วันนี้ (18 มิถุนายน) ที่รัฐสภา นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พร้อมด้วยผู้ใช้แรงงานในไซต์ก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 เขตพาณิชย์สวนหลวง–สามย่าน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ผ่าน วีระพล จิตสัมฤทธิ์ ประธานคณะ กมธ.การแรงงาน พร้อมด้วย ธนพร วิจันทร์ โฆษกคณะ กมธ. และ สหัสวัต คุ้มคง กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะ กมธ. รับยื่นหนังสือ เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีการละเมิดสิทธิแรงงานและการค้างชำระค่าจ้างของบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (PLE) ผู้รับเหมาหลักของโครงการก่อสร้างดังกล่าว ซึ่งดำเนินการบนพื้นที่ของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กลุ่มแรงงานระบุว่า ลูกจ้างจำนวนหนึ่งทำงานในโครงการมาตั้งแต่ปี 2564 แต่กลับไม่ได้รับค่าจ้างตามที่ตกลงกัน โดยมีการค้างจ่ายค่าแรงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลากว่า 12 เดือน ส่งผลให้แรงงานหลายคนเผชิญกับความเดือดร้อนในการดำรงชีพอย่างหนัก
แรงงานเห็นว่า กรณีดังกล่าวเข้าข่ายการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยเฉพาะมาตรา 70 ซึ่งกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามกำหนดเวลา และในกรณีงานก่อสร้างที่มีการจ้างเหมาช่วง มาตรา 11/1 ยังกำหนดให้ผู้รับเหมาหลักมีหน้าที่ร่วมรับผิดชอบต่อค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง หากผู้รับเหมาช่วงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ในการยื่นหนังสือครั้งนี้ กลุ่มแรงงานเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการการแรงงานเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เชิญผู้แทนบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (PLE) เข้าชี้แจง รวมถึงเชิญผู้แทนสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้พัฒนาโครงการ มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลการคุ้มครองสิทธิแรงงานภายในโครงการ
นอกจากนี้ กลุ่มแรงงานยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมถึงติดตามให้เกิดการชำระค่าจ้างที่ค้างชำระแก่ลูกจ้างโดยครบถ้วนและโดยเร็ว พร้อมทั้งคุ้มครองลูกจ้างจากการข่มขู่ กลั่นแกล้ง หรือการเลิกจ้างอันเป็นผลจากการใช้สิทธิร้องเรียน
ด้าน ธนพรให้ความเห็นว่า แรงงานกลุ่มนี้ควรได้รับการเยียวยาทั้งจากผู้รับเหมา และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะเจ้าของโครงการคอนโดหมอน 33 ด้วย พร้อมระบุว่าทางคณะกรรมาธิการจะใช้กลไกของกรรมาธิการในการตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อไป
สหัสวัตกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาการค้างชำระค่าจ้างแรงงานเป็นเวลาข้ามปี เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่งที่ลูกจ้างต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนยาวนานเป็นปี ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจนและสมควรต้องถูกดำเนินคดีทางอาญา กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่ากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานยังขาดการทำงานเชิงรุกในการปกป้องสิทธิของลูกจ้าง
กลุ่มผู้ยื่นเรื่องยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ลูกจ้างได้รับค่าแรงที่ค้างชำระ และขอเรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบความรับผิดชอบของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิแรงงานในโครงการก่อสร้างที่มีหน่วยงานสาธารณะเป็นเจ้าของหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดกรณีลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต


