่อยู่ตั้งแต่ปี 2540 กว่าๆ และมีภาพถ่ายทางอากาศ ดังนั้น ต้องพิสูจน์เป็นรายๆ ประมาณ 5,200 ราย
กลุ่มที่ 5 เป็นพื้นที่ราชพัสดุของหน่วยงานทหารไว้ใช้ซ้อมรบ ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิด ประมาณ 6,000 กว่าไร่ จึงต้องยกให้ราชพัสดุเพื่อดำเนินการให้หน่วยทหารเช่าใช้พื้นที่ ดังนั้น เราตัดเนื้อที่ไปจริงๆ ประมาณ 155,000 ไร่ แต่เราได้ไปเอาพื้นที่ที่เป็นป่าไม้เกือบ 90,000 ไร่ เติมกลับเข้ามาเพิ่มเติม
สุชาติ กล่าวต่อว่า สื่อมวลชนต้องให้ความเป็นธรรมว่าประชาชนเหล่านี้ไม่ได้มีที่ดินของตัวเอง และอยู่กันแบบยากจนประมาณ 2-3 หมื่นครอบครัว อีกทั้งเรื่องนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ติดตามเรื่องนี้ และเมื่อวาน (15 มิถุนายน) ได้อยู่ในที่ประชุมด้วย จึงมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อพิสูจน์สิทธิร่วมกับ ส.ป.ก. ให้กับประชาชน
สุชาติ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตกค้างมาเกือบ 50 ปี ถ้าไม่ทำวันนี้ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ของกรมอุทยานฯ หากมีการแจ้งความและเจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุม สุดท้ายเราก็ไม่อยากจะก้าวล่วงคำพิพากษาของศาล แต่ความตั้งใจของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว เขาต่อสู้ก็มีสิทธิที่จะชนะมาก และอยู่ก่อนที่จะมีการประกาศอุทยานแห่งชาติทับลาน
ส่วนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่หลายคนเป็นห่วง มีการจดขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกปี 2548 ซึ่งได้ชี้แจงต่อคณะกรรมการมรดกโลกแล้วว่า พื้นที่ที่มีปัญหาทั้ง 5 กลุ่ม เป็นพื้นที่บัฟเฟอร์โซน (Buffer Zone) ซึ่งเป็นพื้นที่แนวกันชนอยู่แล้ว และไม่เกี่ยวกับพื้นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ยืนยันว่าสิ่งที่ทำในวันนี้เป็นการปฏิบัติตามมติ ครม. ตั้งแต่ปี 2520 และ 2535
“ในส่วนของ 3 กลุ่มแรก เราต้องทำตามกฎหมายอยู่แล้ว กลุ่มที่ 5 เป็นพื้นที่ของทหารใช้ซ้อมรบ ส่วนกลุ่มที่ทุกคนเป็นห่วงคือกลุ่มที่ 4 ที่เกี่ยวกับรีสอร์ตต่างๆ เราจับหมดแน่นอน เพราะขณะนี้เป็นคดีอยู่ เราไม่ได้พิสูจน์สิทธิ์เพื่อให้กลุ่มทุนได้ทำรีสอร์ต แต่ต้องใช้อำนาจทางกฎหมายของกรมป่าไม้ในการนำพื้นที่ของรัฐกลับคืนตามเดิม แต่เป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก. ซึ่งผมเข้าใจที่หลายคนอาจดูเพียงแค่การสัมภาษณ์หรือพาดหัวข่าว ที่บอกว่าเราตัดป่าไปแสนกว่าไร่ แต่ความเป็นจริงคือเราเอากลับคืนมามากกว่า 90,000 ไร่ ซึ่งกระจายไปยัง 3 กลุ่มแรก ที่ต้องปฏิบัติตามมติ ครม.” สุชาติ กล่าว
ส่วนกรอบระยะเวลาในการพิสูจน์สิทธิ์ สุชาติ กล่าวว่า ในกลุ่มที่ 4 ที่มีประชาชนบางท่านอยู่มาก่อนตั้งแต่ปี 2540 กว่าๆ เราได้ให้กรมอุทยานฯ ไปพิสูจน์สิทธิประมาณ 6 เดือน แต่ย้ำว่ายังไม่ใช่การยกหรือตัดให้ ส่วนกลุ่มที่ 1, 2, 3 และ 5 ที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ให้คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. พร้อมทั้งมีความเห็นแนบท้ายว่า หน่วยงาน ส.ป.ก. คณะกรรมการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกรมป่าไม้เข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย ต้องร่วมพิจารณาสิทธิและออกความเห็นเป็นรายแปลง
สุชาติ กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีกำชับตนว่า ต้องให้ความเป็นธรรมในเรื่องของประชาชนที่ยากจนจริงๆ และอยู่ในพื้นที่มาก่อนมีการประกาศอุทยานแห่งชาติทับลาน และต้องให้ความเห็นใจกับกลุ่มอนุรักษ์หรือเอ็นจีโอด้วย ซึ่งเราเป็นเจ้าหน้าที่ต้องอยู่ตรงกลาง แต่หากไม่ทำก็จะเกิดการตกค้าง และทำไม่เสร็จสักที แต่ถือว่าโชคดีที่เราทำการปรับปรุงแผนที่แนวที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) ที่เพิ่งทำเสร็จเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้นำมาใช้พิสูจน์ได้
“ผมอยู่ตรงกลาง แต่ถ้าไม่ทำก็เห็นใจชาวบ้าน ส่วนเรื่องกฎหมายคงไม่มีใครกล้าหยิบมาทำ เพราะไม่ว่าฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็ต้องฟ้อง แต่เมื่อเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเขาฟ้องร้องเรา เราก็ต้องยอมรับ เพราะเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเองหรือครอบครัว ซึ่งผมไม่มีสักหนึ่งตารางวา แต่ผมทำเพื่อประชาชนที่ยากไร้ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายกฯ” สุชาติ กล่าว


