×

‘สุชาติ‘ ยืนยันไม่เกี่ยวข้อง ยันต์ปราบด่าน ชี้ถูกขุดเรื่องเก่าดิสเครดิตการเมือง

โดย THE STANDARD TEAM
22.10.2026
สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ชี้แจงประเด็นสติกเกอร์รถบรรทุก

วันนี้ (22 ตุลาคม) สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีภาพรถบรรทุกสิบล้อที่ติดสติกเกอร์ชื่อและรูปภาพของตนเอง ถูกนำกลับมาเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ จนเกิดข้อสงสัยว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจขนส่ง หรือเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้สำหรับผ่านด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ โดยยืนยันว่าเป็นเรื่องเก่าที่เคยเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 5–6 ปีก่อน ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และได้ชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้ว

 

สุชาติ เล่าว่า ในอดีตเคยมี สส.ฝ่ายค้านนำภาพรถบรรทุกคันดังกล่าวขึ้นอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนั้นตนเองก็ตกใจ เพราะไม่ทราบมาก่อนว่ามีผู้นำชื่อและรูปภาพไปติดไว้บนรถบรรทุก จึงพยายามติดตามหาเจ้าของรถ กระทั่งพบว่าเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ตำบลบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งนำภาพไปติดด้วยความรักและศรัทธา โดยไม่ได้ขออนุญาตหรือแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

 

พร้อมยืนยันว่า ตนเองไม่เคยผลิตหรือแจกจ่ายสติกเกอร์ดังกล่าวให้กับรถบรรทุก และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจขนส่งหรือโลจิสติกส์แต่อย่างใด

 

ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับการขนส่งสิ่งผิดกฎหมาย สุชาติ อธิบายว่า เจ้าของรถประกอบธุรกิจรับจ้างขนส่งสินค้าทั่วไป ทั้งรถหัวลากและรถบรรทุกสิบล้อ โดยรับตู้คอนเทนเนอร์จากท่าเรือไปส่งตามโรงงานต่าง ๆ ซึ่งสินค้าผ่านกระบวนการทางศุลกากรมาแล้ว ผู้รับจ้างขนส่งจึงไม่มีหน้าที่หรืออำนาจเปิดตู้สินค้าเพื่อตรวจสอบสิ่งของภายใน

 

พร้อมเปรียบเทียบว่า เช่นเดียวกับคนขับรถโดยสารที่ไม่สามารถทราบได้ว่าผู้โดยสารแต่ละคนนำสิ่งของผิดกฎหมายขึ้นรถมาหรือไม่ โดยย้ำว่าไม่ได้ต้องการแก้ตัวแทนเจ้าของรถ แต่ต้องการอธิบายลักษณะการประกอบธุรกิจขนส่งให้เข้าใจตรงกัน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สติกเกอร์ดังกล่าวเป็นลักษณะของ “ยันต์ปราบด่าน” ที่ช่วยให้รถบรรทุกผ่านด่านตรวจได้สะดวกหรือไม่ นายสุชาติ ปฏิเสธทันที พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่อย่างแน่นอน เพราะตนเองไม่ได้ประกอบธุรกิจขนส่ง และไม่เคยอนุญาตให้บุคคลใดนำชื่อหรือรูปภาพไปใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

 

อีกทั้งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจพบรถบรรทุกติดสติกเกอร์รูปของตนเอง ก็สามารถตรวจสอบหรือจับกุมได้ตามกฎหมายทันที โดยไม่ต้องเกรงใจหรือให้สิทธิพิเศษใด ๆ พร้อมระบุว่า หากตนเป็นผู้ผลิตและแจกสติกเกอร์จริง ก็ต้องสามารถระบุได้ว่าแจกให้รถคันใด ทะเบียนอะไรบ้าง แต่ข้อเท็จจริงคือไม่เคยดำเนินการเช่นนั้น

 

สุชาติ ยังยกตัวอย่างว่า ในจังหวัดชลบุรีมีประชาชนนำชื่อและรูปภาพของตนเองไปพิมพ์บนเสื้อสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ หลายหมื่นตัว ซึ่งบางส่วนเกิดจากความชื่นชอบและศรัทธา จึงไม่สามารถควบคุมได้ว่าผู้สนับสนุนแต่ละคนนำภาพไปใช้อย่างไร และการนำภาพนักการเมืองไปใช้ก็ไม่ได้หมายความว่านักการเมืองคนนั้นจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกกิจกรรม

 

ส่วนการที่ภาพรถบรรทุกถูกนำกลับมาเผยแพร่อีกครั้ง สุชาติ ระบุว่า เมื่อวานนี้ได้เข้าไปชี้แจงข้อเท็จจริงกับเพจต้นทางแล้ว ซึ่งผู้ดูแลเพจให้ความร่วมมือและนำคำชี้แจงไปเผยแพร่เพิ่มเติม แต่ภายหลังยังมีเพจอื่นนำเรื่องไปขยายความต่อ โดยมองว่าบางเพจมีเจตนาโจมตีและดิสเครดิตทางการเมืองมากกว่าต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริง

 

สุชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดเรื่องที่เคยชี้แจงไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน จึงถูกนำกลับมาพูดถึงในช่วงที่ตนเองกำลังเดินหน้าแก้ไขปัญหาสารพิษและบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการดำเนินการกับสิ่งปลูกสร้างที่มีปัญหาด้านกฎหมายในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งอาจกระทบผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านบาท

 

พร้อมตั้งคำถามว่า หากตนเองกล้าเข้าไปดำเนินการกับธุรกิจที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท เหตุใดจึงต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับจ้างขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่มีค่าจ้างเพียงเที่ยวละประมาณ 5,000–10,000 บาท และยังต้องหักต้นทุนค่าน้ำมันอีกด้วย

 

สุชาติ ยังเปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีปัญหาด้านกฎหมายในจังหวัดภูเก็ต ทำให้ขณะนี้ตนเองและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงถูกฟ้องร้องแล้ว แต่ยืนยันว่าไม่หวั่นไหว เพราะทราบตั้งแต่แรกว่าการบังคับใช้กฎหมายอาจกระทบผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม

 

โดยระบุว่า ตนเองอยู่ในแวดวงการเมืองมากว่า 20 ปี จึงพอจะทราบความสัมพันธ์ของบุคคลต่าง ๆ แต่ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใคร หากทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย พร้อมประกาศอย่างชัดเจนว่า “ผมไม่ปล่อยไว้แน่นอน ผมบอกตรง ๆ เรื่องนี้ผมเปิดสงคราม ผมใช้คำว่าเปิดสงคราม”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มองการนำภาพสติกเกอร์กลับมาเผยแพร่เป็นเกมการเมืองหรือไม่ สุชาติ ยอมรับว่า ส่วนตัวมองเป็นความพยายามดิสเครดิต โดยเฉพาะบางเพจที่นำภาพไปประกอบข้อความกล่าวหา ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงว่าตนเองหรือครอบครัวเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีผู้เสียผลประโยชน์จากการทำงานของตนเองอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าเป็นบุคคลใด

 

อย่างไรก็ตาม สุชาติ ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดแจ้งความดำเนินคดีกับเพจที่นำภาพรถบรรทุกไปเผยแพร่ เพราะมองว่าประชาชนและสื่อมวลชนมีสิทธิตั้งคำถามหรือตรวจสอบนักการเมืองได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่การนำข้อมูลไปบิดเบือนหรือใส่ร้ายป้ายสีจนเกิดความเสียหาย

 

ทั้งนี้ สุชาติ ยังเปิดเผยว่า ในอดีตเคยดำเนินคดีกับผู้ที่แสดงความคิดเห็นกล่าวหาตนเองผ่านสื่อสังคมออนไลน์มาแล้วประมาณ 50–60 คดี แต่ไม่ได้ต้องการเรียกร้องเงิน โดยหลายคนเดินทางมาขอโทษและยอมรับว่าแสดงความคิดเห็นตามกระแสโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตนเองเพียงต้องการให้รับฟังคำอธิบายเพื่อทำความเข้าใจ ไม่เคยเรียกร้องเงินแม้แต่บาทเดียว

 

พร้อมฝากถึงผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลโจมตีว่า ควรรับผิดชอบต่อสิ่งที่นำเสนอ เพราะท้ายที่สุดประชาชนที่หลงเชื่อและเข้าไปแสดงความคิดเห็นตาม อาจกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกดำเนินคดี ขณะที่ผู้เผยแพร่ข้อมูลต้นทางกลับไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือ

 

สุชาติ ยังกล่าวย้ำในช่วงท้ายว่า จะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันอีกครั้งว่า สติกเกอร์ชื่อ และรูปภาพของตนเองที่ปรากฏบนรถบรรทุก ไม่ใช่สัญลักษณ์สำหรับผ่านด่านตรวจ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนเอง โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบรถทุกคันได้ตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น


READ MORE




Latest Stories

Close Advertising